พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2194

     นครศรีธรรมราช/ ม.ราชภัฏนครฯ จับมือพอช.ภาคใต้ และกรรมการสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ฯ ร่วมลงนามใน MOU สร้างความร่วมมือในการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้มีคุณภาพ ส่งเสริมด้านวิชาการ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

     เมื่อวันที่   ๒๑ มิถุนายน ที่ผ่านมา  มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ได้จัดเสวนาความร่วมมือทางวิชาการ “สภาองค์กรชุมชน”  ก้าวสำคัญสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ณ ห้องประชุมพรมโยธี  มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช  เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน  กว่า ๓๐๐ คน และเป็นการส่งเสริมการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  รวมทั้งการลงนามความร่วมมือพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบล

     นายภาณุ    อุทัยรัตน์  ผู้วราราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งเป็นประธานการเสวนากล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เห็นความร่วมมือของหน่วยงาน  ชุมชน และสถาบันวิชาการ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน   ซึ่งจ.นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวาง  ซึ่งตนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน  โดยเฉพาะการใช้พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ

    นายสน รูปสูง รองประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวในการปาถกฐาพิเศษเรื่อง “สภาองค์กรชุมชนกับการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง” โดยมีสาระสำคัญว่า บ้านเมืองเราทุกวันนี้ตนไม่ค่อยแน่ใจว่ามีการปกครองในรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ โดยดูได้จากข่าวคราวทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นรายวันในช่วงนี้ รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในพื้นที่ทุกระดับที่มีการซื้อเสียงแจกของ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายขั้นตอนของวงจรอุบาทว์ในวงการเมือง ดังนั้นภาคประชาชนจึงได้เสนอการเมืองภาคพลเมือง หรือการเมืองภาคชุมชนขึ้นมา โดยมีพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองและ พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฐานราก โดย พรบ.สภาองค์กรชุมชน เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการส่งเสริม ไม่ใช้กฎหมายให้อำนาจ ดังนั้นสภาองค์กรชุมชนไม่ใช่สภาที่มีอำนาจ ที่จะไปแข่งขันกับ สภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น บทบาทก็แตกต่างกัน ซึ่งสามารถที่จะทำงานร่วมกันและหนุนเสริมชุมชนด้วยกันได้เป็นอย่างดี

      อีกทั้งในการเสวนา “สภาองค์กรชุมชนกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น” นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า สภาพความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายที่ขาดความเป็นธรรม แม้กระทั่งการกระจายอำนาจการบริหารการปกครอง ที่ยังขาดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ระบบราชการมีอำนาจมากเกินไป หลายอย่างก็มีมีความซับซ้อน จนยากเกินกว่าที่จะใช้การเมืองแบบเก่ามาแก้ไขปัญหา ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยแบบเก่า ที่มีบทบาทอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการเมืองแบบใหม่ จะต้องเป็นการเมืองภาคชุมชน ให้บทบาทกับชุมชนในการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา ชุมชนของตนเอง โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก และใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่น นี่ถึงเรียกว่าการเมืองภาคพลเมือง หรือการเมืองภาคชุมชนที่แท้จริง

     นายจินดา บุญจันทร์ แกนนำชาวบ้านคนสำคัญของภาคใต้ และเป็นเลขานุการที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติ เห็นว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่นฐานล่าง ค่านิยมของสังคมก็ไม่ได้คิดที่จะส่งลูกไปเรียนเพื่อที่จะกลับมารับใช้ชุมชน ในขณะเดียวกันเราเลือกผู้แทนเพื่อไปทำหน้าที่บริหาร ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันได้อะไรกลับมาสู่ท้องถิ่น ถึงขนาดที่บางคนคิดว่ากำขี้ดีกว่ากำตด    ยอมรับเงินซื้อเสียงก่อนลงคะแนน ยังดีว่าเลือกแบบบริสุทธิ์ยุติธรรมแต่ไม่ได้อะไรกลับมา
จากสภาพดังกล่าว ทำให้หลากหลายชุมชนคิดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยชุมชนเอง โดยใช้เวทีของชาวบ้านในชุมชนเป็นเวทีในการถกปัญหา และระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออก รวมทั้งแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เวทีชุมชนเหล่านี้ไม่ค่อยถูกยอมรับในทางสถานะ นี่จึงเป็นที่มาของการที่เครือข่ายชุมชนได้เสนอกฎหมายสภาชุมชน หรือสภาองค์กรชุมชน เพื่อที่จะทำการเมืองจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน หรือที่เรียกกันว่า “การเมืองกินได้”
สิ่งที่สำคัญที่อยากฝากไว้คือ “สภาองค์กรชุมชนเป็นความหวังหนึ่งที่ชุมชนสามารถสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด” หลักคิดก็คือ “เราจะคิดเองทำเอง” และเป็นการบูรณาการแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

     นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีความเชื่อว่า สถาบันฯหากมีเจ้าหน้าที่มากก็จะปิดโอกาสของพี่น้อง จึงใช้กำลังเจ้าหน้าที่ให้น้อย เพราะเราเชื่อว่าประชาชนจะเข้มแข็งได้ และสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีการรวมตัวจดแจ้ง จดตั้งแล้ว ประมาณ 18-19  แห่ง และยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีกมาก   บทบาทของ พอช.ในฐานะกองเลขา สภาองค์กรชุมชน ตาม พรบ. จะร่วมมือกับพี่น้องชุมชนและภาคีต่างๆเพื่อยกระดับและพัฒนาสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งแล้วให้มีความเข้มแข็ง รวมทั้ส่งเสริมให้มีการขยายการจดแจ้งจัดตั้งเพิ่มvอีกทั้งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ ก็จะต้องหารือกันต่อในการที่จะร่วมกันส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนต่อไป      นอกจากนี้ พอช. ภาคใต้มีแผนที่จะสร้างความร่วมมือกับภาควิชาการโดยเฉพาะสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในภาค เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง ภูเก็ต และมหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ภาควิชาการเหล่านี้ เข้ามาบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

    ด้านอาจารย์สมปอง รักษาธรรม ประธานหลักสูตรการพัฒนาชุมชน และผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ที่จะให้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎเข้าไปมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัย ก็พยายามที่ดำเนินการอยู่แล้วโดยส่งเสริมให้ผู้บริหาร และผู้ปกครองท้องถิ่นเข้ามาศึกษา เพื่อยกระดับวิทยฐานะและนำความรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับชุมชน การบันทึกความร่วมมือในวันนี้ก็จะเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในการส่งเสริมชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช        

      ในเวทีเสวนาวิชาการดังกล่าวได้การลงนามความร่วมมือ ความเข้าใจระหว่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดย นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดย ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ อธิการบดี และคณะอนุกรรมการประสานงาน สภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ โดยนายวิวัฒน์ หนูมาก ทั้งนี้มี นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมเป็นสักขีพยาน   เพื่อพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

     เนื้อหาสำคัญของบันทึกความเข้าใจ  ประการแรกคือ  สร้างความร่วมมือและให้การสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้เป็นภาคีหลักร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น และหน่วยงานในระดับพื้นที่เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

     ประการที่สอง จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน
ประการที่สาม ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งประชาชนทั่วไปในตำบลได้สามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมตามวิถีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง  

     ประการที่สี่ ในการดำเนินการจัดทำรายละเอียดตามข้อ 3 เพื่อให้เกิดการเตรียมการเชิงรูปธรรม จึงให้มีการกำหนดแผนงานและเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันอย่างชัดเจน โดยให้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการในการดำเนินงานขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของทั้งสามหน่วยงานเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย แผนงานและข้อตกลง ตลอดทั้งการอำนวยการ การกำกับดูแล การติดตามผล และการประเมินผลการปฏิบัติงาน

     ประการที่ห้า สนับสนุนให้มีการใช้และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานร่วมกัน  ให้มีการสนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งให้เกิดการประชาสัมพันธ์ การแถลงข่าวอย่างสม่ำเสมอ โดยการระดมสรรพกำลังและทรัพยากร ของแต่ละหน่วยงานในการดำเนินการสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด.

     ทั้งนี้ในพื้นที่ภาคใต้มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว  ๑๑๖  แห่งเป็นพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๗  แห่ง  คาดว่าภายในปี ๒๕๒๒ นี้จะมีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรตำบลชุมชนประมาณ ๓๕๐ แห่ง  (ตำบล)

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter