การประชุมครม.เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่ประกาศอุทยานบูโด-สุไหงปาดี ตามที่ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) นำเสนอ หลังจากที่ชุมชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้รอลุ้นมาหลายรัฐบาล
จากการประกาศเขตอุทยานบูโด-สุไหงปาดี เมื่อ 2542 ครอบคลุมพื้นที่ 9 อำเภอ 25 ตำบลในจ.นราธิวาส จ.ยะลา 1 อำเภอ และปัตตานี 1 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 213,125 ไร่ ทับที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดครอบคลุมพื้นที่ 96,216 ไร่ ผู้เดือดร้อนประมาณ 7,000 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเรื่องที่ทำกินมาโดยตลอดไม่สามารถเปลี่ยนต้นยางพารา ที่เป็นอาชีพหลักได้ ผู้ได้รับผลกระทบได้พยายามจัดทำข้อมูลร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และสถาบันการศึกษาเพื่อยืนยันการทำกินก่อนประกาศอุทยานมาตั้งแต่ปีที่ ประกาศ เพื่อเสนอครม.ให้เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด จนชาวบ้านหลายคนเริ่มท้อและเบื่อหน่ายกับการรอคอยที่ไม่เห็นจุดหมายปลายทาง
ปี 2550 ผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่คืออำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส อุทยานบูโดสุไหงปาดี ฯลฯ ภายใต้การสนับสนุของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ. ได้เลือกพื้นที่จัดทำข้อมูลผู้ทำกินและอยู่อาศัยก่อนประกาศอุทยานและกฏหมาย อื่นๆเพื่อแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ตำบล 12 หมู่บ้าน ในอำเภอบาเจาะ โดยได้มีการทำงานร่วมกันภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินอำเภอบาเจาะ ซึ่งนายอำเภอเป็นประธาน มีคณะทำงานทั้งผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าอุทยาน เจ้าพนักงานที่ดินและ หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในระดับหมู่บ้านได้มีทีมงานที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สร้าง ความเข้าใจ การจัดทำข้อมูลประวัติชุมชนและ ข้อมูลครัวเรือนที่มีทั้งการได้มาของที่ดิน ขนาดครอบครอง การทำประโยชน์ ฯลฯ การทำแผนที่ทำมือ การรังวัดจับพิกัด GPS การทำ แผนที่ GIS รายแปลง ข้อมูลที่จัดทำทั้งหมดได้ผ่านการรับรองและตรวจสอบจากเวทีประชาคมระดับหมู่ บ้าน คณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ระดับหมู่บ้าน การตรวจสอบของหน่วยงานที่ดูเรื่องที่ดิน คณะกรรมการที่ดินระดับอำเภอ ฯลฯ และนำเสนอคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ. เมื่อปลายเดือนมกราคม 2551 ที่ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอครม.พิจารณา ซึ่งก่อนการเสนอครม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเห็น ประกอบการพิจารณา อย่างเช่นในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษารัฐมนตรี ได้ลงดูพื้นที่ นำข้อมูลที่คณะทำงานจัดทำมาให้สำนักเทคโนโลยี กรมอุทยานฯ ตรวจสอบกับแผนที่ปี 2540 ซึ่งก็ปรากฏชัดเจนว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศเขตอุทยาน ฯลฯ
ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบตามที่ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เสนอ คือ
1. เห็นชอบแนวทางการตัดโค่นยางพาราที่หมดอายุเพื่อปลูกใหม่ทดแทนในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 4 ของ พื้นที่ปัญหาที่ดินเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีกลไกการทำงาน ซึ่งประกอบด้วย นายอำเภอ ผู้แทนอุทยาน ผู้แทนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ยางพารา และผู้แทนชุมชนเป็นผู้พิจารณาร่วมกัน
2. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิราษฎรผู้เดือดร้อนในเขตอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้มีการจัดทำข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลร่วมกันเรียบร้อยแล้ว ดังนี้
2.1 ให้กรมที่ดินเร่งรัดตรวจสอบและออกเอกสารสิทธิโดยเดินสำรวจออกโฉนด ให้กลุ่มที่ดินที่อยู่นอกเขตอุทยานและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ 745 ราย 994 แปลง จำนวนประมาณ 4,116 ไร่
