อนุกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคเหนือ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือ ระหว่างวันที่ ๖ – ๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ เพื่อเสริมสร้างให้แกนนำสภาองค์กรชุมชนเกิดความรู้ความเข้าใจ พัฒนาทักษะวิธีคิดเชิงระบบ และเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาและผลกระทบ งานพัฒนาจากชุมชนท้องถิ่นสู่สังคมประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจากตัวแทนสภาองค์กรชุมชน ๑๕ จังหวัดภาคเหนือ จำนวน ๖๐ คน
นายสนอง เนียมเหลี่ยม ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือ กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ศึกษาดูงานจริงในพื้นที่รูปธรรม ตามยุทธศาสตร์ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ซึ่งผู้เข้าอบรมได้ลงพื้นที่ไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากประสบการณ์ของ สภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย และสภาองค์กรชุมชนตำบลพระพุทธบาท อ.เชียงกลาง จ.น่าน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่มาอบรมได้เกิดการวางแผนการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนในตำบลได้ชัดเจน และสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นของตนเอง
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ กล่าวว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยใช้สภาองค์กรชุมชนในการพัฒนา การดำเนินงานไม่ใช่การบริหารจัดการงบประมาณตามโครงการหรือกิจกรรม แต่ต้องกำหนดแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เปลี่ยนแปลงวิธีการงบประมาณ โดยองค์กรชุมชนท้องถิ่น และใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นกลไกในการเชื่อมโยงการมีกฎหมายที่เอื้อต่อชุมชนท้องถิ่น สอดคล้องต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สภาองค์กรชุมชนจะเป็นกลไกในการระดม รวบรวม ข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และให้ความสำคัญกับสิ่งที่ส่งผลต่อการแก้ไขและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งที่ร่วมกันดำเนินการนี้คือ “นโยบายสาธารณะของชุมชน”
“สภาองค์กรชุมชนทำหน้าที่ในการเป็นกลไกกลางให้ชุมชน ท้องถิ่น มาพบปะแลกเปลี่ยนกัน และสร้างเป็นการเมืองภาคพลเมืองของชาวบ้าน ไม่ใช่กลไกเชิงอำนาจ แต่เป็นการสร้างความดีร่วมกัน “ นายปฏิภาณกล่าว
ทั้งนี้ ผู้เข้าอบรมได้ลงพื้นที่ไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากประสบการณ์ของ สภาองค์กรชุมชนพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลพระพุทธบาท อ.เชียงกลาง ซึ่งใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีการขับเคลื่อนในทุกประเด็น ได้แก่ เรื่องการขยายการจัดการทรัพยากรป่า น้ำ ไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องสารพิษในไร่ข้าวโพดไม่ให้ไหลลงแม่น้ำ และร่วมทำกฎเหล็กของหมู่บ้าน ในอำเภอเชียงกลางที่ปฏิบัติร่วมกันโดย ให้สภาฯ ประกาศรองรับเป็นมติกลางที่ใช้ร่วมกัน
ส่วนพื้นที่ตำบลนาไร่หลวง อ.สองแคว จ.น่านเป็นพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ จากโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า ๕๐๐ กิโลโวลต์ ที่กฟผ.จะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาลิกไนต์ สปป.ลาว ซึ่ง กฟผ.ต้องก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า ๕๐๐ กิโลโวลต์ จากชายแดน ในเส้นทางพื้นที่ป่าชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ๑B ต.ชนแดน อ.สองแคว จ.น่าน ผ่าน จ.แพร่ และเข้าสู่สถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ๓ จ.ลำปาง ระยะทาง ๒๗๐กิโลเมตร และเนื่องจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า ๕๐๐ กิโลโวลต์มีแนวสายบางส่วนพาดผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมจำนวน ๒๓ ช่วง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ๙ ป่าระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร โครงการนี้ จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งการก่อสร้างเสาไฟฟ้าจะต้องพาดผ่านป่าชุมชน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากที่จะต้องถูกตัดโค่น ทำให้ระบบนิเวศเสียหาย และในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณน้ำ ต้นน้ำที่มีสภาพเหือดแห้ง
สำหรับพื้นที่ สภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย นางฑิฆัมพร กองสอน กล่าวว่า แนวทางการบูรณาการภาคีกับภาครัฐนั้น สภาองค์กรชุมชนต.บัวใหญ่ มีการเชื่อมประสานการทำงาน คือ การเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีต่างๆ เท่าที่สามารถเข้าไปได้ ด้วยการวางเป้าหมายให้เป็นเรื่องเดียวกัน รวมตัวกันในนามคนบัวใหญ่ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ทุกคนทุกหน่วยงานในตำบลสามารถพุดแทนกันได้



