จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่แทบทุกจังหวัดของภาคเหนือโดยเกิดขึ้นหลายรูปแบบ เช่น น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เป็นต้น และมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นในระยะหลังสร้างความเสียหายและความเดือนร้อนให้พี่น้องประชาชนทั้งในส่วนของบ้านเรือนและไร่นา โดยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง และในขณะนี้ระดับน้ำยังท่วมขังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มจะท่วมขังไปอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองเดือน เนื่องจากระดับน้ำจากแม่น้ำสายหลัก ทั้งแม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำแควน้อยยังอยู่ในระดับสูงเกือบล้นตลิ่งในขณะนี้
จากผลกระทบดังกล่าวเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแบ่งปันน้ำใจกันในยามที่เกิดภัยพิบัติเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกจึงร่วมกันตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขึ้น โดยใช้อาคารช่วยเหลือคนพิการอำเภอบางระกำเป็นศูนย์ประสานงาน โดยเริ่มเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยในระยะแรกได้รับงบประมาณสนับสนุนส่วนหนึ่งจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในการจัดการช่วยเหลือเบื้องต้นในการจัดซื้อสิ่งของจำเป็นเร่งด่วน เช่น ข้าวสาร น้ำดื่ม น้ำมันพืชฯ รวมถึงเพื่อสร้างกลไกในการระดมความคิดเห็นและวางแผนร่วมในการจัดการภัยพิบัติชุมชน เป็นการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของชุมชนคนในชุมชนแทนการรอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
จากการทำงานวางแผนการขับเคลื่อนงาน ทั้งส่วนการช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นเฉพาะหน้า ยังมีการการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานและการประเมินพื้นที่ความเสียหายเพื่อการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการแบ่งปันทั่วถึง ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่นๆ โดยให้น้ำหนักความสำคัญในการช่วยเหลือไปที่ผู้เปราะบาง คือ ผู้ชรา ผู้พิการ เด็กและบุคคลที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นลำดับแรก โดยขบวนองค์กรชุมชนอาศัยกลไกสภาองค์กรชุมชนในการเชื่อมประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอรับคำแนะนำและสนับสนุนเพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานของศูนย์ฯ โดยจากการประสานความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ ให้ความช่วยเหลือเข้ามาโดยตลอด ซึ่งทางศูนย์ฯ มีการจัดการกระจายความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนไปแล้วบางส่วนและยังมีการดำเนินการด้านการช่วยเหลือและด้านการจัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพียงแค่อำเภอบางระกำเท่านั้น ยังมีการประสานความร่วมมือและกระจายความช่วยเหลือไปยังองค์กรชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบภัยพิบัติ
โดยมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนร่วมในกลไกความร่วมมือกับขบวนองค์กรชุมชนที่เป็นแกนหลักในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด พิษณุโลก สนับสนุนถุงยังชีพ บุคลากรในการจัดทำฐานข้อมูลผู้เดือนร้อนและสนับสนุนเรือเพื่อใช้ในการทำงานของศูนย์ฯ ศูนย์เสริมสร้างองค์กรชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มูลนิธิฉือจี้ ประเทศไทยจัดตั้งโรงทานเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยทุกวัน และจะดำเนินการจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ อบจ.สนับสนุนถุงยังชีพ ทหารจากกองทัพภาคที่๓ สนับสนุนบุคลากร กลุ่มเครือซีเมนต์ไทย มอบสุขาแบบกล่อง ๓๐๐ ชุด สภาองค์กรชุมชนตำบลวังโพรงมอบเงินสนับสนุนค่าน้ำมันเรือ และมีองค์กรภาคส่วนต่างๆ เป็นกลไกการรับบริจาคในแต่ละจุดเพื่อเป็นสื่อกลางในการระดมความช่วยเหลือมาที่ศูนย์ฯ เช่น เครือข่ายคนพิดโลกรักษ์แผ่นดิน คณะอาจารย์นิสิตบุคลากรของมหาวิทยาลัยนเรศวร โรงเรียนบางระกำวิทยศึกษา ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก คณะทำงานสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองจังหวัดพิษณุโลก สภาพัฒนาการเมือง เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจังหวัดพิษณุโลก อาสาดุสิต(เครือข่ายสังคมออนไลน์) เวปไชต์ www.kapook.com ผู้มีจิตกุศลและประชาชนทั่วไป
นอกจากการทำงานในประเด็นความช่วยเหลือเร่งด่วนและการจัดทำฐานข้อมูลผู้ประสบภัยแล้วทางศูนย์ฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่อยอดไปจากการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว โดยมีการให้ความสำคัญในการตั้งรับและปรับตัวทั้งระบบโดยมีประเด็นต่างๆ เช่น การอยู่อย่างไรกับภัยพิบัติ แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต แนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การพัฒนากลุ่มเยาวชนและผู้นำในการจัดการภัยพิบัติชุมชน เป็นต้น
โดย รศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ภักดีวงศ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรหนึ่งในที่ปรึกษาที่ร่วมวางแผนการทำงานได้เสนอแนะการขับเคลื่อนงานของศูนย์ฯ ว่า “การช่วยเหลือต้องมองภาพรวมทั้งระบบที่มากกว่าการช่วยเหลือในขณะประสบภัยเท่านั้น แผนงานควรครอบคลุมทั้งสามระดับ ทั้งแผนเร่งด่วนในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนเฉพาะหน้า และแผนระยะกลางในการช่วยเหลือควบคู่กับฟื้นฟูคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ในขณะที่รอน้ำลด และแผนการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตหลังจากน้ำลดเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งควรมีการเตรียมการและสามารถทำได้ทันทีหลังน้ำลด เช่น การพัฒนาอาชีพ เป็นต้น” รวมถึงการให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลทั้งระบบโดยใช้แผนที่เดินดินมาเป็นเครื่องมือเพื่อหนุนเสริมการทำงาน รวมถึงดึงพลังจาก “มดงาน” ทั้งผู้นำทางการและผู้นำสมัครใจเข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานที่เป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาวนำไปเป็นการอยู่กับภัยพิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีสู่ “การยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โดยไม่รอความช่วยเหลือจากคนอื่น”
นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด พิษณุโลกกล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการทำงานร่วมของหน่วยงานและขบวนองค์กรชุมชนในสถานการณ์ภัยพิบัติว่า “หน่วยงานมีแนวทางในการสนับสนุนองค์กรชุมชนในการรับมือในสถานการณ์ภัยพิบัติรวมถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลดโดยทาง พมจ.ให้ความสำคัญในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอความต้องการของคนในชุมชนเพื่อให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการนำเสนอความต้องการในการจัดการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังน้ำลดเพื่อตรงกับความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุด”
โดยจากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสมดุลนิเวศน์ถูกทำลายมากขึ้น และปัจจัยที่เป็นตัวเร่งปรากฎการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่มากขึ้น ขบวนองค์กรชุมชนต้องมีการวางแผนล่วงหน้า และลุกขึ้นมาจัดการปัญหาโดยใช้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสังคมใหม่ในการทำงานเชิงรุกแทนการเรียกร้องและตั้งรับโดยตลอด บนฐานคิดการอยู่อย่างมีความสุขกับภัยพิบัติควบคู่กับการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในระยะยาวต่อไป
ณัฐวุฒิ อุปปะ รายงาน


