การจัดงานวันองค์การมหาชน “ ๑ ทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ณ ศูนย์ประชุมแห่งศูนย์สิริกิติ์ มีผู้ร่วมงานกว่า ๘๐๐ คนโดยได้รับเกียรติจาก พณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “องค์การมหาชนกับอนาคตประเทศไทย”คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ “องค์การมหาชนกับอนาคตประเทศไทย” โดย นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ท่านผู้บริหารและพนักงานองค์การมหาชนและท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วม วันองค์การมหาชน ครั้งที่ ๒ ที่คณะผู้บริหารขององค์การมหาชนและ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ร่วมกันจัดขึ้นในวันนี้ ในหัวข้อ “๑ ทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ๑๐ ปีที่แล้ว กฎหมายองค์การมหาชนได้มีการประกาศใช้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถือว่าเป็นกฎหมายแม่บท ซึ่งทำให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการจัดตั้งหน่วยงานที่ไม่ใช่ส่วนราชการและมิ ใช่รัฐวิสาหกิจขึ้นมา เพื่อทำงานตามนโยบายของรัฐบาล ในลักษณะที่จะมีระบบมีการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งได้มีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายฉบับนั้น ในขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลงานในเรื่องของระบบราชการ องค์การมหาชนถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในขณะนั้น ที่จะมีการปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ ซึ่งคำว่าปฏิรูประบบราชการในขณะนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่มีวิกฤติทางการเงิน หรือวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี ๒๕๔๐และต่อเนื่องมาจนถึงประมาณปี๒๕๔๑ – ๔๒ สิ่งที่เราเน้นกันในขณะนั้นก็คือว่า หลายครั้งการแก้ไขปัญหาของระบบราชการจะมุ่งไปในเรื่องของการที่จะพยายาม จำกัดการเติบโตของกำลังคน กับเรื่องของงบประมาณเป็นหลัก แต่หัวใจสำคัญที่สุดในเรื่องการปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐ คือการทบทวนในเรื่องของภารกิจของภาครัฐ และรูปแบบของการจัดบริการสาธารณะ หรือการบริหารงานตามนโยบาย โดยมีโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการขององค์การที่เหมาะสม สิ่งที่ตกผลึกและตามมาเป็นการผลักดันเป็นกฎหมายองค์การมหาชนก็คือว่า มีงานจำนวนมากของภาครัฐ ซึ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการไปตามนโยบาย นั่นก็คือยังเป็นงานที่รัฐต้องรับผิดชอบ เป็นบริการสาธารณะ หรือเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย แต่ว่าระบบการบริหารถ้าหากว่าเป็นส่วนราชการจะไม่เอื้ออำนวยให้มีความคล่อง ตัว ยืดหยุ่นเพียงพอในการบริหารงานให้ เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานหลายอย่างก็มีลักษณะจำเป็นจะต้องแข่งขันกับภาคเอกชน หรือภาคธุรกิจเอกชนด้วยซ้ำ ซึ่งหมายถึงว่า หากขาดความคล่องตัวความยืดหยุ่นแล้ว โอกาสที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะมีน้อยมาก
การพูดในวันนั้นก็จะพูดถึงเรื่องของความเป็นอิสระหรือความคล่องตัวมากขึ้นใน หลายๆ ด้าน เช่น เรื่องระบบงบประมาณ ซึ่งสามารถที่จะรับเงินสนับสนุนเป็นเงินก้อนและก็มีอิสระที่จะบริหารตรงนี้ เช่นเรื่องของบุคลากร ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องอิงอยู่กับระบบการบริหารงานบุคคลของระบบราชการ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการที่จะกำหนดเงื่อนไขของการจ้างบุคคลากร ให้เหมาะสมกับความต้องการ ให้เหมาะสมกับภาวะตลาด อย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนั้นก็คือการบริหารจัดการนั้นก็จะมีคณะกรรมการและผู้อำนวยการซึ่งมี ความเป็นอิสระระดับหนึ่ง เพียงแต่มีฝ่ายการเมืองกำกับดูแล เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามนโยบายได้ ผมทบทวนสิ่งเหล่านี้เพราะว่า สิบปีผ่านไป ก็มีองค์การมหาชนเกิดขึ้นมากมายนะครับ วันนี้นับไปแล้วก็เป็น ๒๘ ที่จริงในสิบปีที่ผ่านมาก็มีมากกว่า ๒๘ เพราะว่ามีบางองค์การมหาชนซึ่งเป็นองค์การมหาชนในลักษณะเฉพาะกิจ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็ยุบไป เช่น กรณีของสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
ถ้าถามว่าในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องขององค์การมหาชนว่ารู้สึก อย่างไร ผมก็ต้องบอกว่า ผมผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เหมือนกับช่วยทำคลอดออกมา แต่ว่าไม่ได้เลี้ยงดูเด็กมา ๗-๘ปี วันนี้ก็ต้องกลับมาดูแล คงไม่ใช่เด็กแล้วละครับ เพราะว่าคงไม่เทียบกับอายคนนะครับ เป็นองค์กรก็ถือว่า ๗-๘ ปีก็นานพอสมควร ก็ต้องบอกว่าถ้าเปรียบเทียบกับพ่อแม่ก็ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง
เดินเข้ามาก็ยังถูกผู้บริหารบางท่านหยอกล้อว่า มีอะไรไม่ดีผมต้องรับผิดชอบเพราะว่าผมเป็นคนทำให้องค์การมหาชนเกิดขึ้น ผมก็บอกว่าผมรับผิดชอบได้เฉพาะในช่วงที่ผมได้รับผิดชอบ ก็อยากจะเรียนนะครับว่า ผมได้เห็นความสำเร็จของหลายๆกรณี ตัวอย่างที่ผมเองผมก็พึงพอใจว่ารูปแบบตอนที่สำนักงานปฏิรูปการศึกษาทำงาน เป็นรูปแบบที่ชัดว่าเราสามารถตั้งองค์การเฉพาะกิจขึ้นมาได้ กำหนดโจทย์ชัดเจนว่าจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๓ ปี เป็นงานที่ยาก และขณะนั้นผมถือว่าเป็นงานที่ทำได้ดี แล้วก็สุดท้ายก็เลิกสำนักงานนี้ไปกรอบที่วางไว้ตามกำหนดเวลา ผลงานที่ออกมาในขณะนั้นผมคิดว่าน่าพึงพอใจ และผมเชื่ออย่างสนิทใจ ๑๐๐% ว่าถ้าสำนักงานวันนั้นไม่ได้เป็นรูปแบบขององค์การมหาชน ไม่สามารถทำงานอย่างนั้นได้ แต่เมื่องานถูกส่งต่อไปแล้วอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของงาน ปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง ไม่ใช่เวทีที่จะมา่ใช่นั้นรจัดขั้พียงแต่มีฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิรูปการศึกษา
ผมเห็นความสำเร็จชัดเจนของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งผมก็มีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ติดตามความสำเร็จในการผลิตบุคลกรที่มีคุณภาพสูงมาก ไม่ใช่เฉพาะเด็กที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลก แต่ฟังสียงสะท้อนจากบรรดามหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนนี้ก็มีคุณลักษณะชัดเจนในเรื่องของความสามารถที่ได้ รับการพัฒนามาโดยเฉพาะทางด้านของวิทยาศาสตร์อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมก็ยังมองเห็นว่าศักยภาพขององค์การมหาชนต่างๆมีมาก ผมไม่อยากเอ่ยทุกแห่งนะครับเพราะมีเยอะ แต่ว่าเราก็ได้เป็นปรากฏการณ์บางอย่างซึ่งเราก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เช่นกรณีของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จากเดิมเรามีแต่เห็นว่า หน่วยงานของภาครัฐแข่งขันกับภาคเอกชนด้วยความยากลำบาก แต่กรณีของโรงพยาบาลบ้านแพ้วนั้นบางเรื่องประสบความสำเร็จถึงขั้นสามารถเข้า ไปทำให้ภาคเอกชนต้องมาอิงกับตัวโรงพยาบาลบ้านแพ้วอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวคิดในเรื่ององค์การมหาชนนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสามารถที่จะสนับสนุนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะต้องประสบความสำเร็จเสมอไปและก็ต้องยอมรับว่า หลายเรื่องก็ยังเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคเป็นข้อจำกัดอยู่ในเรื่องการบริหาร จัดการขององค์การในรูปแบบอย่างนี้ ซึ่งผมก็คิดว่าในโอกาสที่เรามาพูดกันในวาระที่มีการครบรอบ ๑๐ ปี ก็เป็นโอกาสดีที่จะมาทบทวนบางสิ่งบางอย่าง เช่น บางครั้งภารกิจของหน่วยงานนั้นอาจจะประสบความสำเร็จในตัวของมันเอง แต่ว่าผลของการที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จในแง่ของเป้าหมายของรัฐบาลของ ประเทศก็ยังมีปัญหาอยู่พอสมควร ผมยกตัวอย่างไปแล้วตัวอย่างหนึ่งก็คือ การส่งมอบแผนการปฏิรูปการศึกษากลับไปยังหน่วยงานปกติซึ่งในที่สุดก็อาจจะขับ เคลื่อนไม่ได้อย่างที่พวกเราที่ได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาในตอนนั้น พึงพอใจ อย่างนี้เป็นต้น
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในกรณีของ สมศ. ซึ่งก็ถือว่าได้ทำงานที่มีความสำคัญมากในการประเมินการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงอุดมศึกษา ซึ่งแม้แต่บางประเทศซึ่งเจริญกว่าเรายังประสบความยากลำบากที่จะทำระบบนี้ให้ สำเร็จ เราก็ได้มีการจัดทำจนกระทั่งมีการประเมินครบถ้วนมาแล้ว ๑ รอบ แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือว่าผลของการประเมินนั้นก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้จาก หน่วยงานหลักทางด้านการศึกษาเท่าที่ควร อันนี้ก็เพื่อที่จะบ่งบอกว่างานขององค์การมหาชนนั้นในที่สุดคงไม่สามารถที่ จะจำกัดตัวเองอยู่ในวงของตัวเองได้แต่ต้องหาวิธีการในการที่จะเชื่อมโยง คงไม่ถึงขั้นกับบูรณาการเสียทีเดียวแต่เชื่อมโยงเพื่อสามารถไปถึง ตามบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ของงานสุดท้ายเป็นอย่างตาม เป้าหมายที่แท้จริงเพราะต้องไม่ลืมว่าจริงๆ หลักหนึ่งที่เราบริหารจัดการในรูปแบบองค์การมหาชนก็คือ เราจะมุ่งที่ผลของาน ซึ่งผลของตัวองค์กร หรือองค์การอาจจะทำได้ดี แต่ถ้าผลนั้นไม่สามารถถูกส่งต่อไม่มีระบบการเชื่อมโยง ติดตาม ต่อเนื่องได้ เราก็จะมีปัญหา
แม้แต่โรงเรียนมหิดล ขนาดเด็กโรงเรียนมหิคลยังทราบว่าผมก็ยังมีความหงุดหงิดบางเรื่องเกี่ยวกับ โรงเรียน ผมทราบว่าเมื่อเร็วๆนี้มีเด็ก เด็กโรงเรียนมหิดลขอสัมภาษณ์ผมโดยผ่านส่งมาเป็นคำถามแล้วก็เขียนตอบ โดยส่งมาเป็นคำถามแล้วก็เขียนตอบ ก็คงเดาใจผมถูก ถามเป็นคำถามสุด้ายว่ารู้สึกหงุดหงิดมั๊ย ว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนมหิดลไม่ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ไปเป็นนักวิจัย แต่ยังไปเรียนแพทย์ ไปเรียนวิศวะ คงฟังผมพูดไปหลายที่ครับว่าเราตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาอยากผลิตนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ เราได้คนเก่งๆ มากมาย แต่ว่าจำนวนมากก็ยังกลับเข้าไปสู่เรื่องเดิมๆ ก็เป็นข้อคิดนะครับ
ที่ผมยกตัวอย่างมาอาจจะเป็นงานทางด้านการศึกษาเท่านั้น แต่งานทางด้านการวิจัยก็ดี งานทางด้านเศรษฐกิจก็ดี ความสำเร็จของตัวองค์การเองอาจจะไม่สามารถถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับระบบ โดยส่วนร่วมได้ แล้วเราก็ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนเหล่านี้นะครับ อย่างกรณีผลการประเมินของสมศ. จะถูกนำไปใช้อย่างไรผมก็มองเห็นว่าวันข้างหน้าระบบการรับรองโรงพยาบาลต่างๆ หรือการประเมินโรงพยาบาลต่างๆ จะถูกนำไปใช้โดยหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข มากน้อยแค่ไหน อันนี้เป็นข้อคิดเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลเบื้องต้นแต่ตัวองค์การอาจจะต้องมีคำแนะนำเหมือนกัน ว่างานที่ตัวเองทำและส่งต่อไปนั้นจะมีวิธีการในการติดตามอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น
ผมยังมองเห็นอีกว่าอีกหลายองค์การนะครับ จัดตั้งขึ้นมาก็มีการดำเนินการไป แต่ถึงจุดหนึ่งก็จำเป็นที่จะต้องมีการมาทบทวนมาปรับเปลี่ยนตลอดเวลา สบร. เป็นตัวอย่างงเห็นชัด รับงานไปมีงานค่อนข้างหลากหลายห้าด้านหกด้าน สุดท้ายก็มีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมายและในที่สุดขณะนี้ก็กำลังมีการพิจารณา ในการที่จะแยกงานออกมา ๒ งาน เพื่อไปจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนต่างหาก อย่างนี้เป็นต้น
บางหน่วยงานนะครับ เช่นองค์การที่จัดการในเรื่องการจัดประชุมและนิทรรศการ ซึ่งก็มีงานบางงานที่อาจจะต้องแยกออกมาเหมือนกันแต่อาจจะอยู่ในรูปของ มูลนิธิ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับภารกิจของงานนั้นๆ
และแน่นอนครับผมก็ต้องบอกว่า ถึงจุดหนึ่งรัฐบาลก็ต้องสามารถทบทวนได้ว่า องค์การมหาชนใดทำไปแล้วไม่ได้เป็นตามเป้าหมายก็ต้องยุบได้ ต้องพูดอย่างนี้เลยนะครับเพราะว่าปัจจัยหนึ่งที่เราตัดสินใจทำเรื่ององค์การ มหาชนก็เพื่อความคล่องตัว ไม่ต้องการให้เกิดความแข็งตัวในเรื่องของโครงสร้างเพราะหลายองค์การอาจจะ เหมาะสมกับสถานการณ์หนึ่งแต่เมื่อสถานการณ์ สังคมเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปก็อาจจะต้องมีความเหมาะสมที่จะต้องรวม ต้องแยก ต้องยุบ หรือต้องมีการไปตั้งใหม่ เป็นอีกลักษณะหนึ่งก็เป็นได้ ตรงนี้เป็นความสำคัญที่ผมคิดว่าอยากให้ทุกฝ่ายได้ยอมรับแล้วก็ตระหนักที่พูด มานี่ไม่ได้ความว่าไม่ มีความมั่นคงอะไรเลย ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับเพราะว่าระบบจะต้องมีการประเมิน มีหลักมีเกณฑ์อยู่ แล้วเมื่อมี กพร. เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงานในส่วนนี้แล้ว ก็ค่อนข้างที่จะมีแนวทางที่ชัด อย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนั้นครับยังมีบางเรื่อง ซึ่งก็ยังไม่ลงตัว ยกตัวอย่างเร็วๆนี้ผมก็ไปงาน ของกระทรวงเกษตรซึ่งทำงานในเรื่องของการที่จะวิจัยทางด้านการเกษตรแต่ว่าก็ ติดปัญหาเรื่องว่าจะไปร่วมทุนกับเอกชนได้มากน้อยแค่ไหน สามารถทำได้คล่องตัวมากน้อยแค่ไหน ก็เกิดปัญหาเหมือนกันเพราะว่า ก.พ.ร. ก็เสนอว่าหากจะไปร่วมทุนกับใครต้องมาขออนุมัติมาเป็นคราวๆไป เขาก็บอกมันไม่คล่องตัว ขณะเดียวกัน ก.พ.ร. ก็อาจจะมองว่า ก็องค์การมหาชนตามปกติ ไม่ได้แสวงหากำไรอะไรก็ไม่น่าจะมีกรณีที่จะไปร่วมทุนกับเอกชนมากมายนัก ซึ่งก็เป็นมุมมองที่แตกต่างกัน
เพราะฉะนั้นแม้จะผ่านไปสิบปีก็ต้องยอมรับนะครับว่าหลายเรื่องก็อาจจะยังไม่ ลงตัวเสียทีเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ที่สำคัญก็คือว่าระบบนี้ต้องยืดหยุ่นพอที่จะสามารถปรับเปลี่ยนให้มันสอด คล้องกับสภาพปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นตรงนี้นะครับผมคิดว่าจากนี้ไปต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนขององค์การ มหาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป แล้วก็จะต้องมีความพยายามที่จะ ดูว่าจะทำอย่างไร องค์การเหล่านี้ที่นอกเหนือจะประสบความสำเร็จ ในแง่ของการทำงานในส่วนขององค์การเอง แต่ในภาพกว้างกว่านั้น จะทำให้เกิดความมั่นใจในรูปแบบขององค์กรในกำกับของรัฐทั่วไปด้วย
ผมพูดตรงนี้เพราะว่าเคยหวังไว้เหมือนกันครับว่าจะเป็นกรณีโรงเรียนมหิดลก็ดี โรงพยาบาลบ้านแพ้วก็ดี ถ้าประสบความสำเร็จ น่าจะช่วยกระตุ้นให้โรงเรียนอื่นๆ โรงพยาบาลอื่นๆ หรือถ้าองค์กรวิจัยทั้งหลายประสบความสำเร็จแล้วจะมีหน่วยราชการอื่นๆ อยากที่จะแยกตัวเองออกเป็นองค์การมหาชนบ้าง แต่ยังไม่เห็นเท่าที่ควร แม้มีความยอมรับความสำเร็จตรงนี้ แต่แสดงให้เห็นว่าส่วนราชการหรือองค์กรในระบบราชการยังไม่มีความมั่นใจเท่า ที่ควรว่ามาเป็นองค์การมหาชนแล้วจะสามารถปฏิบัติภารกิจหรือจะประสบความ สำเร็จ หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้ก็คงเป็นงานหนักที่เราต้องช่วยกันทำต่อไปอย่างนี้เป็นต้น
ผมเรียนว่า นอกจากนั้นครับก็ต้องยอมรับว่าเมื่อองค์การมหาชนมีจำนวนมากขึ้น ขนาดขององค์การเติมโตขึ้น สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือต้องเริ่มระมัดระวังปัญหาต่างๆ ซึ่งอยู่ในระบบราชการคืบคลานเข้ามาอยู่ในระบบองค์การมหาชน เช่นเดียวกัน ตรงนี้เป็นหัวใจเลยนะครับ เพราะว่าถ้าเราปล่อยสภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นวันหนึ่งจะต้องมีรัฐบาลในอนาคต ข้างหน้าที่บอกว่างานของรัฐบาลไม่สามารถทำได้ในรูปของราชการ รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน และต้องไปออกกฎหมายสร้างหน่วยงานของรัฐอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา ผมไม่ต้องการเห็นอย่างนั้นนะครับ ยกเว้นมีเหตุผลที่ดีจริงๆ ว่ามีรูปแบบพิเศษอะไร
พูดตรงนี้ด้วยความห่วงใยครับ เพราะว่าเป็นธรรมชาติของทุกองค์กร ทุกองค์การ ทุกหน่วยงานว่า เมื่อเติบโตขึ้นมีขนาดใหญ่มากขึ้น มีความรู้สึกว่ามีความมั่นคงมากขึ้น สิ่งหนึ่งซึ่งคืบคลานเข้ามาก็คือ การมีวัฒนธรรมของความเคยชิน ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร และบางทีถ้าไม่มีการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็พยายามย้อนกลับไปอิงกับระบบราชการอีก ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องระมัดระวังกันเป็นอย่างยิ่ง
ผมเห็นอาการตั้งแต่เรื่องของการพยายามที่ต้องการจะมีการแบ่งแยก จำแนกประเภทของหน่วยงานเพื่อมีผลในเรื่องของค่าตอบแทนของผู้บริหารอันนี้ก็ คงต้องพูดตรงไปตรงมา ซึ่งผมคิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้นะครับขอให้พวกเราทุกคนได้มีความระมัดระวัง แต่ผมยังมีความเชื่อมั่นว่ากรอบของกฎหมายที่มีอยู่กับระบบการดูแลติดตาม กำกับที่ดีและที่สำคัญคือ ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายของรัฐบาลเองที่ต้องมีความเข้าอกเข้าใจว่าวัตถุ ประสงค์ของการดำเนินงานของหน่วยงานเหล่านี้เป็นอย่างไร และมีการติดตามอย่างเป็นระบบ เป็นธรรม ก็จะมีส่วนช่วยได้สนับสนุนได้อย่างมาก
ผมให้ความมั่นใจครับว่า รัฐบาลนี้จะดำเนินงานด้วยการสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และจะพยายามขจัดปัญหา อุปสรรคทั้งหลายที่ทำให้การงานของท่านติดขัด แต่ขณะเดียวกันก็ขอเชิญชวนและเรียกร้องว่าทุกคนต้องช่วยกันพิสูจน์ความเข้ม แข็งขององค์การมหาชนเอง ด้วยการแสดงออกถึงการใช้การแสดงออกด้วยความยืดหยุ่นที่มีอยู่ผลักดันให้เกิด ประสิทธิภาพ ผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อหน่วยงานอื่นๆ และต่อประชาชนโดยส่วนรวม
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านในการปฏิบัติภารกิจและก็ขอขอบคุณ องค์การมหาชนทุกแห่งที่ได้พยายามทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมาเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ขออวยพรให้การดำเนินงานต่อจากนี้ไปบรรลุผลสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ ขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้ครับ.

หนึ่งทศวรรษองค์การมหาชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย

องค์การมหาชนเพื่อชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจมั่นคง

ผู้นำชุมชนบ้านมั่นคงร่วมงานวันองค์การมหาชน


ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและผู้นำชุมชนมอบของที่ระลึก ท่านนายกรัฐมนตรี





