เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลางตอนบนและตะวันตก ร่วมกับคณะกรรมการฟื้นฟูภัยพิบัติ องค์กรภาคี และหน่วยงานท้องถิ่น จ.พระนครศรีอยุธยา จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการน้ำโดยองค์กรชุมชน ณ วัดจุฬามณี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล โดยนำบทเรียนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ และ ๒๕๕๔ มาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ย้ำสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม คือการจัดการน้ำท่วมโดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองร่วมกับท้องถิ่นลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยชุมชนเอง
ทั้งนี้ ขบวนองค์กรชุมชนเห็นพ้องต้องกันแล้วที่จะไม่รอรับ ไม่รอให้ปัญหามาถึง โดยเฉพาะปัญหาภัยธรรมชาติ แม้จะรู้ดีว่า ไม่สามารถควบคุมความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ชุมชนสามารถป้องกันได้
ไฟซ้อล บุญรอด ตัวแทนคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา บอกเล่าบทเรียนให้ฟังว่า สมัยที่ยังเป็นเด็ก เมื่อเรารู้ว่าใกล้จะถึงหน้าน้ำมาแล้ว เด็กๆ จะมีความสุขมาก เพราะนอกจากจะได้เล่นน้ำ บรรดาพ่อแม่ยังได้ตักน้ำโดยไม่ต้องเดินไกลอีกด้วย เพราะน้ำจะขึ้นมาจนเกือบถึงพื้นบ้าน แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อไหร่ที่น้ำมา เมื่อนั้นพี่น้องชาวบ้านก็จะต้องพบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ เป็นต้นมา และที่สำคัญ เรื่องน้ำกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งที่ทำให้คนทะเลาะกัน เพราะต่างคนต่างขุดลอกคูคลอง ขุดถนนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าบ้านตนเอง แต่ลืมไปว่าเมื่อเราขุดไม่ให้น้ำเข้าบ้านเรา น้ำก็ไหลเข้าไปท่วมบ้านเพื่อน ทำให้คนในชุมชนต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันเอง
ดังนั้น บทเรียนสำคัญที่เราสรุปได้ในการจัดการน้ำ คือ ความเสีบสละ ความสามัคคีจากทุกฝ่าย ทั้งพี่น้องชาวบ้าน ท้องถิ่น ท้องที่ ที่ร่วมมือกันช่วยเหลือกัน เช่น เวลาแจกถุงยังชีพ เราจะไม่แจกเมื่อสิ่งของยังมาไม่ครบทุกหลังคาเรือนที่เดือดร้อน เพราะจะทำให้คนขัดแย้งกันทันที คนนั้นได้คนนี้ไม่ได้ อีกประการหนึ่งที่เราเห็นความร่วมมือจากวิกฤติ คือ การสร้างสะพานสาธารณะที่ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
บทเรียนที่ตามมาอีกด้านหนึ่งคือ วิธีการป้องกันปัญหาระยะยาว เรารักษาความชุ่มชื้นของป่าไว้ เพื่อให้เกิดทิศทางน้ำที่เหมาะสม มีคูคลองให้น้ำไหลอย่างมีทิศทาง ในส่วนของการตั้งรับเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ การเตือนภัยโดยเสียงตามสายของชุมชน ให้ความรู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ มากน้อยแค่ไหน และเตรียมพื้นที่กลางเพื่อไว้รองรับผู้ประสบปัญหากรณีที่อยู่อาศัยพังเสียหาย
รท.บุญชอบ สมัครวงษ์ ประธานสภาองค์ชุมชนตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรีตัวแทนผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกท่านหนึ่ง ได้บอกเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาเกิดขึ้น ปรากฏการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้น คือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ บ้านเรือนของพี่น้องที่อยู่ริมน้ำได้รับผลกระทบเรื่อย ๆ พี่น้องจึงมีแนวคิดว่า เมื่อหลีกหนีปัญหาไม่ได้ เราก็จะอยู่ร่วมกับปัญหาให้ได้ วิธีการแรกที่เริ่มดำเนินการ คือ ฝึกอบรมเด็ก เยาวชน และชาวบ้านให้รู้จักการรับมือจากน้ำ รู้จักวิธีใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือทางน้ำ รวมถึงพาลงพื้นที่น้ำท่วมจริง เพื่อให้เรียนรู้ถึงวิธีการช่วยเหลือคนที่ประสบภัยน้ำท่วม คนจมน้ำ รวมถึง การทำการเกษตรบนน้ำ เช่น ปลูกผักบนถาด บนแพ เป็นต้น ต่าง ๆ เหล่านี้คือวิธีการฝึกให้ชาวบ้านรับมือกับน้ำได้อย่างมีความสุข
