พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิดการสัมมนามหกรรมสวัสดิการชุมชนคนไม่ทิ้งกัน ที่จัดโดยเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 7 ภาคเมื่อวันที่ 4-5 ก.พ.2550 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จ.นนทบุรี โดยกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้แสดงถึงพลังของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ในการจัดระบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม ในส่วนของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการสร้างระบบสวัสดิการที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกัน และพร้อมจะให้การสนับสนุนสิ่งที่เป็นผลสรุปจากการสัมมนาในวันนี้ แม้รัฐบาลจะเหลือเวลาไม่มากนัก ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวังคือ เรื่องงบประมาณที่จะลงไปสู่ท้องถิ่นนั้น ขอให้มีการจ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจถึงความต้องการของประชาชนที่อยากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวังเช่นเดียวกัน แต่ลำพังรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่สามารถที่จะไปทำอะไรทุกอย่างให้สำเร็จได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่สามารถที่จะลงไปทุกหมู่บ้านหรือทุกตำบลอย่างทั่วถึง จึงต้องอาศัยพี่น้องประชาชนช่วยดำเนินกิจการและบริหารกันเอง โดยยืนอยู่บนพื้นฐานความโปร่งใส เป็นกลาง ซื่อสัตย์และเอื้อเฟื้อต่อกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ชุมชนไม่ว่าจะเป็นลักษณะของหมู่บ้าน ตำบล และระดับประเทศ ถ้าหากสังคมของเรามีลักษณะเช่นนั้น ประเทศชาติย่อมจะมีความมั่นคง สังคมมีความเข้มแข็ง และพร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและบ้านเมืองของเราต่อไป ด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า "สวัสดิการชุมชนมีข้อดี” คือ เป็นการทำงานโดยชุมชนกันเองและไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่เอาการรวมคนเป็นตัวตั้งเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือดูแลกันเองอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สามารถจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนทั้งขบวนได้เลยเนื่องจากเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงอยู่แล้ว"
ในส่วนข้อเสนอของภาคประชาชนในวันนี้ ได้ขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนมีบทบาทเป็นหลัก และเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนฐานรากให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน และให้ทุกหน่วยงานของรัฐดำเนินงานตามนโยบายอย่างจริงจัง และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ในกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ขอให้ ศอ.บต. สนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาชน ทั้งเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น และจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง รวมทั้งสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวไทยมุสลิม
ทั้งนี้เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 7 ภาค ได้ดำเนินงานเพื่อจัดระบบสวัสดิการชุมชนที่ส่งผลให้เกิดการจัดสวัสดิการในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อสร้างระบบการดูแลซึ่งกันและกันในชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่เกิดจนตาย อาทิเช่น การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย การสมทบค่าทำศพ การให้ทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสในชุมชน โดยนำร่องแล้วกว่า 500 ตำบล ทั่วประเทศ มีเงินกองทุนรวม 215 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายในปี 2550 จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล อีก 999 ตำบล และสร้างกลไกขบวนสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด


