พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2744

เครือข่ายทรัพยากรภาคอีสาน เสนองานวิจัยถอดบทเรียนเพิ่มมูลค่าทรัพยากร

          เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน ภาคประชาชน ร่วมกับ พอช. จัดเวทีสัมมนาเสนองานวิจัย “ โครงการถอดองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ” ที่ศูนย์ประชุมแก่งเลิงจาน จ.มหาสารคาม เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเผยแพร่ผลการศึกษา มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 80 คน ประกอบด้วย ตัวแทนภาคประชาชนจากจังหวัดต่างๆในภาค องค์กรพัฒนาเอกชน อบต. และนักวิชาการ

          นายพิชาญ ทิพวงษ กรรมการโครงการ กล่าวว่า “ โครงการนี้เป็น ส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ที่ดำเนินการใน 8 ภาค มีพื้นที่ศึกษา 25 พื้นที่ เพื่อค้นหามูลค่าเพิ่ม และสรุปบทเรียนรูปแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติชุมชน และนำไปสู่การขยายผล ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายทรัพยากรฯ ได้มีการทำบันทึกความร่วมมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่รูปธรรมในภาคอีสาน 22 พื้นที่ เพื่อสนับสนุนการจัดการโดยภาคประชาชน แต่มีข้อจำกัดของการนำเสนอรูปธรรมองค์ความรู้ของการจัดการให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในมิติของการจัดการและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบด้านเศรษฐศาสตร์ จึงได้เลือกพื้นที่นำร่องศึกษาวิจัย 4 พื้นที่ ใน 2 ลุ่มน้ำ มาถอดบทเรียน คือ ลุ่มน้ำชีบน 2 พื้นที่ ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำมูน ต.ไทยสามัคคี จ.นครราชสีมา และ ป่าภูถ้ำภูกระแต จ.ขอนแก่น ลุ่มน้ำมูน 2 พื้นที่ ได้แก่ การทำวังปลาบ้านฮ่องอ้อ จ.อุบลราชธานี และ การทำฝายหินทิ้ง บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ

          จากนั้นได้มีตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ของทั้ง 4 พื้นที่ มานำเสนอบทเรียนของกรณีศึกษา โดยพบว่าแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน เช่น กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำมูน ในอดีตมีการสัมปทานป่าและการบุกรุกพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ป่าเสื่อมโทรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติมาจากการสนับสนุนของหน่วยงานภายนอก ได้แก่ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ส่วนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูถ้ำภูกระแต มีปัจจัยสำคัญมาจากผู้นำที่เข้มแข็งสืบทอดกันมาหลายรุ่น รวมทั้งผู้นำมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ อบต. ทำให้มีการหนุนเสริมงานกันเป็นอย่างดี กรณี บ้านฮ่องอ้อ จ.อุบลราชธานี ประสบกับปัญหาสัมปทานดูดทราย ทำให้ตลิ่งพังและระบบนิเวศเสียหาย ชุมชนโดยรอบจึงรวมตัวกันทำวังปลากั้นขวางลำน้ำ แต่ก็พบว่ามีกลุ่มชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์จากกิจกรรมนี้ด้วย ความน่าสนใจจึงอยู่ที่มีการประสานผลประโยชน์กันอย่างไรระหว่างชาวบ้านสองกลุ่มนี้ สุดท้ายคือ กรณี ฝายหินทิ้ง บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก ชาวบ้านจึงประยุกต์ใช้องค์ความรู้การทำฝายหินทิ้งจากที่อื่นมาใช้ในพื้นที่ของตัวเอง มีการปรับวิถีการผลิต และมีพระกับชุมชนเป็นแกนสำคัญในการทำงาน

          นายวิเชียร แสงโชต นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อกรณีศึกษากลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำมูล ที่ทำโฮมเสตย์บุไทร ว่าต้องเขียนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ การเกษตร และการตลาดให้ชัดเจน และทางเลือกของการอยู่แบบที่ไม่มีการท่องเที่ยว ส่วนข้อคิดเห็นต่อกรณีบ้านฮ่องอ้อ จ.อุบลราชธานี คือ การสะท้อนภูมิปัญญาในการจัดการวังปลา การจัดการความขัดแย้งระหว่างผู้เสียผลประโยชน์กับผู้ที่ได้ประโยชน์จากวังปลา ส่วนกรณีภูถ้ำภูกระแต ดร.นิตยา กิตติเวชกุล จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ให้ข้อคิดเห็นในประเด็นสำคัญว่า ยังขาดการถอดองค์ความรู้ของคนทำงานในองค์กรชุมชน ที่มีเบื้องหลังการต่อสู้มายาวนาน รวมทั้งด้านการเพิ่มมูลค่า ที่ต้องมองในหลายๆ มิติ เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านทุนทางสังคม และฐานทรัพยากร เป็นต้น หลังจากนั้น เครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ก็ได้นำเสนอประสบการณ์ของพื้นที่ตนเองแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยมี นางสาววีณา นำเจริญสมบัติ นักวิจัยกลางของโครงการ เป็นผู้ดำเนินรายการ

          การเสนอผลงานวิจัยในวันนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อขบวนองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากชุมชนมีความตื่นตัวที่เห็นข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งชุมชนไม่เคยทำมาก่อน และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถนำไปเสนอต่อระดับนโยบายได้ว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยองค์กรชุมชน ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน หลังจากนี้ไป ทีมนักวิจัยภาคจะนำข้อคิดเห็นจากเวที ทั้งจากนักวิชาการและจากองค์กรชุมชนในเครือข่ายอื่น ไปปรับปรุงรายงานให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter