พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1913
     “บ้านเมืองเราจะมั่นคงไม่ได้ ถ้าชุมชนในระดับรากหญ้าไม่ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาชุมชนด้วยตัวของเขาเอง เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคง มีชุมชนที่เข้มแข็ง” 
ดร. ร้อยเอกหญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า ภายหลังที่ได้ทำงานร่วมกับชุมชนที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ เห็นชุมชนมีความตื่นตัวที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเอง

เพราะชุมชนเชื่อว่าโครงการบ้านมั่นคงเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างแท้จริง จากความคิดหลากหลายทุกคนเห็นว่าบ้านเป็นปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งหากใครไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

     ภายหลังจาก พอช. มีโครงการบ้านมั่นคงขึ้น ทุกคนก็ยังสงสัยว่าทำได้จริงอย่างที่คิด แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสแล้วคิดว่าเป็นเรื่องดี และสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเป็นโครงการที่เริ่มจากตัวชาวบ้านที่ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ตัดสินใจอย่างแท้จริง คือให้ชุมชนตัดสินใจว่าตัวเอง ซึ่งตรงนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ เพราะเขาได้กำหนดชีวิตเขาเอง หากเป็นความคิดที่ออกจากรัฐแล้วไปทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ตรงกับความต้องการ อีกทั้งยังแน้นการสร้างภาระให้กับชุมชน

     เรื่องของปัจจัยขั้นพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่แล้วชุมชนแออัดจะขาดไปมาก ไม่ว่าเรื่องของสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย อาชีพการงาน และอีกหลายๆ เรื่อง การที่ พอช. มาทำโครงการบ้านมั่นคงถือว่าตรงกับความต้องการและสามารถนำไปสู่การสร้างอาชีพ มีงานทำที่มั่นคง มีชุมชนเป็นสุข เข้มแข็ง จนเป็นอีกก้าวย่างที่สำคัญ การปรับปรุงในเรื่องที่อยู่อาศัยของภาคเหนือ

     ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว เพราะฉะนั้นชุมชนจะได้ชุมชนอย่างไร ชุมชนต้องมีส่วนร่วม ซึ่งการทำงานที่มีผู้คนที่อยู่ในชุมชนอย่างหลากหลาย หากไม่มีความสามัคคีจะไม่มีทางสำเร็จได้เลย การร่วมแรงร่วมใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะมีความสำเร็จไปกว่าครึ่งทาง สังเกตดูว่าหากชุมชนไหนมีความขัดแย้งจะไม่มีทางสำเร็จได้เลย และปัจจุบันมีให้เห็นอยู่ทั้งภาพดีและภาพลบ ฉะนั้นให้ชุมชนตระหนักไว้เสมอว่าเราเป็นพี่น้องกัน อยู่ในชุมชนเดียวกัน หากอยากประสบความสำเร็จทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน

     ในส่วนภาครัฐที่ได้เข้ามาให้ความสำคัญและได้ให้ความไว้วางใจกับภาคประชาชนในเรื่องของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้นต้องให้ผู้อยู่เป็นผู้ตัดสินใจว่า ต้องการที่จะมีวิถีชีวิตอย่างไร โดยมีภาครัฐคอยเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินแนวทางไปในทางที่ประสบผลสำเร็จ และในส่วนของเทศบาลเมืองเชียงใหม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการแก้ไขปัญหา เพราะเข้าเป็นเจ้าของปัญหาย่อมมีวิธีและแนวทางแก้ไขปัญหา เพียงแต่เทศบาลเป็นผู้เข้าไปหนุนเสริม ทั้งเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ

     นายกเทศบาลนครเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า จากการลงสำรวจพื้นที่ในเมืองเชียงใหม่มีทั้งหมด 13 เมือง 132 ชุมชน มีผู้เดือดร้อน 6,581 ครัวเรือน 6,461 หลังคาเรือน และในส่วนของเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่มี 83 ชุมชน ที่ได้รับความเดือดร้อน และหลายๆ ชุมชนอยู่กันอย่างแออัดมาก เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองเก่าชุมชนจึงต้องปลูกอาศัยในเขตกำแพง เขตโบราญสถาน ก็จำเป็นต้องแก้แก้ไขปัญหาในอนาคต หากชุมชนใดไม่สามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้จึงจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่และเหมาะสมกับวิถีชีวิต อยู่ใกล้กับแหล่งงาน ในส่วนอีกซีกหนึ่งในเรื่องของน้ำท่วมที่มีมาตั้งแต่โบราญ ก็จำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม ทั้งหมดนี้หากแก้ทั้งระบบแล้วเชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว

     อย่างไรก็ตามในส่วนของการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งเมือง เห็นว่าเทศบาลถือว่าเป็นหน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นหน้าที่โดยตรงที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยก็เป็นหนึ่งในนโยบายและบรรจุเข้าไว้เป็นแผนยุทธศาสตร์จังหวัดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีโครงการบ้านมั่นคงและเป็นโครงการที่ทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนแล้วจะเป็นทางแก้ปัญหาให้กับชุมชนได้ และเกิดผลสำเร็จเป็นสิ่งที่ดีและเบาแรงทุกภาคส่วนได้ เทศบาลเมืองเชียงใหม่พร้อมที่จะทำงานร่วมกัน เดินไปในทิศทางเดียวกัน ประชาชนต้องมีบ้านที่มั่นคง มีสุขภาพอนามัยที่ดี สุขาภิบาลดี ฉะนั้นในส่วนของการแก้ไขปัญหาในชุมชนที่เริ่มจากเล็กๆ เมื่อรวมกันเป็นภาพรวมแล้วก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาทั้งเมืองได้โดยเป็นรูปธรรม มีคนจำนวนมากพูดถึงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง มักจะนึกถึงภาพลักษณ์ทั้งเมืองเป็นสง่างาม

     “ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญ และไว้วางใจแก่ภาคประชาชน ในการคิด มีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา และมีความเชื่อมั่นว่าภาคประชาชนเป็นต้นทุนการพัฒนา เป็นผู้สร้างความสำเร็จด้วยชุมชนเอง” 

      บ้านเมืองเราจะเจริญไม่ได้ถ้าชุมชนไม่ได้รับการแก้ปัญหา ดังนั้นเราต้องทำไปพร้อมๆ กันทั้งในส่วนของชุมชนและในส่วนของภาพรวมภายนอกโดยจะให้ประชาชนเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงร่วมกัน เพราะการที่ว่าเมืองจะพัฒนาไปในทิศทางใด มีสภาพเป็นอย่างไรนั้น อยู่ที่ความพอใจของประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้นในตัวโครงการบ้านมั่นคงที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ จึงเป็นความคิดที่ถูกต้อง

     การมีโครงการบ้านมั่นคง ทางเทศบาลต้องสนับสนุนอยู่แล้วว่า เพราะเทศบาลเรามีทั้งทีมงานช่างที่จะไปออกแบบ การสร้างบ้าน หรือจะเป็นในเรื่องของสวัสดิการ การสาธารณูปโภค ทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน ทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เพื่อความสบายใจของทุกภาคส่วน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter