พิมพ์
วัชรา สงมา
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2025

 

altเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนด้านทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิไฮริคเบิร์นประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เครือข่ายฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ และเครือข่ายนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และการปรับตัวท่ามกลางภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ โรงแรมเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีผู้เข้าร่วมเวทีครั้งนี้ประมาณ ๑๒๐ คน

 

 

  

         การจัดเวทีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คน และองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนล่างที่เชื่อมโยงกับภัยพิบัติ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อพัฒนาแผน แนวทางการรับมือกับภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชุมชนมีแผนการปรับตัวท่ามกลางภัยพิบัติ ภายใต้การขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันใน ๗ ประเด็น คือ ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย, ระบบเกษตรที่เหมาะสมกับภาคเหนือตอนล่าง, วิถีชีวิตชาวนาภาคเหนือตอนล่าง, พันธุกรรมท้องถิ่นและความมั่นคงทางอาหาร, โลกร้อนและภัยพิบัติ, นโยบายรัฐและการลงทุนของภาคเอกชนในภาคเหนือตอนล่าง และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

 

         สถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือตอนล่างไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคน การแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เครือข่ายองค์กรชุมชนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ 

alt๑.สถานการณ์การแย่งชิงทรัพยากรยังคงเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ และยังมีการละเมิดสิทธิชุมชนทั้งจากนโยบายและการลงทุน เห็นได้จากนโยบายการพัฒนาของรัฐและโครงการขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้น

๒.วิถีการผลิตและวิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนไป ขณะนี้ชาวนาทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการนา”  ไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง แม้จะเก็บได้ก็เปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพเป็นการผลิตเพื่อการค้า รวมถึงค่านิยมในการดำรงชีวิตก็เป็นไปตามกระแส ทำให้วิถีชีวิต วิถีการผลิต วัฒนธรรมประเพณีชุมชนเปลี่ยนไปตามกระแสการพัฒนาจากภายนอก

๓.เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ทั้งระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ, ชาวบ้านกับนายทุน,ชาวบ้านกับชาวบ้าน, รัฐกับรัฐ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและการลดลงทั้งปริมาณและคุณภาพ ชุมชนสูญเสียหลักประกันด้านความมั่นคงของวิถีชีวิตชุมชน

         โดยที่ผ่านมาชุมชนได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างและพัฒนาองค์กร ขยายเครือข่าย รวมทั้งจัดทำระบบข้อมูลการสื่อสาร พัฒนาพื้นที่รูปธรรมและทดลองทำเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการรณรงค์เผยแพร่ขยายผลในหมู่สมาชิกและสาธารณชนภายนอก รวมถึงปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการผลิตของตนเอง

 alt

          คลองซอย : รูปแบบการปรับตัวของชุมชนตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เป็นการขุดคลองด้วยมือไล่ระดับตามความลาดเอียงของพื้นที่ เป็นการเรียนรู้ และการพึ่งพาระหว่างคน ปลา และน้ำ ด้วยปลาจะเดินทางมาสองช่วง คือช่วงฤดูน้ำหลาก (ปลาน้ำแดง) ปลาจะว่ายเข้าทุ่งนาตามน้ำที่ดันไม้กั้นจากแม่น้ำยม น้ำก็จะระบาดเต็มทุ่ง ปลาจะเข้าไปผสมพันธุ์ และวางไข่ เมื่อน้ำลดปลาก็จะว่ายกลับไปเติบโตที่บริเวณแก่งหลวง อำเภอศรีสัชนาลัย เป็นวัฎจักรของปลาลุ่มน้ำยมที่ยังคงความหลากหลาย และยั่งยืน ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการหาปลาในสองช่วงดังกล่าว ระยะสั้นๆ เพียง ๑๐-๑๕ วัน (ก่อนวันแม่ และช่วงลอยกระทง) จะมีรายได้คลองละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดกับลำน้ำยมมีการปรับระบบการทำเกษตร และการดำรงชีวิตไปตามธรรมชาติ และความเชื่อของชุมชน

หมายเหตุ ปัจจุบันการเปิด-ปิดคลอง หน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งการ

 

        ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อเสนอเชิงนโยบาย คือการแก้ไขระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกฎหมายที่กระทบต่อวิถีชีวิต กรณีฤดูกาลที่เปลี่ยนไปจากการแปรปรวนของภูมิอากาศ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมชุมชนต้องปรับวิถีการดำรงชีวิต ด้วยการหางูเห่า หาปลาเพื่อยังชีพ แต่ก็ขัดกับกฎหมายประมงที่ห้ามจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน/ชุมชน การยุบหน่วยงานรัฐส่วนกลางที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนา การยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.นาเช่า และที่สำคัญคือ รัฐควรให้ความสำคัญกับการทบทวน/ฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนที่ผ่านการปฏิบัติจริง ให้สามารถดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและฤดูกาลที่ไม่อาจควบคุมและกำหนดได้

 

วัชรา สงมา รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter