กาญจนบุรี/พล.อ.สุรินทร์ ยกโมเดลปิล๊อก อำเภอ อบต. อุทยาน และ พอช.หนุนชุมชนทำข้อมูล เขียนแผนที่ พร้อมระบุขั้นต่อไปให้ฝ่ายอุทยาน และชาวบ้านสำรวจแนวเขตร่วมกันก่อนเสนอกรมอุทยานแห่งชาติกันพื้นที่ออกตามข้อเสนอของชุมชน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ก.ค. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ภายใต้ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(ศจพ.) จัดประชุมสัญจร ณ ห้องประชุมที่ว่าการ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
การประชุมดังกล่าวคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน มีวาระพิจารณากรณีปัญหาที่ดินในเขตป่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ปัญหาการใช้ที่ดินเขตวัด ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี กรณีปัญหาที่ดินสหกรณ์ ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กรณีปัญหาที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ กรณีที่ดินในเขตป่าอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และกรณีปัญหาที่ดินอ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
ที่ประชุมมีความเห็นนำกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ต.ปิล๊อก ยกระดับเป็นแบบอย่างของแนวทางแก้ไขปัญหา
พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินของพื้นที่ต่างๆ อยากให้ยึดแนวทางกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของต.ปิล๊อก เป็นแบบอย่างในการดำเนินการ คือมีการประชุมร่วมกันระหว่าง นายอำเภอ ตัวแทนชาวบ้าน อบต.และฝ่ายอุทยาน โดยภาคราชการมีส่วนสนับสนุนให้ประชาชนทำการสำรวจ รวบรวมข้อมูล ชาวบ้านเขียนแผนที่ของเขตที่ดินของแต่ละครัวเรือน และมีอบต.และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)สนับสนุนงบประมาณ ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำไปสู่ขั้นการเสนอกันพื้นที่ออกจากป่าอุทยานได้ต่อไป เพราะถ้าข้อมูลจากพื้นที่ชัดเจนการดำเนินการขั้นต่อไปก็จะสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
ประธานอนุกรรมการกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีต.ปิล๊อก ขั้นตอนต่อไปคือให้มีคณะทำงานโดยมีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 นายอำเภอ อบต.ปิล๊อก ดำเนินการสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกันเพื่อความชัดเจนและเกิดความยอมรับว่าแนวเขตของป่าอุทยานอยู่ตรงไหน แนวเขตของชุมชนอยู่ตรงไหน เพื่อเสนอต่อกรมอุทยานแห่งชาติดำเนินการกันพื้นที่ของชุมชนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติต่อไป
นายอำนวยชัย พูลศักดิ์ สมาชิกอบต.ปิล๊อก กล่าวว่า ต.ปิล๊อกเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิรลงกรณ์ ชาวบ้านต้องอพยพขึ้นมาอยู่ในที่สูงขึ้น ต่อมาปี 2534 ราชการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมทับซ้อนลงไปในพื้นที่ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงมักถูกจับกุมเพราะบุกรุกพื้นที่อุทยาน กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในต.ปิล๊อก ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกระเหรี่ยงมีวิถีชีวิตทำไร่หมุนเวียน
นายอำนวยชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนได้ทำการสำรวจพบว่า ชาวบ้านมีพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมจำนวน 2,138 ครัวเรือน ถูกอุทยานแห่งชาติเขาแหลมประกาศทับที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่สาธารณประโยชน์ รวม 17,382 ไร่ ชาวบ้านได้ร่วมกันสำรวจทำแผนที่ 1 ต่อ 4000 เสร็จแล้วประชุมร่วมกันเพื่อสรุปเป็นข้อเสนอให้มีการกันพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านออกจากเขตอุทยาน เพราะชาวบ้านต้องการความชัดเจนเรื่องเขตพื้นที่.