ม้วน เขียวอุบล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหาดทนง จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องรับมือกับปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ได้ร่วมบอกเล่าว่า เมื่อน้ำมาทำอย่างไรข้าวปลาเราจะไม่เสียหาย วิธีการคือให้ทุกคนมีส่วนร่วม พูดคุยกัน เช่น ปีหนึ่งควรทำนาเพียงสองครั้ง เพื่อหลบหลีกน้ำท่วม ปลูกครั้งแรก ๑ ธันวาคม เก็บเกี่ยวมีนาคม แล้วปลูกครั้งที่สองเดือนเมษายน เก็บเกี่ยวกรกฎาคม เพราะน้ำจะมาประมาณกันยายน-ตุลาคม เราจะสามารถหลีกน้ำท่วมได้ เป็นต้น เมื่อเราปรับธรรมชาติไม่ได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และศึกษาธรรมชาติให้ได้
ขณะที่นายชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บอกเล่าวิธีการจัดการน้ำของคนบางบาลว่า คนบางบาลประสบกับปัญหาจากผลกระทบมากกว่ารับปัญหาจากธรรมชาติโดยตรง คือ การขุดแม่น้ำ และการดูดทราย บางที่ของแม่น้ำยังมีความลึกมากกว่าปกติ การที่น้ำลึกกว่าปกติจะทำให้น้ำไหลช้าลง นอกจากนั้นยังมีน้ำทะเลหนุนขึ้นมาอีกด้วย คนบางบาลจึงจัดการด้วยวิธีการผันน้ำจากแม่น้ำใหญ่เข้าไปยังคลองสายต่าง ๆ เช่น คลองระพีพัฒน์ และคลองมะขามเฒ่า ทำให้ชาวบ้านทำนาได้ปีละสามครั้ง
ธีระวิทย์ บุญเกิด ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตาล จังหวัดลพบุรี ใช้วิธีการจัดการน้ำ โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตาลเป็นศูนย์รวมความคิด ค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหา และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น อสม.ร่วมกันระดมสิ่งของช่วยเหลือในเบื้องต้น หลังจากนั้น ให้การช่วยเหลือสร้างบ้านให้กับพี่น้องที่ได้รับความเสียหาย โดยใช้กระบวนการสร้างจิตอาสาให้กับคนในชุมชน เนื่องจากพี่น้องไม่มีงบประมาณในการสร้างบ้าน แต่เราใช้จิตอาสามาระดมกำลังช่วยกันสร้างบ้านให้กับคนในชุมชน หรือผู้ด้อยโอกาสในชุมชน
ไม่เพียงแค่ลุ่มน้ำทางภาคกลางตอนบนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเครือข่ายลุ่มน้ำทางภาคตะวันตกอาทิลุ่มน้ำท่าจีน ฯก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
กมล เปี่ยสมบูรณ์ ผู้แทนเครือข่ายสภาลุ่มน้ำท่าจีนเล่าให้ฟังว่า การจัดการกับปัญหาน้ำท่วมของบ้านเมืองเป็นการจัดการแบบพายเรือในอ่าง คือ พอน้ำท่วม ก็น้ำเน่า พอเน่าก็เจอกับแน่น คือ เน่าเพราะทุกคนล้วนปล่อยอะไรต่อมิอะไรลงน้ำ และก็แน่นไปด้วยผักตบชวา เป็นต้น
ที่ผ่านมา เราใช้วิธีการใช้สื่อในการจัดการน้ำ คือ ชวนสื่อมาทำข่าวการจัดการน้ำของคนท่าจีน เช่น ขุดลอกผักตบตลอดลำน้ำท่าจีน ทำให้แม่น้ำท่าจีนโล่งโปร่งตาขึ้นมาทันใด วิธีที่สอง คือ ขอร่วมจัดการน้ำกับภาครัฐ และวิธีการที่สาม คือ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้การไอน้ำออกจากสวน หรือระบายน้ำออกจากร่องสวนเพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าบ้านตนเอง
อีกวิธีการหนึ่ง คือ หันกลับมาดูต้นทุนของการจัดการน้ำเดิมที่มีอยู่ เช่น สำรวจดูว่าในพื้นที่ของเราเองมีคลองเก่าที่เคยขุดไว้แล้วหรือไม่ มีเครื่องปั่นเก่า ๆ ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องช่วยปั่นน้ำได้หรือไม่ เป็นต้น ปัจจุบันนี้ เราใช้วิธีการผันน้ำด้วยภูมิปัญญาเก่า ๆ ที่เราเคยใช้มาแล้ว ที่สำคัญต้องมีวิธีการเตรียมการล่วงหน้า ไม่รอให้น้ำมาแล้วค่อยผัน และผันก่อนที่น้ำจะมาถึง รวมถึงต้องมีกลไกในการจัดการน้ำด้วย เรียกว่า เป็นสภาลุ่มน้ำท่าจีน เพื่อมาร่วมกันจัดการกับปัญหาและร่วมมือรับมือกับปัญหา
ปัญหาที่ชุมชนได้ประสบมาได้สร้างองค์ความรู้ที่อยู่คู่ชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมกันในชุมชน ขยายโดยการเชื่อมโยงกับผู้ประสบปัญหาร่วมกันเป็นเครือข่าย โดยการหนุนเสริมจาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบในการที่จะร่วมกันจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองเป็นหลัก โดยมีข้อสรุปและข้อเสนอแนะร่วมกัน ดังนี้
แนวทางการปฏิรูปการจัดการน้ำ โดยองค์กรชุมชนท้องถิ่น
จัดการอย่างไรจึงจะได้ผลอย่างยั่งยืน
๑. ระบบการจัดการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
· ข้อควรพัฒนาต่อการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ : ลดช่องว่างของการสื่อสารทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอำเภอ มาสู่จังหวัด มาสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข่าวสารที่ถ่ายทอดเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถสื่อสารได้สองแบบ คือ แบบสื่อสารที่เกินจริง เพื่อให้เตรียมความพร้อมรับมือ และแบบเตือนได้น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะไม่สามารถคาดการณ์ วัดปริมาณน้ำไม่ได้ เป็นต้น
· ควบคุมระบบทางเดินของน้ำให้ได้ เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้
· การสังเกตสีของน้ำ เช่น ถ้าน้ำเริ่มขุ่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรที่จะต้องเริ่มแจ้งด้วย โดยใช้สื่อท้องถิ่นในการแจ้งเตือนในระดับพื้นที่ เช่น เสียงตามสาย เป็นต้น
· การประสานความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ท้องที่ที่ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารท้องถิ่น
· ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชาวบ้านมีระบบการจัดการตนเองให้ได้ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานอื่นมาช่วยเหลือ เช่น ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีกองทุนภัยพิบัติของตนเอง ซักซ้อมความเข้าใจ ระบบการเตรียมการ ระบบการบริหารจัดการ เช่น จัดการเรื่องถุงยังชีพ ที่พักชั่วคราว เป็นต้น รวมถึงการฟื้นฟูหลังประสบภัย
· มีระบบข้อมูลที่อ้างอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถแปรมาสู่การจัดการจริงในพื้นที่ โดยการสังเคราะห์ข้อมูลร่วมกันหลายฝ่าย และจัดทำแผนปฏิบัติการของทีมต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น หน่วยงานใดจะรับขนย้ายคน หน่วยงานใดจะสำรวจพื้นที่เพื่ออพยพคน หน่วยงานใดจะจัดส่งถุงยังชีพ เป็นต้น
· เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในหลายช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางที่สามารถให้ชาวบ้านรับรู้ได้เร็ว และมากที่สุด
· ก่อนตัดสินใจปฏิบัติการสิ่งใด ควรวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนให้รอบด้าน และควรให้ประชาชนเข้าร่วมแก้ไขปัญหา
๒. ระบบการจัดการตนเองขององค์กรชุมชน
· เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทางลุ่มน้ำ หรือเครือข่ายชาวบ้าน เพื่อส่งต่อข้อมูลข้อเท็จจริงซึ่งกันและกัน เป็นเครือข่ายการตัดสินใจร่วม
· ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงาน
· การแปรข้อมูลเชิงวิชาการของหน่วยงานราชการเป็นข้อมูลที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
· ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนในการจัดการปัญหาของตนเอง และให้ความรู้กับประชาชน
· เริ่มทดลองนำร่องในพื้นที่ที่จะจัดการตนเองอย่างเป็นระบบ ด้วยความร่วมมือจาก ๓ ฝ่าย คือ ชาวบ้าน ท้องถิ่น ท้องที่ ร่วมกันจัดการ
· ชุมชนสร้างระบบการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงาน
· ชุมชนกำหนดฤดูกาลทำนาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
· ชุมชนต้องส่งเสริมให้มีแหล่งเก็บน้ำของตนเอง
๓. การจัดการที่ยั่งยืนข้อเสนอเชิงนโยบายของภาคประชาชน
· คณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำ
· ทบทวนวิธีการประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติของรัฐบาล
· ชุมชนต้องพัฒนาความรู้ในเรื่องการจัดการข้อมูลโดยเน้นพื้นที่เป็นตัวตั้ง
· สนับสนุนกองทุนภัยพิบัติของภาคประชาชน และพัฒนากลไกการจัดการร่วมระหว่างประชาชนกับท้องถิ่น ในเรื่องการบริหารจัดการสถานการณ์
วิวัฒน์ เจนชัย เรื่อง/ภาพ


