เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดแถลงข่าวการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี 2551 ขึ้น ในหัวข้อ “ปฏิวัติสลัมไทย ต้องแก้ไขกันทั้งเมือง” โดยมีนายอุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมละความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้เปิดการแถลงข่าวครั้งนี้ มีเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมงานแถลงข่าวพร้อมหน้า
อุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมละความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง ที่ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ของผู้มีรายได้น้อย อยู่กันอย่างแออัด และเกิดจากการไล่ที่ ไฟไหม้ การบุกรุกที่ดินรัฐบาล ที่ดินเอกชนและที่ดินสาธารณะ
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาของผู้ที่ไม่มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยคนจนเมือง ตามโครงการบ้านมั่นคง ให้เกิดความหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมการแก้ทั้งเมือง ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณลงไปช่วยเหลือทั้งเรื่องการสร้างชุมชนใหม่ ปรับปรุงสภาพชุมชนเดิม เพื่อความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ชุมชนมีรายได้เสริม เลี้ยงตนเองได้
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า วันนี้ชุมชนพูดได้เต็มปากว่าสามารถปฎิวัติชุมชนที่แออัด ผิดกฎหมาย อยู่กันอย่างลำบาก มีสภาพที่ทรุดโทรม ทั้งที่ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานาน ชุมชนสามารถปฏิวัติได้จริง
โครงการบ้านมั่นคงที่การดำเนินงานตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน โดยเครือข่ายชุมชนใน 237 เมือง ทั่วประเทศไทย เป็นรูปแบบที่ให้ชุมชนจับมือร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดการ ทุกหน่วยงานมีการลงสำรวจข้อมูลพร้อมๆ กัน และให้ชุมชนมาร่วมกันทำแผน ร่วมกันออมทรัพย์ ร่วมกันหาวิธีแก้ไข โดยการชวนหน่วยงานทั่วประเทศ นักวิชาการ ขบวนองค์กรชุมชน ฯลฯ มาร่วมกันทำงาน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงสภาพพื้นที่ชุมชนไหนพร้อมแก้ไขได้ก่อนและหลัง และการจัดการจะได้ง่าย ส่วนชุมชนที่เกิดปัญหาโดนไล่ที่ โดนไฟไหม้ ทุกๆ อย่าง ต้องมาประสานความร่วมมือร่วมกันคิด เกิดภาพการทำงานทั้งเมือง จากนั้นก็เสนอโครงการผ่าน พอช. เพื่ออนุมัติงบประมาณดำเนินงานตามโครงการบ้านมั่นคง
โครงการบ้านมั่นคง พอช. ได้อนุมัติโครงการทั้งหมด 702 โครงการ ครอบคลุม 76 จังหวัด 237 เมือง 1,251 ชุมชน ผู้รับผลประโยชน์ 76,792 ครอบครัว ประมาณ 307,168 คน รวมงบประมาณที่ชุมชนได้รับการอนุมัติทั้งหมด 5,838,507,805 บาท แบ่งเป็นรัฐอุดหนุนรวม 3,566,128,646 บาท งบจากกองทุนหมุนเวียน พอช. 2,164,414,232 บาท งบสมทบจากท้องถิ่นและชุมชนรวม 107,964,927 บาท เป็นการทำงานตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน 5 ปีกว่า ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งได้ประกาศจะแก้ไขปัญหาสลัมให้หมดไป ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาโดยให้ชุมชนเป็นหลัก รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน
การแก้ปัญหาตามโครงการบ้านมั่นคงเป็นการพัฒนาแนวใหม่ ที่สหประชาชาติให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันเมื่อปี 2550 สหประชาชาติยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณ ถึงแนวการแก้ปัญหาโดยชุมชน สามารถแก้ปัญหาโดยชุมชนเป็นแกนหลัก ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน จะมีหน่วยงานสหประชาชาติส่งตัวแทนจากทั่วโลกมาดูแนวทางการแก้ปัญหา ที่นโยบายของรัฐบาลได้ให้เกียรติคนจนได้ลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้ง เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหา ว่าโครงการขนาดใหญ่นี้ทำได้อย่างไร
ดังนั้นในวันที่อยู่อาศัยโลกที่จะจัดกันทั้งเดือนตั้งแต่วันที่ 8-31 ตุลาคม 2551 ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จะเป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จให้มีการแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุมทุกมิติของคนจนเมือง จึงเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ เพราะจัดทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมีชุมชนจากภาคทั่วประเทศเข้าร่วมเรียนรู้ มีการบันทึกความร่วมมือ พร้อมเฉลิมฉลองชุมชนที่ทำโครงการบ้านมั่นคงที่ประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นโครงการของคนจนอย่างแท้จริง
ผลสำเร็จในการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ ทั้งเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ สวัสดิการ ทุนการศึกษา เรื่องผู้สูงอายุ มีบ้านกลาง เกิดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จัดระบบกันอย่างเข้มแข็ง อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง สภาพความเป็นสลัม การทำงานอย่างไม่ถูกกฎหมาย ความยากลำบากก็จะหมดสิ้นไป ทุกชุมชนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เกิดความร่วมมือกันในชุมชน แล้วขยายไปสู่สังคมโดยรวม
นางปนัสย์สร อริยวงศ์ ผู้อำนวยสำนักบริหารที่ราชพัสดุ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาชุมชนผู้มีรายได้น้อยหรือชุมชนแออัด เป็นปัญหาใหญ่ที่สะสมและยืดเยื้อมานาน ทั้งการบุกรุกที่ดินของเอกชน ที่ดินของรัฐ เช่น ที่ราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะ รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งขาดการวางผัง ขาดการจัดระเบียบที่ดี ขาดสุขลักษณะ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา
จากการสำรวจชุมชนที่อยู่ในที่ดินของราชพัสดุทั่วประเทศมีประมาณ 200 ชุมชน เป็นชุมชนในเขตกรุงเทพฯประมาณ 28 ชุมชน ดังนั้นในส่วนของกรมธนารักษ์ที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ราชพัสดุ ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้มาตลอด โดยไม่ใช่วิธีการไล่รื้อชุมชน แต่จะใช้วิธีการทำงานกับ พอช. และสำนักงานเขตต่างๆ จึงได้มีการทำบันทึกความร่วมมือตกลงทำงานร่วมกัน เพื่อบูรณาการงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา
การดำเนินการตามโครงการบ้านมั่นคง เพื่อให้ชุมชนทั้งหลายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยชุมชนเอง การจัดระเบียบการจัดการแวดล้อมที่ดี เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย จากนั้นจึงเข้าสู่ระบบการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมธนารักษ์ก็ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการใช้ที่ดินที่จะมารองรับชุมชนโดยให้เช่าระยะยาวเป็นเวลา 30 ปี มีการผ่อนคลายกฎระเบียบ เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียม การจัดให้เช่าที่ดิน เพื่อให้ชุมชนได้มีการพัฒนา มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ที่ผ่านมา ชุมชนบางชุมชนไม่ยอมให้กรมธนารักษ์เข้าไปดำเนินการ อาจเป็นเพราะบางชุมชนยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบตามโครงการบ้านมั่นคง ไม่อยากเข้าสู่ระบบการเช่าจากกรมธนารักษ์ หากชาวชุมชนมีความร่วมแรงร่วมใจมีความเสียสละเพื่อพัฒนา แก้ไขปัญหาปรับปรุงสภาพแวดล้อม การแก้ไขปัญหาก็จะดำเนินการไปได้ด้วยดี การไล่รื้อก็จะไม่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกันกรมธนารักษ์ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานและจัดให้ชุมชนเช่าที่ดินแล้ว 36 ชุมชน โครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก ซึ่งกรมธนารักษ์ขอยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างชุมชนและพร้อมจะร่วมมือร่วมแรงร่วมใจที่จะพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ต่อไป
สมนึก จันทร์อินทร์ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน กล่าวว่า ในขบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพี่น้องชุมชนแม้จะประสบปัญหาหลายเรื่องแต่ทุกวันนี้เราได้รวมเป็นองค์กรภาคประชาชน หลายภาคส่วน แล้วเชื่อมโยงทั้งการสร้างชุมชน จนมีการพัฒนาไปสู่ผลสำเร็จ รูปธรรมที่เห็นทั่วประเทศเป็นตัวกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าองค์กรชุมชนสามารถทำได้จริง ทั้งการปฎิรูปที่ดิน การตั้งกองทุนของคนจน นำไปสู่การผลักดันเรื่องกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อชุมชน จนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี


