การสัมมนาสื่อชุมชนระดับชาติ ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากเครือข่ายสื่อชุมชนที่ทำงานด้านวิทยุชุมชน เว็บไซต์ชุมชน ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับชุมชน และผู้นำชุมชน จาก ๗๖ จังหวัด จำนวน ๑๗๕ คน เข้าร่วมสัมมนา
การสัมมนาในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและพัฒนายุทธศาสตร์ของขบวนสื่อชุมชน ในวันแรกของการสัมมนา มีการอภิปรายทิศทางการพัฒนาสื่อชุมชน โดยนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิคือ พันเอก ดร.นที ศกุลรัตน์ ประธานคณะทำงานกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน (กทช.) ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ประธานสถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน นายเชาวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี กรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และผู้แทนเครือข่ายสื่อชุมชน นายธัมมสัญญ์ อุ่ิมเอิบ และ นายปาฏิหารย์ บุญรัตน์ในวันที่สองของการสัมมนา ได้มีการสรุปแผนยุทธศาสตร์สื่อชุมชน เป็นยุทธศาสตร์ ๕ ด้าน คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างสถานภาพสื่อชุมชน มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพลังการสื่อสารของชุมชน และเพื่อให้สื่อชุมชนมีสถานะและเป็นที่ยอมรับของสังคม ยุทธศาสตร์การผลักดันนโยบายและสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อให้มีกฎหมายรับรองการทำงานของสื่อชุมชน และให้รัฐสนับสนุนการทำงานของสื่อชุมชน ยุทธศาสตร์การพัฒนาความเป็นสถาบันของสื่อชุมชน มีเป้าหมายเพื่อการทำงานที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เกิดประโยชน์กับสาธารณะ และยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานีนำร่อง เพื่อให้มีศูนย์เรียนรู้สื่อชุมชนที่เป็นแบบอย่าง
ในด้านข้อเสนอต่อรัฐในการพัฒนาสื่อและปฏิรูปสื่อชุมชน ผู้แทนสื่อชุมชน ๕ ภูมิภาค ได้มีข้อเสนอต่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในประเด็นสำคัญสามเรื่อง คือ๑. การสนับสนุนให้สื่อชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เช่นให้รัฐสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อชุมชนที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง
๒. การสนับสนุนให้สื่อชุมชนมีสิทธิใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่และเทคโนโลยี่สารสนเทศของรัฐ เช่นการจัดสรรคลื่อความถี่ให้องค์กรชุมชนที่ดำเนินการโดยไม่แสวงกำไร ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมด รวมทั้งการจัดสรรเวลาให้รายการของชุมชนหรือเครือข่ายชุมชนดำเนินการเอง ในพื้นที่สื่อของรัฐ เช่นในสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุรัฐสภา สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ทีวีไทย ฯลฯ
๓. สนับสนุนยกระดับและพัฒนาสื่อชุมชนให้เป็นสื่อพลังแห่งการเรียนรู้ เพื่อชุมชนเข้มแข็งและสมานฉันท์ เช่นสนับสนุนอาสาสมัครสื่อชุมชน การเสริมสร้างสมรรถนะวิทยุชุมชน และการสนับสนุนครูภูมิปัญญาและสื่อทางด้านวัฒนธรรม สุดท้ายคือสนับสนุนให้ชุมชนมีศักยภาพและบทบาทในระดับชาติและประชาคมอาเซียน เช่นการจัดตั้งคณะกรรมาธิการสื่อชุมชนของรัฐสภา การสนับสนุนให้มีเวทีสื่อชุมชนระดับชาติ เป็นต้น
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางไปเข้าร่วมสัมมนาในช่วงสุดท้าย กล่าวว่า ข้อเสนอของชุมชน โดนใจและตรงใจที่สุด เพราะสื่อชุมชน เป็นสื่อที่มีพลัง ที่ส่งผลต่อต่อการเปลี่ยนและทัศนคติ แต่คนที่ทำงานด้านสื่อ ต้องมีจรรยาบรรณ และปลดปล่อยอย่างถูกต้อง สื่อโดยทั่วไป เป็นสื่อที่รับใช้ทุน รับใช้การเมือง และที่น่ากลัวที่สุดคือสื่อที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตน สำหรับรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายในการทำให้สื่อชุมชนเกิดขึ้นอย่างถูกกฎหมายและเดินได้ด้วยตนเองในด้านข้อเสนอชุมชนทั้งหมด นายสาทิตย์ กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เช่นในเรื่องกองทุน ตอนนี้มีอยู่แล้วสามกองทุน คือกองทุนกิจการโทรคมนาคม มีกองทุนอยู่ ๓,๐๐๐ ล้าน กองทุนพัฒนากิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งกำลังรอ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งกองทุนนี้ดีแต่ข่าวร้ายคือว่ายังไม่มีเงิน นายสาทิตย์ระบุว่าในร่าง พ.ร.บ.จัดสรรองค์กรคลื่นความถี่ ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนเรื่องกองทุนพัฒนากิจการวิทยุและโทรทัศน์ไว้ด้วย ส่วนในเรื่องคลื่นความถี่ ๒๐% คือ ๒๐% ของคลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมด และกำหนดว่าใครได้ต้องใช้เอง ให้เช่าได้ แต่ให้สัมปทานไม่ได้
ในด้านสื่อของภาครัฐ จะมีการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ คือจะสนับสนุนให้มีรายการชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งมีเครือข่ายในภูมิภาคอยู่ ๘ สถานี รวมทั้งหมด ๙ สถานี โดยจะมีการปฏิรูปทั้งเวลาออกอากาศและเนื้อหา เช่นช่อง ๑๑ ที่ จ.ขอนแก่น ต้องมีเนื้อหาของส่วนกลาง ๕๐% เรื่องของภูมิภาค ๕๐% เป็นต้น โดยสรุปจะรับข้อเสนอของชุมชนไปทั้งหมดและบางเรื่องก็เป็นนโยบายของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยุ่แล้ว นายสาทิตย์กล่าว

สาระสำคัญ ของการสัมมนา สื่อชุมชนระดับชาติ วันที่๑๐-๑๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ที่ สถาบันพัฒนาพัฒนาองค์กรชุมชน บทนำ ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๑ มีนาคม ๒๕๕๒ เครือข่ายสื่อชุมชนซึ่งทำงานเกี่ยวกับวิทยุชุมชน เวบไซท์ชุมชน ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับชุมชน สำนักข่าวที่ทำงานเน้นหนักข่าวชุมชน จาก๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน๑๗๕ คน ได้ประชุมสัมมนากันที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กรุงเทพ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและพัฒนายุทธศาสตร์ของขบวนสื่อชุมชน ในช่วงแรกของการสัมมนามีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อชุมชนมาอภิปรายให้ข้อมูลกับที่ประชุม คือ พันเอก ดร.นที ศกุลรัตน์ ประธานคณะทำงานกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน (กทช.) ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ประธานสถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน นายเชาวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี กรรมาธิการยกร่าง พรบ.องค์กรจัดสสรคลื่นความถี่และผู้นำเครือข่ายสื่อชุมชน นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ และนายปาฎิหารย์ บุญรัตน์ ดำเนินการอภิปรายโดย คุณวิภาศศิ ช้างทอง หลังจากนั้นเป็นการแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ของขบวนสื่อชุมชน สำหรับในวันที่สอง นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มารับฟังข้อเสนอของเครือข่ายสื่อชุมชนและปิดการสัมมมนา
ยุทธศาสตร์การพัฒนาสื่อชุมชน
ข้อเสนอต่อรัฐในการพัฒนาสื่อและปฏิรูปสื่อชุมชน ๑.สนับสนุนให้สื่อชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ๑.๑ เนื่องจากสื่อชุมชนเป็นสื่อเพื่อกิจการสาธารณะ ไม่แสวงหากำไร รัฐจึงควรจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อชุมชน หรือกำหนดให้มีกองทุนพัฒนาสื่อชุมชนในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งระบุที่มาของกองทุนอย่างชัดเจน เพื่อให้มีเงินสมทบเข้ากองทุนอย่างเป็นระบบ เช่น บางส่วนจากค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น การอุดหนุนอาจสมทบร่วมกันระหว่างชุมชนกับรัฐ ๑.๒ กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นประชาสัมพันธ์งานและสนับสนุนงบประมาณการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อชุมชนแขนงต่างๆ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนและเวบไซท์ชุมชน ๑.๓ สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาความเป็นสถาบันสื่อชุมชนเพื่อยกระดับการทำงานของสื่อชุมชนทางด้านต่างๆ
๒.สนับสนุนให้สื่อชุมชนร่วมใช้ทรัพยกรคลื่นความถี่และเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐ ๒.๑ จัดสรรคลื่นความถี่ให้สื่อชุมชนที่ดำเนินการโดยองค์กรชุมชนและไม่แสวงหากำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของคลื่นความถี่ทั้งหมด ๒.๒ จัดสรรเวลาให้รายการที่ชุมชน/เครือข่ายองค์กรชุมชนดำเนินการเอง ใช้ภาษาท้องถิ่น กระจายเสียงเฉพาะจังหวัดหรืออนุภาค ในสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เช่น วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุรัฐสภา สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ทีวีไทย เป็นต้น ๒.๓ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ทุกหมู่บ้านมีศูนย์อินเตอร์เน็ท เป็นแหล่งเรียนรู้และช่องทางการสื่อสารของคนในชุมชนและเด็กเยาวชน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเวบไซท์ชุมชนและเปิดช่องทางให้ชุมชนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านอินเตอร์เน็ท
๓.สนับสนุนการยกระดับและพัฒนาสื่อชุมชนเป็นสื่อพลังแห่งการเรียนรู้เพื่อชุมชนเข้มแข็งและสมานฉันท์ ๓.๑ สนับสนุนให้มีอาสาสมัครสื่อชุมชน(อสช.)ในพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อทำหน้าที่สื่อสารของชุมชนและมีบทบาทในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน จัดเวทีประชาคมในระดับท้องถิ่น ตำบล อำเภอ ๓.๒ เสริมสมรรถนะวิทยุชุมชนให้มีขีดความสามารถในการกระจายเสียงทางอินเตอร์เน็ทได้ทั้งเสียงและภาพเพื่อให้สามารถถ่ายทอดสดเวทีเรียนรู้ของชุมชนในระดับต่างๆ สร้างการเรียนรู้ขององค์กรชุมชนและประชาชน ๓.๓ สนับสนุนครูภูมิปัญญาและสื่อวัฒนธรรมชุมชนให้มีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญาสู่สังคมทางสื่อชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ต่อเนื่อง สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสม
๔.สนับสนุนให้สื่อชุมชนมีศักยภาพและบทบาทในระดับชาติและประชาคมอาเซียน ๔.๑ จัดตั้งคณะกรรมาธิการสื่อชุมชนของรัฐสภาเพื่อสนับสนุนและติดตามผลการสนับสนุนการพัฒนาสื่อชุมชนโดยรัฐอย่างต่อเนื่อง ๔.๒
สนับสนุนให้มีเวทีสื่อชุมชนระดับชาติและระดับอาเซียนเพื่อให้เครือข่ายสื่อชุมชนทั่วประเทศและทั่วภูมิภาคได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความร่วมมือกันในการพัฒนาสื่อเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน |


