พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2237

ฉลองเปิดบ้านมั่นคงชนบทที่ “ ม่อนบ่อเฮาะ ” จ.เชียงใหม่

           เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 ที่บ้านม่อนบ่อเฮาะ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้ทำพิธีฉลองเปิดบ้านใหม่อย่างเป็นทางการตามวิถีวัฒนธรรมของคนในชุมชน ภายใต้คำกล่าวที่ว่า บ้านมั่นคง ชุมชนมั่นยืน...จากภัยพิบัติ สู่การพัฒนาทั้งระบบ โครงการบ้านมั่นคงชนบทม่อนบ่อเฮาะ ” มีผู้เข้าร่วมจากหหลายๆภาคซึ่งประสบกับปัญหาเรื่องภัยพิบัติลักษณะเดียวกัน เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน และจังหวัดอื่นๆในภาคเหนือ รวมประมาณ 300 คน

          บ้านม่อนบ่อเฮาะ เดิมชื่อบ้านยางหลวง ตั้งอยู่ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่อเนื่องตั้งแต่ตุลาคมปี 2538 และภัยพิบัติครั้งรุนแรงเมื่อปี 2545 ต่อเนื่องมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านจึงได้ย้ายหมู่บ้านขึ้นมาอยู่ในที่ดินใหม่ซึ่งเป็นที่ที่สูงกว่าหมู่บ้านเดิม เรียกว่า “ บ้านม่อนบ่อเฮาะ ” เดิมมี 65 หลังคาเรือน และทยอยย้ายขึ้นมาเพิ่ม 48 หลังคาเรือน ในการจัดการปัญหาที่ผ่านมาชาวบ้านได้ช่วยเหลื่อกันภายในชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม ทั้งเรื่องการสร้างบ้านเรือน การรื้อถอน ขนย้าย โดยซื้อที่ดินจากญาติที่เป็นที่ดิน สปก. 4-01 แล้วแบ่งกันคนละ 1.5 งาน ส่วนที่ที่ไม่มี สปก. 4-01 คณะกรรมการหมู่บ้าน ได้ประสานขอใช้ที่ดินของกรมป่าไม้เพื่อเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน นับเนื่องแต่นั้นมาชาวบ้านได้ทำการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนทั้งระบบอย่างยั่งยืน กระทั่งเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนใกล้เคียงได้

           การจัดงานในครั้งนี้ ประธาน อบต.ท่าผา ได้ชี้แจงถึงที่มาว่า “ การจัดงานเปิดโครงการบ้านมั่นคงบ้านม่อนย่อมเฮาะ เป็นการจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในปี 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งในระหว่างนั้นได้มีการประสานงานกับทาง พอช.ให้การสนับสนุนงบสร้างที่อยู่อาศัยจำนวน 48 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านได้ดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคง จึงเป็นที่มาของการเปิดบ้านมั่นคงชนบทครั้งนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดงานก็เพื่อเสนอรูปธรรมการดำเนินงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของภาคชนบท เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่ชัดเจนในทิศทางให้เกิดการขบวนการสนับสนุนการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะชนได้รับรู้ โดยเนื้อหาประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ “ การสนับสนุนบ้านมั่นคง : ทิศทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินคนชนบท ” เวทีเสวนาในประเด็นของ “ ชุมชนท้องถิ่นกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทั้งระบบ ” และ “ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างบูรณาการ ” รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรมต่างๆของชนเผ่า ”

          เวลา 14.00 น. ได้มีการเปิดเวทีเสวนาวิชาการ ว่าด้วยเรื่อง ชุมชนท้องถิ่นกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทั้งระบบ ” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนองค์กรชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งเนื้อหากล่าวโดยสรุปได้ว่า “ การกระทำของมนุษย์เป็นกิจกรรมหลักที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและทำลายระบบนิเวศทั้งระบบ ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะที่ อ.แม่แจ่มที่เดียวแต่ปัจจุบันขยายวงกว้างขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก กรณี อ.แม่แจ่ม ปัญหาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรป่าไม้ การเปลี่ยนระบบการทำมาหากิน ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้พยายามฟื้นฟูฯพื้นที่เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลดผลกระทบน้อยลง ซึ่งแต่ละกรณีที่นำเสนอเป็นจุดริเริ่มให้ภาคอื่นๆได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งนี้สิ่งที่จะดำเนินการได้ คือ ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เช่น ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรที่ทำลายธรรมชาติ จัดการดูแลและอนุรักษ์ร่วมกับท้องถิ่นซึ่งถือเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ชิดให้การสนับสนุนได้ รูปธรรมของบ้านม่อนบ่อเฮาะเชื่อว่าสามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นๆเพื่อคลี่คลายและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้น้อยลง ”

          นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อ “ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างบูรณาการ ” กล่าวว่า รากฐานของปัญหาชาวบ้าน คือ เรื่องที่ดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ พอช.ได้ตระหนักถึงและได้ปรับบทบาทของกระบวนการทำงานในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น บทบาทหลักในการจัดการเรื่องที่ดิน ก็คือ ชุมชนต้องเป็นแกนหลักในการจัดการที่ดิน ในที่นี้ที่ดินที่สามารถจัดการได้โดยชุมชน อาทิเช่น ที่สาธารณะ เป็นที่ดินที่สามารถจัดการร่วมกันได้,ที่ดินที่ซื้อรวม แล้วนำมาจัดการ,ที่ของรัฐ เช่น สปก.,ที่กำลังจัดสรรโดยรัฐแล้วชาวบ้านนำเอาไปจัดสรรภายในชุมชนเอง รวมถึงการจัดซื้อที่ดินของเอกชนแล้วนำมาจัดการร่วมกัน

          การจัดสรรที่ดินโดยใช้องค์กรชุมชนเป็นแกนนำสามารถทำได้ในระยะยาว ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปี 2551 ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ 700 ล้านบาทเพื่อจัดทำบ้านมั่นคงในเมือง กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินนั้นในทางปฏิบัติจะต้องแก้ที่ภาคชนบทก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าคนจากชนบทเข้าไปอยู่ในเมืองมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาชุมชนแออัด ดังนั้นทิศทางการจัดการเรื่องที่ดินจะต้องจัดให้กับภาคชนบทก่อน จึงจะแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในภาคเมืองได้ด้วย แต่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องแก้ไขที่ระดับนโยบายด้วยซึ่งเป็นปัญหายากต่อการจัดการ โดยในกระบวนการแก้ไขระดับนโยบายนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องสร้างพลังให้เกิดขึ้นในชุมชนก่อน สร้างให้เป็นพลังในการผลักดันในเชิงนโยบายได้ ”

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter