พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2472

          นักวิชาการระบุการเมืองแบบตัวแทน สร้างระบบกินรวบขาดธรรมาภิบาล ไม่สามารถแก้ปัญหาชาวบ้านที่ซับซ้อนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ และเป็นที่มาของการรัฐประหาร สภาองค์กรชุมชนเป็นทางออกแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบตัวแทน แนะอปท.กฎหมายสภาองค์กรชุมชนทำให้พ้นจากการครอบงำของมหาดไทย ไม่ขัดแย้ง ไม่ซ้ำซ้อนทางอำนาจการปกครอง ย้ำตัดเนื้อหาอีกไม่ได้ เพราะทำให้ส่วนย่อยสุดของสังคมไทยได้มีส่วนร่วมทางการเมือง

          วันที่13 มิ.ย.เมื่อเวลา 13.00 น. อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม คณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิสสาธารณสุขแห่งชาติ มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม วิทยาลัยการจัดการทางสังคม และ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน จัดเวทีนโยบายสาธารณะ”สภาองค์กรชุมชน:ประชาธิปไตยชุมชนรากหญ้า”

      ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นฐานของสังคมการเมืองไทย ด้วยเหตุผล ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมโดยรวม และเป็นการสร้างกระบวนการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรทางสังคมทำงานร่วมกัน

          รศ.ดร.นายสุริชัย หวันแก้ว ผอ.สถาบันวิจัยสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปฐกถาว่า ความเปราะบางทางการเมืองขณะนี้เป็นเพียงเรื่องผิวเผิน เพราะประเทศเราเกิดมีความเหลื่อมล้ำ และแตกแยกมากขึ้น เนื่องจากอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ระบบการเมืองคิดไวทำไว ทำให้ขาดธรรมาภิบาล การเมืองแบบผู้ชนะการเลือกตั้ง สร้างระบบกินรวบ การเมืองระบบตัวแทนที่ผ่านมาตัวแทนหลุดไปจากตัวจริงคือประชาชน ที่สุดนำมาสู่การเกิดรัฐประหาร เข้ามาเพื่อฟื้นฟูธรรมาภิบาล แต่ก็เกิดคำถามว่าจะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ดีได้หรือไม่

      สังคมไทยปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากธรรมาภิบาลอำนาจนิยมไปสู่ธรรมาภิบาลประชาธิปไตย คือประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ นี่คือส่วนที่นำมาสู่ข้อถกเถียงร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน โครงสร้างการเมืองล้วนอ้างประโยชน์แห่งสาธารณะ แต่ใครเป็นคนนิยาม และประชาชนมีส่วนร่วมนิยามได้หรือไม่ และการให้ประชาชนร่วมจะนิยามจึงเป็นสิ่งที่น่าจะชอบธรรม

       เราจึงต้องการประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ให้เลือกตั้ง ทำอย่างไรที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็นโครงสร้างราชการ เป็นการบังคับบัญชา ทำอย่างไรให้เกิดการเมืองแบบมีส่วนร่วม ให้ทุกส่วนร่วมปรึกษาหารือ การเมืองแบบผู้ชนะกินรวบควรเปลี่ยนไปสู่ให้ทุกฝ่ายร่วมคิด รู้สึกว่าเราเป็นชุมชนเดียวกัน ไม่ใช่มีฝ่ายแพ้-ชนะ

     ในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลสุรยุทธ์ จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้สังคมไทยเรียนรู้ร่วมกัน มรดกเดิมแบบผู้ชนะกินรวบ ควรถูกแก้ไขควรมีทางเลือกอีกแบบหนึ่งคือประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์ ส่งเสริมให้เกิดการเมืองที่ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น และต้องเปลี่ยนการปฏิรูปประชาธิปไตยเพื่อรับใช้ธุรกิจ มาเป็นรับใช้การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะปัญหาสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนจากการทำเอฟทีเอ ความขัดแย้งด้านฐานทรัพยากร ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจใช้การแพ้ชนะมาแก้ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าเป็นกลุ่มเถื่อนมาถกกัน แต่ต้องยอมรับสถานภาพ

       นายประพาส ปิ่นตกแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ปัญหาความซ้ำซ้อน เกิดความขัดแย้ง ทั้งหมดนี้คิดจากปัญหาเทคนิคไปลบหลักการใหญ่ เราพูดถีงประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีปัญหา เรากำลังหาทางออกจากปัญหานี้ ถ้ามองจากปัญหานี้ การมีสภาองค์กรชุมชนก็จะตอบคำถามว่าไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะหัวใจของเรื่องคือการมีส่วนของประชาชนในการร่วมทำแผน ดำเนินการตามแผน และกำกับให้เป็นไปตามแผน ไม่ใช่สร้างองค์กรใหม่ แต่เปิดพื้นที่ใหม่ให้เกิดความมีส่วนร่วม

       นายประพาส กล่าวว่า ปัญหาประชาธิปไตยไม่ใช่ไปหาว่าเงิน 2หมื่นล้านหายไปไหน หรือไปอบรมประชาธิปไตยให้ชาวบ้านว่าควรเลือกพรรคการเมืองแบบไหน อย่าตกเป็นเหยื่อประชานิยม แต่ปัญหาประชาธิปไตยขณะนี้คือ เราจะออกจากปัญหาประชาธิปไตยตัวแทนได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นหัวใจเป็นเรื่องใหญ่ และสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นคือคำตอบหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดสร้างพื้นที่ทางสังคมให้ทุกคนมาเรียนรู้

      รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเมืองที่ผ่านมาเปรียบเหมือนโรงลิเก ที่มีแสงไฟสลัวๆ มองเห็นไม่ชัดว่าใครเล่นบทบาทอะไร ใครคอร์รับชั่นอย่างไร กฎหมายสภาองค์กรชุมชนจะเป็นเหมือนการเปิดไฟให้โรงลิเกสว่างเต็มที่ ทำให้ชาวบ้านได้เห็นว่านักการเมืองคนไหนเล่นบทบาทอะไร ขณะเดียวกันยังทำให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนา และการมีสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด และระดับชาติ ไม่ใช่เป็นการต่อท่ออำนาจของชุมชนแต่อย่างใด แต่คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกระดับชั้น

     รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวต่อว่า ตนทราบว่าในการยกร่างกฎหมายที่ผ่านมามีเราถูกต่อรองให้ตัดเนื้อหาการมีอำนาจยับยั้งโครงการ การตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ ทำให้สาระสำคัญในกฎหมายแผ่วเบาลงไป ณ ขณะนี้ตนเห็นว่าพี่น้องประชาชนต้องไม่ถอย การเจรจาต่อรองเพื่อพิจารณากฎหมายจะทำให้เนื้อหาแผ่วเบาไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยของเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบที่กินได้ จับต้องได้ คือชาวบ้านมีสิทธิในการดูแลรักษาลำน้ำ ผืนป่าของตัวเองได้ ถ้ารูปธรรมดีๆอย่างนี้ถูกลดทอนลงไปความหวังที่จะแก้วิกฤตชาติก็ริบหรี่ลงไป และขณะนี้ตนกำลังเสนอให้นักวิชาการร่วมลงชื่อสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีนักวิชาการร่วมลงชื่อไม่ต่ำกว่า 100 คน

      นายไพโรจน์ พลเพชร สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนจะไม่ซ้ำซ้อนกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้ว่าจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อรัฐบาล การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเหมือนกัน เพราะว่าฐานที่มาต่างกัน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคัดเลือกจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ส่วนสภาองค์กรชุมชนมีฐานมาจากตัวแทนชุมชน ทำให้การเสนอความเห็นต่อรัฐบาล หรือต่อการทำแผนพัฒนาชาติมีมุมที่ต่างกัน ดังนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ เพราะก่อให้เกิดความรัดกุดรอบครอบ ไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อน หรือความขัดแย้ง ตรงข้ามกลับเป็นเวทีเปิดให้นำความขัดแย้งมาพูดคุยกันได้

      นายไพโรจน์ กล่าวถึงประเด็นสร้างความขัดแย้งกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจการปกครองแก่สภาองค์กรชุมชนแต่อย่างใด แต่ระบุให้สนับสนุนส่งเสริมชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญา บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีส่วนร่วมในการร่างแผนพัฒนาชุมชน เข้าไปมีส่วนร่วม ให้ความเห็นเสนอแนะต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาล ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมองว่า กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลุดออกจากการครอบงำของมหาดไทย สร้างพลังต่อรองต่อกระทรวงมหาดไทย เพราะมีชาวบ้านเป็นฐานการทำงาน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ไม่ใช่เป็นการสั่งการจากข้างบนลงมา เหมือนที่มหาดไทยสั่งให้ทำแผนพัฒนาตำบลตามแนวทางแผนพัฒนาอำเภอ และระดับจังหวัด

      นางรสนา โตสิตระกูล นักพัฒนาเอกชน กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะนี้สังคมเราต้องการความเข้มแข็งของสังคม การประสบวิกฤตการเมืองที่เป็นอยู่เพราะที่ผ่านมาเป็นการเมืองที่ขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือสนับสนุนให้ประชาชนเติบโต เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อที่จะตัดวงจรการเมืองแบบเดิม ที่เกิดการคอร์รับชั่นแล้วก็เกิดรัฐประหาร ชุมชนเป็นส่วนย่อยสุดของสังคมต้องเปิดให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะสมการคอร์รับชั่นเท่ากับ อำนาจลบการตรวจสอบ หากให้ประชาชนตรวจสอบได้มากขึ้นการคอร์รับชั่นก็จะน้อยลง

      นางรสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอฝากถึงอปท.ว่าร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วมในทางการรเมือง ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นเหมือนสะพานเชื่อมประชาชนไปสู่การตัดสินใจทางการเมือง เพราะปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ขออปท.อย่าขัดขวางเลย

     “การเมืองเหมือนไฮเวย์ ชาวบ้านเราเหมือนอยู่ในที่ตาบอด กฎหมายสภาองค์กรชุมชนคือตัวเชื่อมชาวบ้านเข้าสู่ไฮเวย์ การเติบโตของประชาชนปิดกั้นไม่ได้”นางรสนากล่าว

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter