บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ในอดีตเป็นดินแดนเท็คซัสเมืองไทย ยุคเหมืองแร่ดีบุก (ปี ๒๕๑๖-๒๕๒๕) ทำให้นักแสวงโชคจากทั่วประเทศโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ มากกว่า ๕๑ จังหวัด จากการมาที่หลากหลายต่างกลุ่ม ต่างคนแสวงหาอาณาเขตปกครองของตนเอง และแย่งชิงเพื่อให้อยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลาย หลายคนเอาชีวิตมาทิ้ง หลายคนสร้างฐานะบารมี อิทธิพลขยายฐานการเมือง และหลายคนหมดตัวกลับบ้านเกิดอย่างไร้อนาคต ผ่านพ้นยุคแร่คงเหลือแต่ผู้ไม่มีที่ไป ทำให้ต้องตั้งรกรากปักฐานในดินแดนแห่งนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาคนน้ำเค็มรวมตัวกันไม่ได้ กลุ่มใครกลุ่มมัน ต่างคนต่างอยู่
๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ สึนามิเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ทำลายล้างชุมชนราบเป็นหน้ากลอง บ้านน้ำเค็มเป็นจุดที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน อาชีพมากที่สุด
การเติบโตของผู้นำในภาวะวิกฤติ
ผู้นำชุมชน หลายคนระบุว่า ก่อนเกิดสึนามิ เราทำงานเพื่อส่วนรวมไปตามปกติ บางอย่างทำไปตามหน้าที่ เมื่อก่อนเหมือนกับเขาวาดรูปอะไรมาแล้วบอกให้เราลงสีมากกว่า ไม่เหมือนตอนนี้หลายคนสามารถวาดรูปเองได้บ้างเท่าที่วาดเป็น” หรือบางคนระบุว่า
“เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดสนใจที่จะช่วยเหลือสังคมหรอก แรกๆ ก็ไม่คิดว่าเราจะมีบทบาทในการพัฒนาสังคม และจะต้องมีบทบาทในการช่วยชุมชนส่วนรวม เพราะคิดอย่างเดียวว่าหาศพแม่ให้ได้ก็จะไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่เนื่องจุดรองรับผู้ประสบภัยชุมชนบางม่วงมันใหญ่มาก ผู้นำชุมชนหลายคนเติบโตจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฉพาะหน้า ทำเรื่องบ้านชั่วคราว หลังจากที่ชาวบ้านเริ่มตั้งตัวได้แล้ว เราเริ่มงานพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ กลุ่มต่อเรือ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มวงกบ ตั้งกลุ่มกันมาทำเรื่องต่างๆมากมาย
ภาวะวิกฤติ...เปลี่ยนผ่าน.....ก้าวข้ามปัญหาตนเองสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคม
คุณสมรักษ์ จูดเดช ผู้นำชุมชนคนหนึ่งเล่าว่า “ผมบอกได้ว่าเมื่อก่อนผมไม่เคยมีส่วนร่วมกับงานสาธารณะเลย นอกจากการช่วยเหลืองานส่วนรวมตามวิถีชีวิต งานส่วนรวมผมก็ไม่ขาดไม่ว่างานลงแขกอะไร มันเป็นวิถีของพวกเรามากกว่า และ เริ่มมีการรวมกลุ่มก่อนสึนามิโดยประมงอำเภอมาจัดตั้งผมก็เป็นสมาชิกด้วย จริงๆแล้วไม่คิดอะไรหรอกเห็นเขาชวนก็เป็นและได้ผลประโยชน์บ้างก็เท่านั้นเพราะผมเลี้ยงปลาอยู่แล้วด้วย”
จากสึนามิผมก็เข้ามาร่วมกับเพื่อนๆ เราเริ่มจากกลุ่มอาชีพ จากอาชีพกลุ่มต่อเรือ ช่วงแรกที่ได้เข้ามาอยากได้อุปกรณ์ประกอบอาชีพเข้ากับกลุ่มเรือก็มีออมทรัพย์ ตอนนั้นในกลุ่มเรือเป็นแค่สมาชิก หลังจากมีเศษไม้มากเราก็รวมตัวกันตั้งกลุ่มโรงงานวงกบ และแปรรูปไม้ได้หลายอย่างโดยไม่มีต้นทุนเลย ผมก็กลายเป็นกรรมการ เต็มตัวในกลุ่มวงกบ ตั้งกลุ่มกันมาทำโน้นทำนี่มากมายแต่มีเหตุเตือนภัยให้วิ่งหนีกันบ่อยๆ จากฐานกลุ่มหลายๆกลุ่มพวกเราเลยจัดทีมทำเรื่องแผนเตรียมพร้อม ป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชน
“ผมนั่งทบทวนตัวเองหลายครั้งว่าจริงๆแล้วผมเข้ามาร่วมแค่ต้องการผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาตามความต้องการ และชดเชยสิ่งที่หายไปเท่านั้นแต่เมื่อเข้ามาแล้วได้มีการศึกษาดูงาน พัฒนาทางความคิดโดยโรงเรียนชาวบ้าน อะไรอีกหลายอย่างทำให้เราทบทวนว่า “เราไม่มีอะไรเลยเหมือนเริ่มจากศูนย์ เพื่อนช่วยให้เราอยู่ได้ขณะนี้เรารอดแล้ว ผมถือว่ารอดแล้วเวลาที่เราว่าง หรือยามที่เพื่อนเกิดความลำบากกว่าเราผมต้องไปช่วยเพื่อนบ้างเช่นมอแกลนเกาะเหลา ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายๆที่ เช่นอุตรดิตถ์ เชียงของ ไปทำบ้านที่น้ำท่วมปากพนัง ไปโคราช สุราษฎฯ กระบี่ หาดใหญ่ อะไรอีกมากมายเท่าที่แรงยังมี ผมต้องตอบแทนคืนให้สังคมบ้าง” สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือผมได้ไปช่วยเพื่อนที่ลำบากกว่า”
ในช่วงฟื้นฟูชุมชนหลังสึนามิ จึงเกิดงานพัฒนาที่ชุมชนที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่หลายด้าน ทั้งกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย เช่นกลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง การสร้างบ้านสร้างชุมชนใหม่ ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ๑๐๖ ครอบครัว เกิดธนาคารชุมชน มีระบบสวัสดิการชุมชน เกิดศูนย์ประสานงานชุมชน เกิดศูนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์สึนามิ เกิดโรงเรียนชาวบ้านที่มีหลักสูตรการอบรมที่ชัดเจน เช่นหลักสูตรการพัฒนาผู้หญิงต่อกับการเปลี่ยนแปลง หลักสูตรการจัดการภัยพิบัติชุมชนเป็นฐาน โดยมีผู้ผ่านการอบรมแล้วไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน และอื่นๆอีกมากมาย “ปัญหามีไว้แก้ หากข้ามผ่านทำให้แข็งแกร่งขึ้น บางปัญหาเป็นเรื่องของเขา เราไม่อาจแบกไว้ทั้งหมด
ผู้นำชุมชนและผู้ประสบภัยทำงานในนามเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ เกิดการช่วยเหลือกันในหลายกรณี เช่นเครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต เครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมเกาะลันตา เครือข่ายคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายชาติพันธ์ชาวเล และเครือข่ายชุมชนจังหวัดพังงา เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการแก้ปัญหาร่วมกัน และเป็นฐานในการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง(คปสม.)เพื่อผลักดันนโยบายการแก้ปัญหากับรัฐบาล เช่นในช่วงปลายรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกระดับการเคลื่อนต่อสาธารณะในนาม พีมูฟ โดยการชุมนุมหน้าลานพระรูปยาวนานถึง ๒๒ วัน ยกกรณีตัวอย่างการผลักดันการแก้ปัญหาหลักๆ เช่น
- ปัญหาที่ดิน ทำให้เกิดนโยบายการแก้ปัญหาที่ดินในยุครัฐบาล นายกทักษิณ ชินวัตร โดยมอบให้ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กบร.เพื่อแก้ปัญหาที่ดิน โดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธานอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน ในพื้นที่ภัยพิบัติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช) เป็นกองเลขา และผ่านการเชื่อมต่อมาทุกรัฐบาล ทำให้เกิดรูปธรรมการแก้ปัญหาที่ดินขึ้นในหลายกรณี รูปธรรมกระบวนการแก้ปัญหาที่ดินโดยใช้ชุมชนเป็นหลัก ใช้รัฐศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหา ใช้ข้อมูลชุมชน แผนที่ทำมือเป็นเครื่องมือ จากรูปธรรมดังกล่าวได้ถูกยกระดับในเชิงนโยบายของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน( องค์การมหาชน)ให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาที่ดินขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ
- ปัญหาที่อยู่อาศัย กรณีภัยพิบัติการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยใช้บ้านชั่วคราวเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน ยังเป็นเครื่องมือในการจัดกระบวนการชุมชนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เกิดการขยายบ้านมั่นคงสู่นโยบายบ้านมั่นคงชนบท และพื้นทีงานบ้านมั่นคงในเมืองภูเก็ตอย่างแพร่หลาย
- คนไทยพลัดถิ่น ประเด็นปัญหาได้ถูกหยิบยกขึ้นสู่นโยบาย เช่นกรณีการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การรวบรวมข้อเสนอในการยกร่าง พรบ. การผลักดัน พรบ.คืนสัญชาติ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ๓ วาระและผ่านวุฒิสภาวาระ ๑ รอการยืนยันกฎหมายจากรัฐบาลใหม่
