คณะทำงานสามจังหวัดชายแดนใต้เห็นชอบโครงการที่ดิน 4 พื้นที่ 968 ครัวเรือน
จ.ปัตตานี วันที่ 20 กันยายน 2550 คณะทำงานโครงการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นชอบโครงการพัฒนาและและแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 กรณีคือ
- โครงการพัฒนาในที่ดินนิคมจัดสรรพื้นที่ อ.สุคีริน จ.นราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 3 หมู่บ้าน คือหมู่ 5 หมู่ 12 ในพื้นที่ ต.สุคิริน หมู่ 2 ตำบลเกียร์ แผนงานพัฒนาครอบคลุมเรื่องการพัฒนาคน กลุ่ม สวัสดิการ อาชีพ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ต้องการแก้ปัญหาเรื่องบ้านพักอาศัยในพื้นที่ตำบลเกียร์ 37 ครัวเรือน การพัฒนาแปลงเกษตรกรรมรวมของหมู่บ้านบนพื้นที่ 35 ไร่ในตำบลสุคีริน รวมผู้เดือดร้อนจากสมาชิกนิคมและติดหนี้นิคมทั้ง 3 หมู่บ้าน 290 ครัวเรือน งบประมาณที่เห็นชอบรวม 10 ,250 ,000 บาท
- โครงการพัฒนาในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้รับความเห็นชอบในแผนงานและงบประมาณเพื่อการพัฒนากลุ่ม สวัสดิการ การพัฒนาอาชีพและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน วงเงิน 2 ,800 ,000 บาท ผู้รับประโยชน์ 80 ครัวเรือน ทั้งนี้ชุมชนมีแผนงานในการแก้ไขปัญหาที่ทำกินเพื่อขอใช้ที่สาธารณะจำนวน 100 ไร่ และแผนการซื้อที่ดินจำนวน 30 ไร่เพื่อ สร้างที่พักอาศัยในลำดับต่อไป
- โครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลโล๊ะจูด หมู่ 5 ,7 ,8 ในพื้นที่ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติฮาลาบาลา และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา อ.แว้ง จ.นราธิวาส ซึ่งได้มีการสำรวจข้อมูล ประวัติชุมชน เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ จำนวน ผู้เดือดร้อนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 498 ครัวเรือน ได้เสนอโครงการปลูกป่าพัฒนาชุมชน กั้นแนวเขตอุทยาน 8 ,000 ต้น คณะทำงานฯเห็นชอบ งบประมาณ 300 ,000 บาท ตามที่ชุมชนเสนอ
ในด้านการประชุมคณะอนุกรรมการที่ดิน ศจพ. เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ที่ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ซึ่งมีพลเอก พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญของการประชุมคือพิจารณาข้อเสนอของชุมชนเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดินเนื่องจากการประกาศอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน กรณีอุทยานบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งคณะอนุกรรมการฯมีมติสำคัญในข้อเสนอต่างๆดังนี้
1) ข้อเสนอของชุมชนเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยขอให้ครม.มีมติในการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้กับชุมชนภายในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯเห็นชอบและจะเสนอให้ครม.มีมติเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินอุทยานบูโด- สุไหงปาดี เพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิการทำกินในที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมาย
2) ให้ราษฎรตัดต้นยางหมดอายุในที่ดินทำกินของตนเอง เพื่อปลูกทดแทนได้
คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบตามมติครม.เมื่อ 23 สิงหาคม 2548 โดยให้ราษฎรที่มีใบแสดงสิทธิ เช่นใบยืนยัน สค.1 ใบภาษี ใบจอง สามารถตัดต้นยางหมดอายุและปลูกทดแทนได้ ทั้งนี้ในการสำรวจและทำประวัติของชุมชนให้นำหลักฐานที่แสดงสิทธิทำกินและอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศอุทยานมาแสดงด้วย
3) ให้เจ้าหน้าที่อุทยาน เข้าร่วมกระบวนการทำงานในการสำรวจ ทำแผนที่ และการพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกับชาวบ้าน คณะอนุกรรมการฯมีมติให้พื้นที่ๆมีความพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ ให้ดำเนินการสำรวจข้อมูล จัดทำประวัติชุมชน ผังที่ดิน การใช้แผนที่ 1 ต่อ 4 ,000 ให้อุทยานทำงานร่วมกับชาวบ้านโดยนำฐานข้อมูลและแผนที่เดิมของอุทยานมาเป็นฐาน เพื่อเทียบกับแผนที่มาตรา 1 ต่อ 4 ,000 เพื่อให้การแก้ปัญหาที่ดินดำเนินการอย่างสมบูรณ์ ให้กรมอุทยานขีดกรอบแนวเขตรอบที่ดินแปลงใหญ่ ส่วนแปลงย่อยภายในพื้นที่ให้ชุมชนดำเนินการรังวัด สำรวจ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้อุทยานตรวจสอบและรับรอง สำหรับพื้นที่นอกเขตป่าให้อำเภอดำเนินการเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ตามขั้นตอน
ในด้านการเสนอเพื่อพิจารณา ขอใช้ที่ดินสาธารณะของชุมชนในพื้นที่ ตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จำนวน 100 ไร่ เพื่อเป็นที่ทำกินของชาวบ้านที่เดือดร้อน 80 ครัวเรือน คณะอนุกรรมการฯ ให้ชุมชนทำหนังสือขออนุญาตกับสำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อขอใช้ที่สาธารณะจากที่เคยเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์มาพัฒนาเพื่อประโยชน์สาธารณะของชุมชน
ทั้งนี้ กรณีอุทยานบูโด-สุไหงปาดีทับที่ทำกินของชาวบ้าน ครอบคลุม พื้นที่ 3 จังหวัด 8 อำเภอ 23 ตำบล ประชาชนที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่า 6 ,915 ครัวเรือน