2.2 ให้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิที่ดินของราษฎรที่อยู่ในที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยาน (ส่วนที่นอกเขตป่าสงวน) จำนวน 795 ราย 1,108 แปลง 4,942 ไร่ และที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 322 แปลง 2,439 ไร่ ที่ได้มีการจัดทำข้อมูลและแผนที่รายแปลงแล้ว โดยให้อำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิในการถือครองที่ดินของราษฎรระดับอำเภอ ซึ่งมีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดทำข้อมูลแก้ไขปัญหาที่ดิน และใช้ข้อมูลเป็นที่ยอมรับร่วมกันแล้ว เป็นฐานในการพิสูจน์สิทธิ ซึ่งในกรณีพิสูจน์ได้ชัดเจนว่ามีการถือครองก่อนการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2508 และประกาศเป็นเขตป่าอุทยานแห่งชาติ ปี 2542 และมีการทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องให้มีการดำเนินการกันพื้นที่ทำกินออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายนั้นโดยเร่งด่วน
2.3 ให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่อำเภอบาเจาะได้ดำเนินการในพื้นที่บริเวณอุทยานบูโด-สุไหงปาดี อีก 8 อำเภอที่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม (Digital File) มอบให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ.เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาที่ดินสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งนี้ ให้ประสานกรมทรัพยากรธรณีและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องด้วย
สิ่งที่รัฐบาลเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวและหากเร่งดำเนินการแก้ปัญหาของผู้ เดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของกฎหมายเมื่อปี 2542 ในพื้นที่นำร่องสำเร็จผู้รับประโยชน์จำนวนมกว่า 1,500 รายจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนในสามจังหวัดชายเดนภาคใต้ เป็นรูปธรรมของการสร้างความสมานฉันท์และลดความขัดแย้งในพื้นที่ๆจับต้องได้ และหากได้ดำเนินการในแนวทางที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา สนับสนุนให้มีกลไกร่วมระหว่างประชาชนที่เดือดร้อนกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยผู้เดือดร้อนมีส่วนสำคัญในการจัดทำข้อมูลให้ชัดเจน จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาดำเนินการได้โดยเร็ว เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย พร้อมให้มีการพัฒนาทักษะฝึกอบรมการจัดทำข้อมูล การทำแผนที่ทำมือ การลงข้อมูลในแผนที่มาตรา 1: 4000 การใช้ระบบภูมิสารสนเทศ GIS การวัดค่าพิกัด GPS ให้กับเยาวชน ผู้นำชุมชนจะช่วยพัฒนาผู้นำเพื่อการทำงานที่รวดเร็วขึ้นเหมือนดังเช่นที่ใช้ แนวทางที่ว่านี้ในพื้นที่นำร่อง 5 ตำบล ในอำเภอบาเจาะที่ผ่านมา
นัยยะสำคัญและประสบการณ์เรื่องการจัดทำข้อมูลโดยชุมชนและท้องถิ่นเพื่อแก้ ปํญหาที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยากที่สุด กำลังบอกเราว่าประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่กินมาเกือบสิบปีจัดทำข้อมูลของ ตนเองในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีได้สำเร็จ บางคนใช้เวลาเกือบสิบปี ที่มากมายด้วยขั้นตอน รายละเอียด ถึงขั้นใช้ระบบภูมิสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ รวมทั้งการนำเสนอหน่วยงานและระดับนโยบายที่มากครั้งนับไม่ถ้วน เป็นการพิสูจน์ทั้งความรู้ ความสามารถ ความอดทน และความเชื่อในเรื่องของหลักการและเหตุผล ใช้ข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาเพื่อพิสูจน์สิทธ์ของตนเอง นี่เป็นตัวอย่างของประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ที่รักและเลือกสันติวิธีเพื่อ แก้ปัญหา ซึ่งการทำงานจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แต่ชาวบ้านจะร่วมกับหน่วยงานในการปลูก ต้นไม้กันแนวเขตที่ทำกินตามแนวที่ได้ยอมรับร่วมกันแล้ว รวมทั้งได้มีการถอดบทเรียนการทำงานของพื้นที่อำเภอบาเจาะ และไปหนุนช่วยพื้นที่อื่นอีก 8 อำเภอต่อไป