- ผลักดันพื้นที่เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษชาวเล จนเป็นมติ ครม.๒ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ให้ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและปกป้อง พื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของชาวเล ทำให้เกิดกรณีศึกษานำไปสู่มติ ครม.กรณีชุมชนชาวกะเหรี่ยง
การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน
การฟื้นฟูภัยพิบัติไม่สามารถทำให้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยอยู่อย่างปลอดภัยได้ หากขาดการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการชุมชนที่มองเห็นปัญหาร่วมกัน โดยการหนุนเสริมของภาคีพัฒนา ภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น การเริ่มต้นที่ชุมชนโดยการค้นหาข้อมูลของชุมชนโดยคณะทำงานเอง การลงพื้นที่เองเริ่มต้นคิด เริ่มต้นทำ ผลที่ออกมาทำให้คนในชุมชนมั่นใจและพร้อมพอที่จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นที่บ้านน้ำเค็ม ได้ยกเป็นกรณีศึกษา และผลักดันเป็นนโยบายในระดับกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ในโครงการ “ชุมชนเข้มแข็งเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน” ปีแรก ๑๘ ชุมชน ใน๑๘ เขต ทั่วประเทศ ในปี ๒๕๔๘ คณะตัวแทนจาก ๑๘ ประเทศ โดยการนำของผู้อำนวยการอนามัยโลก ลงศึกษาดูงาน ต่อมามีตัวแทนจากรัฐบาลและภาคประชาชนอีกกว่า ๔๐ ประเทศ ทั้งเอเซียและทวีปยุโรป
ขณะเดียวกันตัวแทนชุมชนในประเทศไทย ยังได้นำประสบการณ์บ้านน้ำเค็มในการทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ไปเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในนามตัวแทนประเทศไทยเช่นในเวทีอาเซี่ยน เวทีภัยพิบัติโลก และกรมป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยทำต่อเนื่องทุกปี รูปธรรมดังกล่าวยังไม่เป็นแค่เพียงได้กระบวนการเท่านั้น แต่ยังได้อาสาสมัครที่มีใจสาธารณะอีกมากมาย ใช้ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆที่ดำเนินการโดยชุมชน
กระบวนการเตรียมชุมชนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ จากกรณีศึกษาบ้านน้ำเค็ม
ช่วงวิกฤติขณะเกิดเหตุ
หมายถึง หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดมีระยะเวลา ไม่เกิน ๗ วัน หากมีแผนอยู่ ในแผนควรมีหลักสำคัญดังนี้
๑.จุดนัดหมาย หมายถึงจุดปลอดภัยที่เกิดจากกระบวนการทำแผนเตรียมความพร้อมด้วยกันในชุมชน และกำหนดจุปลอดภัยไว้ อาจมีมากกว่าหนึ่งจุด แต่ทุกคนในชุมชนรู้กันว่าใครไป ณ จุดปลอดภัยใด และคนในบ้านเองต้องเข้าใจตรงกันว่าไม่ต้องตามหากัน แต่จะเจอกัน ณ จุดปลอดภัยของชุมชน เมื่อมาถึงจุดปลอดภัย แต่ละฝ่ายดำเนินการตามหน้าที่ ที่กำหนดด้วยกันในแผน เช่น ฝ่ายลงทะเบียนความเดือดร้อน จำนวนสมาชิกในศูนย์ ความต้องการเร่งด่วน ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายอพยพค้นหา และอาจแบ่งกลุ่มกันดูแล ฝ่ายโรงครัวต้องเตรียมการ
๒. โรงครัว หมายถึง อาหารเป็นเรื่องแรกที่ต้องมีการเตรียมและดูแลผู้อพยพที่มาอาศัยอยู่ด้วยกันฝ่ายโรงครัวเริ่มปฏิบัติการทันที (ท้องถิ่นสนับสนุนทรัพยากร และวัตถุดิบ ได้ตาม พรบ.ภัยพิบัติ 2550) ณ.ศูนย์พัก หรือจุดปลอดภัยจะต้องเป็นพื้นที่เกิบอุปกรณ์เครื่องครัวด้วย สิ่งที่จำเป็นในช่วงเกิดเหตุต้องย้ายมาไว้ที่เดียวกัน
๓.ทีมกู้ภัยหมายถึง ทีมอาสาที่มีหน้าที่ช่วยเหลือกู้ภัย ต้องออกปฏิบัติการทันทีเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนบุคคลที่ยังตกค้างในพื้นที่ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ป่วย และ/หรือผู้ที่กำหนดในแผนไว้ว่าไม่อพยพเพื่อเฝ้าระวังตรวจตราในพื้นที่ ทีมกู้ภัยต้องสนับสนุน เรื่อง อาหาร และอื่นๆตามความจำเป็น
๔.ข้อมูลหมายถึงต้องมีทีมสำรวจข้อมูลสมาชิก/ลงทะเบียน(อาจเป็น อสม. ก็ได้)ว่าครบหรือไม่ครบ/หรือมีใครตกค้างบ้าง รวมถึงข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อประสานความช่วยเหลือไปยัง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงเป็นฐานข้อมูลที่จะดูแลผู้เดือกร้อนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ทั้งหมดเป็นเพียงหลักสำคัญและอาจมีมากหรือน้อยกว่าแล้วแต่ภัยพิบัติและ/หรือสภาพชุมชน การเตรียมการในช่วงนี้ให้พร้อม ชุมชนต้องค้นหาเครื่องมือ อุปกรณ์ในการสนับสนุนให้เกิดความสะดวกและเตรียมการให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เช่น เรือกู้ภัย เครื่องมือกู้ภัย อุปกรณ์ทำครัว วิทยุสื่อสาร อื่นๆ ตามแต่ความจำเป็น
ช่วงการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ/เสริมความเข้มแข็งองค์กรชุมชน
๑.วิเคราะห์ข้อมูล หมายถึง เมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจความเสียหายแล้วนำข้อมูลที่ได้มาประมวลให้ได้ประเด็นสำคัญๆ เช่นผู้เสียหายจำนวนกี่ครอบครัว มีอะไรเสียหายบ้าง ถนน สะพานหรืออื่นๆที่เสียหายทั้งหมด เพื่อนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญที่ต้องฟื้นฟูแก้ปัญหาก่อน และข้อมูลภาพรวมต้องติดในที่เปิดเผย และนำข้อมูลเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำซ้อน และป้องกันการทุจริตได้
๒.จัดทำแผนการฟื้นฟูชุมชน หมายถึงแผนที่เกิดขึ้นจากภายในอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสนอต่อหน่วยงานองค์ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน และเริ่มการฟื้นฟูโดยเริ่มจากภายในชุมชนก่อน หากพบปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังภัยพิบัติ ชุมชนต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา
๓.จัดองค์กรชุมชน หมายถึง จัดตั้งคณะทำงานที่มีศักยภาพและใจอาสาจากสมาชิกในชุมชน (จากประสบการณ์คณะกรรมการที่มาจากท้องที่ ท้องถิ่น เป็นหลักจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้เป็นเอกภาพ เพราะมีปัจจัยภายนอกมากำหนด เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าฯ หรือนโยบายรัฐบาล ซึ่งเหนือการควบคุม) สำคัญคือประสบภัยต้องเป็นหลักให้ได้ ท้องที่ท้องถิ่น เป็นที่ปรึกษา จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ แก้ปัญหาที่ดิน ใช้ทุนในชุมชนก่อน
๔.การสร้างบ้าน หมายถึงบ้านชั่วคราว และบ้านถาวร ซึ่งต้องสร้างบ้านชั่วคราวก่อนเป็นเรื่องแรกหากภัยพิบัติใหญ่เสียหายมากมีบ้านพังทั้งหลัง เพราะจะเป็นกลไกในการเสริมความเข้มแข็งองค์กรชุมชนได้โดยใช้กิจกรรม และประชุมให้เป็นกิจจะลักษณะ บ้านถาวร รัฐไม่ควรสนับสนุนผ่านกระบวนการของรัฐแต่ให้กระบวนการชุมชนบริหารจัดการเองทั้งแรงงานและงบประมาณเพื่อลดการรอคอย และรอรับการช่วยเหลือจนเกิดเป็นประเพณี การสร้างบ้านต้องสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ แบบบ้านต้องออกแบบเอง
บทเรียนในการจัดการภัยพิบัติของชุมชนบ้านน้ำเค็ม จึงเป็นรูปธรรมหนึ่งในการจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น เพื่อจัดการและรับมือกับภัยพิบัติอย่างรอบด้านในกระบวนการทำงานได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพัฒนาทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนและสื่อมวลชน เข้าสนับสนุนการขับเคลื่อนดังกล่าว ทำให้ชุมชนหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ นำบทเรียนนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่และประเทศของตนเองอย่างเหมาะสม ครั้งหน้าจะนำเสนอการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย หรือแผนป้องกันภัยพิบัติ เพื่อลดการสูญเสียให้มากที่สุด


ไมตรี จงไกรจักษ์ ผู้ประสานงานชุมชนบ้านนำเค็ม


