ออกมาบังคับใช้ ชี้ เป็นทางออกชุมชนไทย
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2550 ที่โรงแรมบางกอกพาเลซ กรุงเทพฯ สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดการสัมมนาเรื่อง สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ทางออกของชุมชนไทย โดยมี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายพลเดช ปิ่นประทีปรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แกนนำองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนภาครัฐ นักวิชาการ และผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 1,500 คน
นายสน รูปสูง เลขาธิการสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ มีความเห็นร่วมกันว่า หากร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนฐานราก ทั้งนี้เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ความสำคัญกับสิทธิพื้นฐานที่ชุมชนพึงได้รับ นั่นก็คือสิทธิในอันที่จะกำหนดอนาคตชุมชนท้องถิ่นของตนเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านการจัดการทรัพยากร การจัดการศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อ การเมืองภาคพลเมือง เป็นต้น ซึ่งเป็นความก้าวหน้าด้านสิทธิพื้นฐานของชุมชนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในประเทศไทยและในโลกนี้
เลขาธิการ สอท. กล่าวอีกว่า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย หรือ สอท. องค์กรอิสระของภาคประชาชน ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ และเป็นองค์กรผู้ประสานงานให้เกิดการร่าง และขับเคลื่อนพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น จึงได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลผ่าน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ในประเด็นเรื่องการสนับสนุนให้มีการตรา พ.ร.บ.ฉบับนี้ ออกมาบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้
“พวกเราขอให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น พ.ศ. ... ให้บรรลุผลสำเร็จภายในระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลนี้ โดยคงเนื้อหาเดิมของร่างพระราชบัญญัตินี้ไว้ ทั้งนี้เพราะเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัตินี้ กลั่นกรองมาจากข้อมูล ประสบการณ์การทำงานพัฒนาอันยาวนานของขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ อันเป็นความต้องการที่แท้จริงของชุมชนฐานราก โดยในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ เครือข่ายองค์กรชุมชนได้นำแนวคิดตามพระราชบัญญัตินี้ไปปฏิบัติจริงเพื่อนำร่องจำนวน 200 ตำบลในปี 2550 และ อีก 800 ตำบลในปี 2551 และมีเป้าหมายจะขยายให้ครบทุกตำบลทั่วประเทศภายใน 5 ปี โดยผนวกไปกับการพัฒนาภาคประชาชนภายใต้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น อันเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นบูรณาการทุกประเด็นปัญหาในพื้นที่เข้าด้วยกัน โดยยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เลขาธิการ สอท.บอก และว่า
“พร้อมกันนี้ พวกเราขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านงบประมาณในการปฏิบัติการตำบลนำร่องปี 2551 จำนวน 800 ตำบล และสนับสนุนการพัฒนาภาคประชาชนตามยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเป็นทิศทางสำคัญ และมีสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกประสานงานในพื้นที่ เพื่อเป็นทิศทางการพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน”


