นายสุวัฒน์ คงแป้น หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค เวลา 8.30 น. ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองคณะที่ 2 โดยมี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนที่จัดทำโดยสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย(สอท.) ซึ่งคาดว่าร่าง พรบ.ฉบับนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีในนามกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในวันอังคารที่จะถึงนี้
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นการสร้างความเข้มแข็งและการกระจายอำนาจไปให้องค์กรชุมชนท้องถิ่น การจัดการตนเอง โดยการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล เช่น ร่วมในการจัดทำแผนการพัฒนาตำบล การสนับสนุนให้ชุมชนตรวจสอบการทำงานขององค์กรภาครัฐ การเปิดประชุมสมัชชาคนทั้งตำบลเพื่อร่วมกันพิจารณาโครงการที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งตำบล เป็นต้น โดยสาระสำคัญของ พรบ.ฉบับนี้กำหนดให้มีสภา 3 ระดับ คือ ระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ โดยสมาชิกสภาระดับตำบลมาจากการเลือกกันเองของตัวแทนชุมชนในหมู่บ้าน และผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ สภาระดับจังหวัดมาจากสมาชิกสภาตำบล ตำบลละ 2 คน ส่วนสมาชิกสภาระดับชาติมาจากสมาชิกสภาจังหวัด จังหวัดละ 2 คน ดังนั้น พรบ.ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ และเป็นพลังสังคมที่หนุนเสริมการทำงานให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นอีกด้วย
นอกจากนี้ พรบ.นี้ยังระบุอีกว่าให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) เป็นสำนักงานกองเลขาของสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ เนื่องจาก พอช.ทำงานกับองค์กรชุมชน และมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะไม่เป็นภาระด้านงบประมาณของรัฐบาล
นายสุวัฒน์ คงแป้น กล่าวอีกว่า การมีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน จะทำให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในชุมชนฐานล่าง กล่าวคือ พรบ.ฉบับนี้ได้เข้าไปส่งเสริมให้เกิดการเมืองภาคประชาชน หรือประชาธิปไตยทางตรงที่ไม่จำเพาะแค่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการเมืองที่สร้างจากวิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในชุมชน และในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้านสามารถนำความต้องการของตนเองไปบรรจุในแผนได้ เช่น การทำโครงการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นต้น แทนที่จะเป็นแผนเดียวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหมือนที่ผ่านมา ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น จะเป็นการปรับระบบความคิดของชุมชนที่เคยหวังรับการช่วยเหลือจากรัฐ หรือจากนักการเมืองมาเป็นการพึ่งตนเอง คิด วางแผน และทำด้วยตนเอง


