เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา เครือข่ายขบวนสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร และสำนักงานปฏิบัติการภาคกรุงเทพมหานครปริมณฑลและตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดให้มีเวที “พัฒนาศักยภาพแกนนำขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง กรุงเทพมหานคร” เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพแกนนำ และร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมือง ซึ่งมีแกนนำตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชน เข้าร่วมราว ๑๐๐ คน ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
ภายหลังเปิดงานโดย นายแฉล้ม ทรัพย์มูล ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ ที่ประชุมได้เชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง บรรยายพิเศษในประเด็น “ปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันกับการปฏิรูปการเมืองไทย” ซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่อยากให้เรียกว่า การปฏิรูปการเมือง ไม่ควรใช้คำว่า การปฏิรูปการเมืองคำนี้อีกแล้ว เพราะมันแคบไป
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันคือการปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่งในสังคมให้เกิดความเป็นธรรม และการปรับระบบการบริหารภาครัฐทั้งหมด ซึ่งการเมืองเป็นเพียงส่วนเดียว ยังมีระบบราชการ ยังมีหน่วยงานอื่นๆ อีกมาก เพื่อนำไปสู่โครงสร้างความสัมพันธ์กับภาคชุมชน ภาคสังคม และภาคเอกชน และอื่นๆ ในแบบที่เหมาะสม แต่เรื่องดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีองค์ความรู้มาประกอบ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยขึ้นมา แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้จะออกมาอย่างไรก็ตามแต่ ข้อเสนอนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในตัวมันเองอีกครั้งหนึ่ง
“ต้องไม่ใช่เป็นเรื่องรุนแรง เปลี่ยนแปลงแบบพลิกดินพลิกฟ้า ถอนโคน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ตัวใครตัวมัน” นายบวรศักดิ์ ระบุ
ในช่วงบ่าย มีการเสวนาในหัวข้อ “ปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันกับการเมืองภาคพลเมือง” มีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสน รูปสูง สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจากสัดส่วนตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดขอนแก่นและรองประธานสภาพัฒนาการเมือง ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานกองทุนพัฒนาการเมือง นายณัชพล เกิดเกษม ประธานสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร และนายสุรศักดิ์ อินทรประสิทธิ์ สมาชิกพัฒนาการเมืองกรุงเทพมหานคร ดำเนินรายการ
นายณัชพล เกิดเกษม กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีบริบทที่หลากหลาย ทั้งมิติเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งระบบการบริหาราชการแผ่นดินของกรุงเทพฯ ที่เป็นไปในแบบพิเศษ คือมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องรับผิดชอบในเชิงการเมือง ในขณะที่ผู้อำนวยการเขต ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการบริหารราชการแผ่นดืนในระดับพื้นที่ ชุมชน ยังเป็นตำแหน่งในระบบราชการซึ่งยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบระเบียบ ข้อกฎหมาย เป็นสำคัญ และกลายเป็นข้อติดขัดสำหรับการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชนขององค์กรชุมชน และเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไข
“การก่อเกิดการเมืองใหม่ ต้องเริ่มจากการบริหารท้องถิ่น เริ่มจากระดับพื้นที่ และสภาองค์กรชุมชนตำบล เทศบาล หรือเขต จะเป็นเวทีในการร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคประชาชน”
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กล่าวว่า พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อให้เกิดสภาองค์กรชุมชนระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือ กลไกในการผลักดันนโยบายสาธารณะ แสดงบทบาทการเมืองในระดับที่สอง คือเรื่องนโยบายสาธารณะ ได้อย่างมีที่ยืนและมีนัยสำคัญ เนื่องจากมองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองภาคพลเมืองต้องประกอบขึ้นจาก ๓ ระดับคือ หนึ่ง การเมืองว่าด้วยเรื่องการกำหนดการพัฒนาของตัวเราเอง คือการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ ในเรื่องต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่า การเมืองว่าด้วยเรื่องชุมชนเข้มแข็ง
ระดับสอง เป็นเรื่องของการเมืองที่ยกระดับขึ้นมา เป็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ ที่ทุกวันนี้เรายังไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่จากนี้ไปการเมืองว่าด้วยการกำหนดนโยบายสาธารณะ กระบวนการแบบนี้เรียกว่าประชาสังคม ความหมายคือให้สังคมทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ ทิศทาง ของนโยบายสาธารณะ ต่างๆ ส่วนระดับที่สามคือ การเมืองภาคพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การทุจริต ธรรมภิบาล ความไม่ชอบธรรม การใช้อำนาจที่แสวงหาประโยชน์ ฯลฯ ทั้งในส่วนของนักการเมืองและราชการ เรียกได้ว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน
“การเมืองภาคพลเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเป็นคือสภาองค์กรชุมชนตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.๒๕๕๑ ควรต้องแสดงบทบาทการเมืองภาคพลเมืองในระดับที่หนึ่งและสองอย่างเป็นด้านหลัก ขณะที่สภาพัฒนาการเมือง ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.๒๕๕๑ มีบทบาทในเรื่องการเมืองภาคพลเมืองในระดับที่สามและระดับที่สอง”
นายสน รูปสูง กล่าวว่า ตำบลในสภาองค์กรชุมชนตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น สำหรับพื้นที่ปกครองพิเศษกรุงเทพมหานคร ในทางข้อกฏหมายได้ข้อยุติแล้วว่า เทียบได้กับพื้นที่แขวง ดังนั้นกรุงเทพมหานครมีสภาองค์กรชุมชนได้ทั้งสิ้น ๑๕๔ แขวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นภารกิจของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร แต่ต้องไม่ลืมว่า พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน มีคู่แฝดคือ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง ดังนั้น พลังมหึมาของภาคประชาชน ขบวนพี่น้ององค์กรชุมชน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง
“เวลานี้ ๗,๔๖๘ ตำบล ไม่รวมกับกรุงเทพมหานครอีก ๑๕๔ แขวง จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาให้ได้อย่างน้อย ๒,๐๐๐ ตำบล ก็มีความหวังว่าการเมืองประเทศไทยจะเปลี่ยนไป” นายสน รูปสูง สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจากสัดส่วนตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดขอนแก่น ระบุ


