นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนา “สมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น” เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก 2009 ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ร่วมกับคณะอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชนเมืองและชนบท ภายใต้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ หน่วยงานพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันจัดงาน ณ หอประชุมใหญ่ สำนักงานสหประชาชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมที่สหประชาชาติให้ความสนใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และมีศักดิ์ศรี โดยมีเป้าหมายพัฒนาผู้คนที่อาศัยในชุมชนแออัดทั่วโลก 100 ล้านคน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายในปี 2563 ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมไทยให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะการจัดการเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.) จะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ประมาณ 1 พันล้านบาทสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสเข้าถึง ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และกำลังวางแผนเพิ่มงบประมาณฯ อาจจะเป็นช่วงของการระดมทุนในพระราชบัญญัติในปฏิบัติการไทยเข็มแข็งหรืองบประมาณปีต่อไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งถือว่าเป็นภาษีสำคัญในการถือครองกระจายในอนาคต และได้หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประชาชนภาคต่างๆ ว่า การเก็บภาษีนี้จะได้สมทบกองทุนที่จะมีการพัฒนาธนาคารที่ดินต่อไป โดยผ่านกลไกต่างๆ ทั้งกฎหมาย และงบประมาณ ขอยืนยันอีกครั้งเป้าหมายของรัฐบาลคือ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เป็นไปไม่ได้ถ้าคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ขาดปัจจัยสี่ และที่อยู่อาศัยมีหลักประกันที่มั่นคง ถือเป็นส่วนสำคัญในคุณภาพชีวิต และต้องย้ำอีกว่า ความสำเร็จของปัญหานี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ากระบวนการชุมชนขาดความแข็งแข็ง และความสามัคคีของประชาชน และการทุ่มเทที่ต้องอาศัยเวลา
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบรางวัลให้กับผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ทำงานพัฒนนาเป็นกรณีตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินโดยชุมชนและท้องถิ่นจำนวน 5 รางวัล คือ
1. รางวัลการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี มอบให้ให้แก่ คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี อำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส
2. รางวัลการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง และ การจัดตั้งกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยของเมืองโดยชุมชนท้องถิ่น มอบรางวัลให้แก่ คณะกรรมการเมืองเทศบาลเมืองชุมชนแพ
3. รางวัล การใช้ที่ดินสาธารณะเพื่อที่อยู่อาศัยของชุมชน มอบรางวัลให้แก่ คณะทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยเทศบาลเมืองตะพานหิน จ.พิจิตร
4. รางวัล การพัฒนาขัอบัญญัติท้องถิ่นสนับสนุนกระบวนการจัดการทรัพยากรและที่ดินของชุมชนท้องถิ่น มอบรางวัลให้แก่ คณะทำงานพัฒนาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น
5. รางวัล การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนทั้งเมือง เทศบาลตำบลลำลูกกา จ.ปทุมธานี มอบรางวัลให้แก่คณะกรรมการเมืองเทศบาลตำบลลำลูกกา
นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 โครงการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ คือ 1. โครงการบ้านเอื้ออาทร สำหรับผู้มีรายได้ประจำ และข้าราชการรายได้น้อย 2.โครงการบ้านมั่นคง เป็นโครงการสำหรับคนยากจน ไม่มีรายได้ประจำ โดยในวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.) จะเสนอคณะรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณ 1,000 ล้านบาท และกำลังจะเสนอขออนุมัติงบฯ อีก 2,000 ล้านบาท ในงบโครงการไทยเข้มแข็ง 2 ดังนั้น โดยรวมปี 2552-2553 รัฐจะมีงบฯ สร้างที่อยู่อาศัย 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบัน ประชาชนยากจนได้รับความช่วยเหลือในโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 86,000 ครอบครัว
โดยในการประชุมครั้งนี้ มีตัวแทนประชาชนขึ้นกล่าวถึงข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาบทบาทองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ซึ่งประกาศโดยนายสมบูรณ์ สิงกิ่ง เป็นผู้แทนชมชนจาก จ.นครราชสีมา และเป็นอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย กล่าวถึงข้อเสนอ 3 ข้อคือ
๑.งานสำคัญที่ขบวนองค์กรชุมชนจะร่วมกันดำเนินการ
๑.๑ ร่วมกันจัดทำข้อมูลผู้เดือดร้อน และข้อมูลที่ดินที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ตำบล/เมือง
๑.๒ พัฒนากลุ่ม/องค์กรชุมชนที่มีการตั้งและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้วให้เข้มแข็ง ๑.๓ พัฒนาระบบการจัดการที่ดินร่วมกันในลักษณะโฉนดชุมชน สร้างกติกาชุมชน เพื่อดูแลรักษาให้ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินคงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน
๑.๔ จัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน ประสานกับท้องถิ่นให้มีการร่วมกันจัดตั้งกองทุนในระดับท้องถิ่นที่มีการสมทบร่วมกัน
๒.งานที่ขบวนองค์กรชุมชนจะทำร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นและให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุน
๒.๑ การจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในระดับตำบล /เมือง/อำเภอ ที่มีองค์ประกอบจากองค์กรชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน หน่วยงานปกครอง/ท้องที่ ภาคประชาสังคม /วิชาการ
๒.๒ ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุนบุคลากร/เจ้าหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกับชุมชน เครื่องมือในการทำงาน งบประมาณในการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัย และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ
๒.๓ ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ร่วมทำงานกับชุมชน ออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติเพื่อสนับสนุนการจัดการที่อยู่อาศัย ที่ดิน และทรัพยากร รวมทั้งการผ่อนปรนกฎระเบียบในการทำโครงการที่อยู่อาศัยชุมชน เช่น การอนุญาตปลูกสร้าง การควบคุมอาคาร
๒.๔ ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย การจัดการที่ดิน และการใช้ทรัพยากรในระดับตำบล/เมือง และสนับสนุนงานพัฒนาที่ต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย การจัดสวัสดิการชุมชน การพัฒนาสภาพแวดล้อม ทรัพยากร สาธารณูปโภค ฯลฯ
๓.ข้อเสนอต่อรัฐบาลในการสนับสนุนการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่น
๓.๑ ให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำนในระดับจังหวัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยมีองค์ประกอบของกรรมการจากผู้แทนชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินรัฐประเภทต่างๆ หน่วยงานปกครอง องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม/วิชาการ
๓.๒ ให้เร่งรัดปรับปรุง แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ป่าไม้ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ และเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เช่น พ.ร.บ.การควบคุมอาคาร การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่สหกรณ์ที่ดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ฯลฯ
๓.๓ ให้มีมติคณะรัฐมนตรี/กฎหมาย รับรองสิทธิที่ดินในพื้นที่ที่ได้มีการจัดทำข้อมูล แผนที่ และรวบรวมหลักฐานต่างๆครบถ้วนแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประกาศที่เขตป่าหรือเขตที่ดินรัฐทับที่ทำกิน เพื่อให้ชุมชนได้รับสิทธิในที่ดินทำกินและอยู่อาศัยที่มั่นคง รวมทั้งการมอบพื้นที่ที่ชุมชนทำกินและอยู่อาศัยอยู่แล้วมาใช้ในการจัดสิทธิที่ดินร่วมในลักษณะโฉนดชุมชน
๓.๔ ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ พิจารณาแนวทางการกระจายอำนาจการจัดการที่ดินรัฐประเภทต่างๆไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินระดับจังหวัด เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถสามารถนำที่ดินที่เป็นที่ว่างหรือที่ดินที่ชุมชนอยู่อาศัย/ทำกินอยู่แล้วมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของชุมชนในพื้นที่ได้
๓.๕ เร่งจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินระดับชาติ โดยมีที่มางบประมาณจากภาษีที่ดินและการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่อยู่อาศัย และกระจายงบประมาณเพื่อสมทบกองทุนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินระดับท้องถิ่น รวมทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า
๓.๖ เร่งรัดอนุมัติและให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง และให้ใช้งบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชนบทที่มีความจำเป็นได้
๓.๗ ให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำระเบียบ/แนวทางปฎิบัติสำหรับองค์กรปกครองท้องถิ่นในการร่วมดำเนินการและสนับสนุนการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชน เพื่อให้องค์กรปกครองท้องถิ่นได้มีแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง
หลังจากนั้นได้มีการอภิปรายเรื่อง “ที่ดินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง : สู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นโดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” และการเดินขบวนรณรงค์ของสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนเมืองแห่งชาติ (สอช.) เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันที่อยู่อาศัยโลก.











