เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 มีการประชุมสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองสายสภาองค์กรชุมชน ครั้งแรก ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) มีสมาชิกสภาฯเข้าร่วมประชุมครบ 76 คน พร้อมหน่วยงานสนับสนุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า 200 คน มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน เป็นผู้เปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ
สาระสำคัญของการประชุมได้แก่การเสวนา “ สภาองค์กรชุมชนกับการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง” วิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนาคือ ดร.สุจิตต์ บุญบงการ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายสน รูปสูง นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา โดยมีรศ.สุริชัย หวันแก้ว เป็นผู้ดำเนินการเสวนา และศาสตราจารย์ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวถึงบทบาทของสภาพัฒนาการเมืองกับสภาองค์กรชุมชน
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการเมืองประชาธิปไตยเป็นเรื่องการบริหารจัดการการเมือง ไม่ใช่ผลประโยชน์และแย่งชิงอำนาจทางการเมือง แต่สถานการณ์เป็นจริงกลับตรงกันข้าม และนำไปสู่การไม่เห็นด้วย และประเทศไทยก็ผ่านวิกฤตการณ์มาหลายครั้ง แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการค้นหารูปแบบทางการเมือง ซึ่งควรจะเป็นการเมืองใหม่ หมายถึงการทำให้ดีข้น
นายประจิตต์ บุญบงการ ประธานศูนย์พัฒนาการเมืองสถาบันพระปกเกล้า มีความเห็นว่าการเมืองที่ผ่านมาเป็นการเมืองระดับบนที่มีการแย่งชิงและยึดอำนาจกลับไปกลับมาและเป็นการแย่งชิงกันระหว่างพรรคการเมือง จึงคิดว่าการเมืองระดับล่างจะมีความสำคัญ การมีสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมืองจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้การเมืองระดับล่างมีความก้าวหน้า และพัฒนาเป็นฐานรองรับการเมืองระดับบน ซึ่งต้องทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนมีจิตสำนึกในการดูแลผลประโยชน์ของท้องถิ่น
นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสว.จ.อุบลราชธานี กล่าวว่าที่ทำงานของสมาชิกสภาพัฒนาเมืองอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น งานการเมืองภาคพลเมืองต้องสามารถกำหนดนโยบายได้ ต้องแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง ให้เป็นทางออกที่เป็นข้อเสนอและเป็นความร่วมมือทางสังคม และเพิ่มอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น รูปธรรมการทำงานของสภาองค์กรชุมชนมีอยู่ 5 เรื่องคือจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น การรวมตัวของกลุ่ม เครือข่ายองค์กรเพื่อทำเรื่องสิทธิและการเมืองที่กินได้ การพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง การวิจัยชุมชนและท้องถิ่น การพัฒนานโยบายสาธารณะ และการทำงานสื่อสารสาธารณะ โดยที่สภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนต้องทำงานคู่กัน คือสภาองค์กรชุมชนต้องทำบทเปิดพื้นที่สาธารณะ ส่วนสภาพัฒนาการเมืองต้องทำงานการเมืองภาคพลเมือง สุดท้ายทั้งสองส่วนต้องทำงานในเรื่องเดียวกัน ในด้านดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จของสภาพัฒนาการเมืองคือต้องลดความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่ และเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือโดยมีข้อเสนอที่ดีกว่า ไม่ใช่วางตัวเป็นกลาง
นายสน รูปสูง สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง จากสภาองค์กรชุมชนตำบลท่านางแมว.จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า การเมืองในปัจจุบันสกปรกมาก จนไม่อาจเข้าไปร่วมได้ สภาองค์กรชุมชนเป็นของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องสร้างสถาบันทางการเมืองของชุมชน เป็นสภาการเรียนรู้ที่มีการปฏิบัติจริง ต้องปล่อยให้คนจนมีอิสระทางการเมือง ที่ผ่านมาคนจนเหมือนติดคุก เมื่อมีสภาพัฒนาการเมืองก็อย่าไปสร้างคุกใหม่ให้ประชาชน
ในด้านนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการพอช.กล่าวว่าสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมือง มีข้อดีที่ไม่ใช่โครงสร้างเชิงอำนาจ เป็นโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชาชนในการพลิกฟื้นชุมชนให้ในการจัดการ ร่วมคิด ร่วมทำ ที่ต้องเปิดพื้นที่การทำงานและสร้างระบบงานพัฒนาในแนวราบ ทั้งระดับตำบล จังหวัดและชา ติ จุดสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงคือตำบล ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นชุมทางการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่างๆ เกิดกลไกความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานและต้องทำงานสภาพัฒนาการเมืองผ่านหน่วยงานต่างๆด้วย
ในด้านศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลาขาธิการสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่าเรื่องสภาพัฒนาการเมืองเป็นมิติใหม่ของภาคประชาชน ที่ผู้นำหลายคนไม่อยากเป็นสมาชิกสภาฯ เพราะต้องการทำงานในพื้นที่ ในด้านที่มาของกฎหมายทั้งสองฉบับมีที่มาต่างกัน คือกฏหมายสภาองค์กรชุมชนเริ่มต้นด้วยความไม่เรียบร้อย มีคนไม่เห็นด้วยในช่วงเริ่มต้น แต่ต่อมาดำเนินการไปได้ดี ส่วนกฎหมายสภาพัฒนาการเมืองเริ่มต้นด้วยความเรียบร้อย ไม่มีผู้คัดค้าน มีการเสนอให้สมาชิกสภาฯมีองค์ประกอบจากหลายฝ่าย อำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองมีอยู่ 4 ด้าน คือทำแผนพัฒนาการเมือง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง การส่งเสริมพัฒนาการเมือง และการส่งเสริมพัฒนาภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งทางการเมือง สถานการณ์โลกมีการก่อการร้ายเพาระต้องการต่อต้านอำนาจที่มีการใช้อำนาจ สถานการณ์ในเมืองไทยไม่ไว้วางใจสภาพัฒนาการเมือง ที่จริงแล้วการรวมตัวของชุมชน การเคลื่อนไหวของชุมชนกำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติ ความเข้มแข็งของชุมชนกำลังเป็นทางออกของบ้านเมือง การเมืองใหม่จะมีความหมายเมื่อประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน บทบาทของสภาพัฒนาการเมืองจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกฯ ว่าท่านต้องการอะไร ถ้าท่านถามว่าพวกเราจะเอาอย่างแสดงว่าท่านแพ้ แต่ถ้าถามว่าพวกประชาชนจะเอาอย่างไร แสดงว่าท่านเป็นผู้ชนะ บทบาทของสภาจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกฯ ที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เดินไปตามวัฒนธรรมเดิม ดร.บวรศักดิ์มีความเห็นว่า เป้าหมาย 3 ปีที่สภาพัฒนาการเมืองต้องกำหนด พร้อมเสนอว่า ต้องเน้นสำนึกความเป็นพลเมืองของชุมชน ไม่เน้นการเมืองระดับชาติ 2.สภาแห่งนี้ไม่มีอำนาจควรสร้างความร่วมมือกับทุกองค์กรและทุกภาคส่วน 3.ต้องสร้างการยอมรับ สร้างความน่าเชื่อถือ ถ้าทำได้สำเร็จ พวกท่านก็เหมือนพระบิดา
ในด้านกลยุทธ์ดร.บวรศักดิ์เสนอว่า สภาพัฒนาการเมือง ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น ต้องให้ความสำคัญกับสภาองค์กรชุมชนตำบลและเวทีจังหวัด รวมทั้งการสร้างเครือข่ายที่มีการฟูมฟักเครือข่าย สามอย่างนี้ไม่ยากในการพูด แต่ยากในการทำ ดร.บวรศักดิ์ กล่าวและว่า การสร้างวัฒนธรรมใหม่ การเมืองใหม่ เป็นภารกิจของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เพราะการเมืองไทยได้เดินทางมาถึงทางตันไม่เห็นแสงสว่าง
ในด้านสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองในแต่ละภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำที่ทำงานพัฒนาในชุมชนและท้องถิ่นอยู่แล้ว นอกนั้นมีข้าราชการที่เกษียน และตัวแทนจากภาคส่านอื่นๆ ได้มีการประชุมระดมความเห็นกันอย่างเต็มที่เพื่อการทำงานพัฒนาในมิติการเมืองภาคพลเมืองเพื่อประโยชน์ของชุมชนและท้องถิ่น ที่ต้องจัดการงานทั้ง 3 คือระดับตำบล เวทีการประชุมและความร่วมมือในระดับจังหวัด และบทบาทในระดับชาติ


