เมื่อวันที่ ๑๓-๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา สำนักงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนและภาคี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ทิศทางการขับเคลื่อนงานจัดสวัสดิการชุมชน ปี ๒๕๕๔” ณ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อสรุปบทเรียน แลกเปลี่ยนสถานการณ์การดำเนินงานภายใต้โครงการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ปี ๒๕๕๓ จัดทำข้อเสนอการดำเนินงาน และออกแบบวางแผนการจัดระบบงานสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ปี ๒๕๕๔ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๘๐ คน ที่ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการโครงสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ผู้แทนองค์กรชุมชน และกองเลขาสวัสดิการชุมชน ๕ ภาค รวมทั้งเจ้าหน้าที่ พอช.
ซึ่งวาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือการมาร่วมกันออกแบบแนวทางการยกระดับการขับเคลื่อนงานสนับสนุนการจัดสวัสดิการ ปี ๒๕๕๔ หวังสร้างคุณภาพความเข้มแข็งของขบวนสวัสดิการชุมชน จากพลังความร่วมมือในทุกระดับภายใต้เป้าหมายมีขบวนที่เข้มแข็ง มีคุณภาพสู่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล โดยแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นเป็นรายภาค ๕ ภาค ซึ่งมีบรรยากาศการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันอย่างจริงจัง
นายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. สังเคราะห์ความคิดเห็นจากการระดมของ ๕ ภาค เสนอการเคลื่อนขบวนแบบ ๔ ประสาน หวังเห็นการเคลื่อนขบวนงานสวัสดิการชุมชน สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย โดยระบุว่า การสัมมนาในครั้งนี้มีความสำคัญต่อแนวทางการจัดทัพปรับการเคลื่อนขบวนเป็นอย่างมาก การประชุมไม่ใช่แค่มาหารือเสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นต้องมีปฏิบัติการเกิดขึ้นจริงว่าเราจะเคลื่อนอย่างไรดี หลังจากที่ได้ฟังข้อเสนอจากทุกภาคแล้วสามารถประมวลสรุปเป็นการเคลื่อนขบวนแบบ ๔ ประสาน ซึ่งต้องลงมือปฏิบัติการ โดยมีกรอบระยะเวลาที่สามารถเคลื่อนตัวได้จริง
1. สร้างขบวนการและปฏิบัติการในพื้นที่ โดยมีจุดเริ่มต้นที่การสัมมนาแกนจังหวัด รวมทั้งคณะกรรมการสวัสดิการจังหวัด ๑๒ ท่าน อาจจัดในระดับภาค หรือระดับเขต อย่างเช่นภาคอีสาน อาจแบ่งเป็น ๓ เขต ภาคกลาง ๒ เขต เป็นต้น เพื่อให้พี่น้องเครือข่ายมาจับเข่าคุยกันถึงสาระสำคัญในความเข้าใจเรื่องอุดมการณ์ ขบวนการ และวิเคราะห์สถานการณ์รายจังหวัดถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องของกลไกในระดับต่างๆ จนสามารถวางเป็นแผนปฏิบัติการได้ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงบูรณาการจะทำอย่างไร การทำงานกับภาคีต่างๆ ทำอย่างไร ฯลฯ
2. แสดงความจริงให้ปรากฏ นั่นคือสิ่งที่เราคิดเราทำมาหลายปี มีสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่จะสามารถสื่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่เห็นมากนัก ถ้าเราลองค้นหาพื้นที่รูปธรรมที่สามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ไหนจัดสวัสดิการโดยวิถีวัฒนธรรมเดิมช่วยกันแบบที่มีอุดมการณ์จริงอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง ที่ไหนที่มีความร่วมไม้ร่วมมือกับท้องถิ่นอย่างดีมากอยู่ที่ไหน หรือที่ไหนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีบ้านวัดโรงเรียนมาร่วมกันจัดระบบสวัสดิการในชุมชน ซึ่งหลายจังหวัดมีการทำเต็มพื้นที่ทุกตำบล และมีการจัดทำข้อมูลเผยแพร่พร้อมที่จะแสดงโดยให้ต้นฉบับที่เป็นคนในพื้นที่จริงเขียนขึ้นมาเอง และจัดกิจกรรม Event ในพื้นที่ เช่นเชิญรัฐมนตรีลงไปดู เชิญคณะกรรมการปฏิรูปลงเยี่ยมพื้นที่เป็นการสร้างความตื่นตัว เพราะปัจจุบันมีหลายหน่วยงานสนใจ
3. สร้างสถานะของขบวนประชาชนในพื้นที่นโยบายสาธารณะ แสดงจุดยืนของขบวนสวัสดิการชุมชนให้ชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว โดยอาจประชุมแกนนำในระดับชาติเพื่อตั้งขบวนจากตรงกลาง ที่เป็นทีมเฉพาะเพื่อดูเรื่องนี้อาจเชิญนักวิชาการมาให้ความเห็น และประมวลเป็นยุทธศาสตร์กลางที่จะไปหนุนเสริมขบวนภาคให้สามารถขยับได้อย่างดี วิเคราะห์จัดทำข้อเสนอแนวทางของภาคประชาชนที่มีต่อกฏหมายและนโยบาย
4. แสดงศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการ ของทั้งขบวน ซึ่งมีระบบข้อมูลสวัสดิการชุมชนที่สามารถแสดงได้อย่างชัดเจน มีการจัดการความรู้และยกระดับสู่สาธารณะ หรือมีระบบรายงานโครงการอย่างเป็นระบบ เปิดเผย โปร่งใส สามารถแสดงให้สังคมได้เห็นว่าโครงการนี้ก่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านและสังคมแท้จริง
นายสิน กล่าวเพิ่มเติมว่า และที่สำคัญการเคลื่อนขบวนแบบ ๔ ประสาน ต้องเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งงานสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งในองคาพยพที่มีพลังการขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยได้ เพราะสวัสดิการชุมชนเป็นวิถีของสังคมไทยที่เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน งานสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ดังนั้นเราควรรีบขยับให้ทันกับสถานการณ์ของบ้านเมือง
นายสุรพร ชัยชาญ ประธานร่วมคณะอนุกรรมการโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน สิ่งที่เราอยากจะเดินอยากจะไป ต้องสร้างเงื่อนไขที่เป็นคุณ ข้อควรระวังในโครงสร้างการทำงานที่เรากำลังจะพัฒนาขึ้นมา เราต้องสร้างให้เป็นปัจจัยที่เป็นคุณกับภาคีในทุกภูมิภาค สิ่งไหนที่เป็นคุณ เอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย ให้เกิดความสามัคคี เราต้องสร้างกันให้ได้
การสันทัดที่จะไปสามัคคีกับผู้อื่น ไปทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นศาสตร์และศิลป์ที่พวกเราต้องเรียนรู้ บางครั้ง ถ้าเรามาอธิบายปัญหาก็มีเยอะ เราพูดถึงการเดินไปข้างหน้า ถ้าเราสันทัดที่จะไปเชื่อมโยงกับภาคีเราต้องไม่เสียจุดยืนของงานสวัสดิการชุมชน ที่วันนี้เรามาร่วมกันตกผลึก ในขณะเดียวกันวิธีการทำงานเราต้องมีความยืดหยุ่น บางพื้นที่ภาคประชาชนแข็งจากความรู้สึกที่ถูกกดทับมานาน ความคิดครั้งแรกเลยเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ วิธีการเลยไปอีกแบบ หลายจังหวัดไม่สันทัดที่จะไปสามัคคีร่วมกับภาครัฐ หลายจังหวัดผู้ว่าเสนออย่างไรก็เอาด้วยกับเขาโดยเสียจุดยืนของตนเอง ซึ่งเราต้องกลับไปลงมือ ถ้าไม่ทำเท่ากับวันนี้เราว่างเปล่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้เราต้องลงมือจัดการแล้ว ขยับงานสวัสดิการให้เดินต่อไปข้างหน้า
ทั้งนี้ที่ประชุมได้อาสาสมัครที่จะมาเป็นทีมปฏิบัติการเพื่อจัดทำคู่มืองานสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีตัวแทนภาคละ ๑ คน โดยในเบื้องต้นจะรวบรวม สรุปข้อมูล ความคิดเห็น แนวทางการทำงานเพื่อส่งต่อให้กับผู้เข้าร่วมได้นำกลับไปหารือในภาคของตนเองต่อไป


