เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๒ มีการเปิดประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งที่๑ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานเปิดการประชุมและกล่าวปาฐกถานโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนงานพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมี รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวิฑูรย์ นามบุตร นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารพอช. ผู้นำองค์กรชุมชนร่วมต้อนรับ มีหน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล และผู้นำองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า ๗๐๐ คน
การเปิดประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลในครั้งนี้ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้กล่าวรายงานต่อฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ถึงความสำคัญของพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ที่ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งความคืบหน้าในการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว ๑,๒๐๐ แห่ง ในพื้นที่ทั่วประเทศ
สาระสำคัญในการเปิดประชุมครั้งนี้ ผู้แทนองค์กรชุมชน โดยนายชาติชาย เหลืองเจริญ นายประภาส บัวแก้ว และนางสาววิภาศศิ ช้างทองได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นโดยชุมชน ในเรื่องสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนดังนี้
- ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศและให้หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นทำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนในโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐบาล
- การแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยชุมชน ด้วยการสำรวจภาระหนี้สินครัวเรือน ส่งเสริมการบูรณาการและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรการเงินที่อยู่ในชุมชนมาแก้ปัญหานี้สิน และการจัดทำโครงการที่นำไปสู่การแก้ปัญหาหลายเรื่องอย่างยั่งยืน เช่น โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ซึ่งเครือข่ายองค์กรชุมชนได้เริ่มดำเนินการแล้วในหลายพื้นที่
- ส่งเสริมการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนระดับเมืองและตำบล ด้วยการที่รัฐบาลสมทบงบประมาณจำนวนหนึ่งร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการสมทบจากสมาชิกองทุน ให้กองทุนที่บริหารจัดการโดยชาวบ้านนี้สามารถจัดสวัสดิการทุกประเภทตั้งแต่เกิดจนตายให้กับคนทุกคนในเมืองและตำบล ซึ่งจะลดภาระและงบประมาณในการที่รัฐบาลต้องไปจัดสวัสดิการแต่ละประเภทให้คนแต่ละกลุ่มลงไปจำนวนมาก
- การแก้ไขปัญหาและปฏิรูปที่ดินโดยประชาชน ด้วยการให้ประชาชนที่มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในชนบทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งหมดในพื้นที่และสำรวจกลุ่มคนที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ วางแผนนำที่ดินว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์และหน่วยงานของรัฐรับรองการใช้ประโยชน์หรือการออกโฉนดชุมชนในที่ดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบและกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหาระยะยาวรัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีกองทุนพัฒนาและจัดซื้อที่ดิน(LAND BANK) ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันการขายที่ดินให้คนอื่นที่ไม่เดือดร้อนและกองทุนสามารถจัดสรรที่ดินให้คนจนที่เดือดร้อนได้ การแก้ปัญหานี้จะทำให้คนประมาณ ๔ ล้านคนในชนบทที่เดือดร้อนเรื่องนี้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
- การคุ้มครองแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ ในภูมิภาคต่างๆไม่ให้ถูกรุกล้ำด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมและการทำการเกษตรอย่างอื่น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ รวมทั้งออกมาตรการต่างๆเพื่อปรับเปลี่ยนให้แหล่งผลิตอาหารดังกล่าวเป็นการทำการเกษตรอินทรีย์ ไม่มีสารพิษ ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศในปัจจุบัน
- การจัดตั้งกองทุนกลางชดเชยราคาพืชผลการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรทุกกลุ่มในยามที่เกิดพืชผลเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือในภาวะที่ขายพืชผลได้ราคาต่ำกว่าทุน
- ส่งเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์ต่างๆอย่างยั่งยืน
- การส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยการออกฎหมายเพื่อส่งเสริมการใช้และพัฒนาพลังงานทางเลือกทดแทนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอย่างจริงจังเพื่อที่จะให้ชุมชนและภาคส่วนต่างๆสามารรถวางแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือกได้อย่างมั่นใจ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด นอกจากนี้รัฐบาลควรทบทวนโครงการพัฒนาพลังงานต่างๆที่มีผลกระทบกับชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการและนโยบายพลังงานของประเทศ
- การแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของคนจนเมืองทั้งระบบ ในกว่า ๕,๐๐๐ ชุมชนแออัดทั่วประเทศ ประชากรกว่า๓ล้านคน เพื่อให้ประเทศไทยไม่มีสลัมอีกต่อไป โครงการนี้เป็นการขยายผลจากโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว รัฐบาลควรให้การสนับสนุนงบประมาณเฉลี่ยครัวเรือนละ ๘๐,๐๐๐บาทเพื่อปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคของชุมชน สนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ล้านบาทและผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของคนจน ซึ่งจะทำให้คนจนเมืองไม่น้อยกว่า๑๐,๐๐๐ ครัวเรือน มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงในปี ๒๕๕๒ นอกจากนั้นโครงการดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมืองและแก้ปัญหาอื่นๆในชุมชนอย่างครบวงจร เช่นการจัดสวัสดิการชุมชน การพัฒนาอาชีพหรือแม้แต่การแก้ปัญหายาเสพติดอีกด้วย
ในด้านแนวทางการดำเนินงาน ผู้แทนชุมชนได้เสนอให้มีหลักการทำงานที่สำคัญดังนี้
- สนับสนุนให้ชุมชนและองค์กรชุมชนซึ่งมีอยู่มากกว่า ๒๕๐,๐๐๐ องค์กรเป็นแกนหลักในการดำเนินงานและการบริหารจัดการ โดยหน่วยงานต่างๆให้การสนับสนุนตามแผนของชุมชน
- จัดสรรงบประมาณตรงไปที่ชุมชนหรือองค์กรชุมชน
- เชื่อมโยงกิจกรรมและการทำงานต่างๆกับสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นกลไกประสานงานขององค์กรชุมชนในตำบลและเมือง
- สนับสนุนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่นั้นๆทำกิจกรรมฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาทุกปัญหาของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ “หนึ่งตำบล รักษาทุกโรค”
และเพื่อให้ข้อเสนอดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการร่วม ระหว่างขบวนองค์กรชุมชนและรัฐบาลเพื่อปรึกษาหารือวางแผนปฏิบัติการ อย่างละเอียดของแต่ละเรื่องต่อไป
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่งานพัฒนาของขบวนชุมชนมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะความตื่นตัวและความพร้อมของชุมชนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความยากจน ร่วมกันพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และกล่าวว่าในภาวะปัจจุบันรัฐบาลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ซึ่งทางเลือกของรัฐบาลมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาวก็มีความสำคัญ สำหรับข้อเสนอด้านนโยบายของขบวนชุมชนรัฐบาลยินดีสนับสนุน และเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาในรายละเอียดซึ่งจะมอบหมายให้ที่ปรึกษาคือคุณหญิงสุพัตรา ช่วยดูในเรื่องดังกล่าว และมีความเห็นว่าเป้าหมายเรื่องการจัดตั้งเรื่องสภาองค์กรชุมชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรให้ความสำคัญกับความสำเร็จคือเมื่อจัดตั้งแล้วก็ควรพร้อมที่จะทำงานได้ ในด้านการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน เรื่องธนาคารที่ดิน และโฉนดชุมชน การปลูกพืชพลังงานทดแทนและนโยบายการประกันพืชผลได้เขียนเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว



<


