พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 3094

altจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่รองรับน้ำของแม่น้ำสายหลักสองสาย คือ แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลรวมถึงลำน้ำสาขาของแม่น้ำทั้งสองด้วย ประกอบเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงทำให้มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ ทุกปี นอกจากสภาพภูมิประเทศแล้ว ยังมีปัจจัยที่ทำให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานานยิ่งขึ้น คือ การพัฒนาเมือง การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างเร่งรีบ ตามแผนพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจเป็นประตูสู่อินโดจีน

 

 

 

 

         การขยายตัวของเมืองที่ยังไม่มีการวางผังเมืองอย่างชัดเจน ทำให้การสร้างอสังหาริมทรัพย์ปิดเส้นทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ ทั้งการสร้างเขื่อน หมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ราชการ สถานศึกษา โดยโครงการส่วนมากไม่ให้ความสำคัญต่อระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม จึงนำมาซึ่งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนคนจนได้รับผลกระทบมากเพราะไม่มีเงินถมที่ และส่วนราชการยังไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่มีการแจ้งเตือนการประสานข้อมูลเพื่อหาทางป้องกัยที่จะเกิดล่วงหน้า เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือบรรเทาความเดือนร้อนโดยการแจกถุงยังชีพ หรือเงินช่วยเหลือซึ่งไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และการช่วยเหลือทั่วถึงไม่ผู้ประสบภัย ทำให้มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชนด้วยกันเอง

 

         เครือข่ายฯ มีชุมชนสมาชิกเครือข่ายฯ จำนวน ๑๙ ชุมชน การจายอยู่ใน ๒ อำเภอ คือ อำเภอเมืองอุบลราชธานีและอำเภอวารินชำราบ มีชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี จำนวน ๙ ชุมชน จำนวนประมาณ ๑๘๕๐ หลังคาเรือน ซึ่งปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเป็นสาเหตุหนึงของความยากจน กล่าวคือ ในขณะน้ำท่วมจะต้องมีความลำบากในการอพยพหนีน้ำ บ้านเรือนชำรุดผุพัง พื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรเสียหาย ขาดรายได้ มีหนี้สิน ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ยิ่งระยะเวลาน้ำท่วมนานเท่าใด ปัยหาความยากจนจะทับถมกดทับมากขึ้น

 

         ดังนั้นเครือข่ายฯ ได้เห็นปัญหาและร่วมกันสรุปแนวทางที่ต้องพึ่งพากันเอง โดยการจัดตั้งศูนย์ป้องกันภัยภาคประชาชนขึ้น เพื่อเป็นศูนยืประสานงาน รวบรวมข้อมูลและสภาพปัญหา รวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญหาท้องถิ่น หาแนวทางป้องกันภัย รวมทั้งฝึกอบรมอาสาสมัครและจิตอาสา

๑.อบรม : จัดตั้งศูนย์ป้องกันภัยภาคประชาชน จ.อุบลราชธานี (๒๔-๒๕ กรกฎาคม ๕๔)

- การอบรมทำความเข้าใจกับแกนนำเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยงภัย เรื่องชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ วิธีการทำข้อมูล ทำแผนที่ทำมือพื้นที่เสี่ยงภัย เส้นทางหนีภัย จุดปลอดภัย และค้นหาอาสาสมัคร

altalt

 

ย่อสาระการอบรม :

ช่วงวิกฤตขณะเกิดเหตุภัยพิบัติ หลังจากเหตุการณ์เกิดระยะเวลาประมาณ ๗ วัน ในแผนมีหลักสำคัญ ดังนี้

            ๑.จุดนัดหมายที่ปลอดภัย มากมีมากกว่าหนึ่งจุด แต่ทุกคนในชุมชนรู้กัน เมื่อมาถึงจุดปลอดภัยแต่ละฝ่ายดำเนินการตามหน้าที่ เช่น ฝ่ายลงทะเบียนความเดือนร้อน/จำนวนสมาชิก ฝ่ายรักษาความปลอดภัย โรงครัว เป็นเรื่องแรกที่ต้องมีการเรตีรยมและดูแลผู้อพยพที่มาอาสัยอยู่ด้วยกัน

            ๒.ทีมกู้ภัยอาสาที่มีหน้าที่ช่วยเหลือกู้ภัยต้องออกปฏิบัติการช่วยเหลือบุคคลที่ยังตกค้างในพื้นที่ เช่น เด็น คนชรา ผู้ป่วย รวมทั้งเฝ้าระวังตรวจตราในพื้นที่

            ๓.ข้อมูลความเดือนร้อน ต้องมีทีมสำรวจข้อมูลสมาชิก ข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อประสานความช่วยเหลือไปยังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงเป็นฐานข้อมูลที่จะดูแลผู้เดือนร้อนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

        ทั้งหมดเป็นเพียงหลักสำคัญและอาจมีมากหรือน้อยกว่าแล้วแต่ภัยพิบัติ หรือสภาพชุมชน การเตรียมการในช่วงนี้ให้พร้อม ชุมชนต้องค้นหาเครื่องมือ อุปกรณ์ในการสนับสนุนให้เกิดความสะดวกและเตรียมการให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เช่น เรือกู้ภัย เครื่องมือกู้ภัย อุปกรณ์ทำครัว วิทยุสื่อสารอื่นๆ

altalt

         การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย เพื่อลดความสูญเสียชีวิต หรือให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด มิได้หมายความถึงการห้ามหรือป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติเกิดขึ้น เพียงแต่นี่คือการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะอยู่กับพื้นที่เสี่ยงในการเกิดภัยอย่างมีเหตุมีผล และหากเกิดภัยขึ้น เราสามารถบริหารจัดการคน พื้นที่ และทรัพยากร ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีขั้นตอน ดังนี้

            ๑.ค้นหาอาสาสมัคร ต้องสร้างเข้าใจให้กับคนในชุมชน รับสมัครอาสา และอบรมเพื่อพัฒนาอาสาสมัคร

            ๒.ข้อมูลชุมชน ข้อมูลทุกอย่างที่มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ภัยพิบัติ เสี่ยงเกิดภัย จุดปลอดภัย ปัญหา อุปสรรค เช่น ประชากร ถนน สิ่งปลูกสร้าง รถ ถังแก็ส ข้อมูลที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภัย วิธีการให้ได้มาซึ่งข้อมูลอาจประชุมกลุ่มย่อย หรือลงพื้นที่จัดเก็บแบบสำรวจ และทำแผนที่

            ๓.การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำแผน หลังจากได้ข้อมูลแล้ว อาสาสมัครทั้งหมดต้องมานำเสนอแลกเปลี่ยนกันในรูปแบบแผนที่ทำมือ และข้อมูลรวมสรุป เพื่อเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โอกาสเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ ช่วงเวลาการเกิดภัยจนเกิดปฏิทันภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยการวิเคราะหืข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล

            ๔.การพัฒนาอาสาสมัคร เมื่อเกิดแผนเตรียมพร้อมป้องกันภัยแล้ว อาสาสมัครอาจมีหน้าที่หรือบทบาทเกิดขึ้นมากมาย เช่น การจัดการจราจร การอพยพหลบภัย การแจ้งเตือนภัย การเฝ้าระวัง การกู้ชีพ จำเป็นที่ต้องพัฒนาอาสาสมัครเหล่านั้นให้มีความรู้ ความชำนาญ

            ๕.การสร้างภาคีความร่วมมือ เมื่อเกิดแผนเตรียมความพร้อมภายใต้ชุมชนอาจเป็นฉบับร่าง และพัฒนาแผนร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปภ.จังหวัด อบต. ผู้ใหญ่ กำนัน อำเภอ และองค์กรภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ เพื่อให้เกิดแผนที่มีคุณภาพ

            ๖.การนำแผนกลับสู่การประชาพิจารณ์แผนในชุมชน และการรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับสมาชิกในชุมชน แผนที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองของคณะทำงานและภาคีความร่วมมือแล้วนำกลับไปให้ชุมชนประชาพิจารณ์แผนครั้งสุดท้าย

            ๗.การนำเสนอแผนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสันบสนุนกิจกรรมเตรียมความพร้อม เช่น หอกระจายข่าว ป้ายบอกทาง การซ้อมแผน ฯลฯ

            ๘.การติดตามผล การบันทึกผลที่ดี ปรับปรุงแผน หมายถึง การดำเนินการตามแผน มีการติดตามประเมินผล และต้องบันทึกผลทั้งปัญหาอุปสรรค ผลดี ที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

การพัฒนาต่อเนื่องเพื่อการขยายผลค้นหาแกนนำรุ่นใหม่ การเผยแพร่สาธารณะ จิตสาธารณะ ขยายเครือข่าย หมายถึง การศึกษาดูงานเพื่อการพัฒนาศักยภาพ ฝึกทบทวนและค้นหาอาสาสมัครรุ่นใหม่ๆ สิ่งสำคัญคือจะมีวิธีอย่างไรให้อาสาสมัครมีจิตสาธารณะ

 alt

๒.การอพยพหนีภัยน้ำท่วม (๑๗ กันยายน ๕๔)

          มีพายุและฝนตกหนักเป็นปริมาณมากจากทุกภาคทั่วประเทศ จึงทำให้จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศลุ่มต่ำเป็นที่รองรับน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็วในเขตอำเภอเมืองและอำเภอวารินชำราบ มีชุมชนสมาชิกเครือข่ายฯ และชุมชนอื่นอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำมูลประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัยเป็นจำนวนมาก ที่จะต้องเคลื่อนย้ายอพยพออกจากชุมชน เพื่อหาที่พักชั่วคราวในที่ปลอดภัยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา

            ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยภาคประชาชนที่พึ่งผ่านการอบรม มีอาสาสมัครประจำชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน ๑๕ นาย และอาสาสมัครจากผู้มีจิตอาสารวมเป็น ๗๐ คน ได้เข้าช่วยเหลืออพยพเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยแล้วประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน และอาสาสมัครได้สร้างที่พักชั่วคราวแล้วเสร็จประมาณ ๓๐ หลัง โดยมีมศูนย์อพยพอยู่ที่บริเวณถนนทางเข้าชุมชนเกตุแก้ว คาดว่าอาจมีผู้ประสบอุทกภัยมากขึ้น เพราะมีพายุและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

 alt

อาสาฯ ที่ผ่านอบรมช่วยสร้างเพิงพักริมถนนและขนย้ายของ

 

๓.งานด่วน : การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครจำนวน ๗๐ คน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติระดับชุมชน ในด้านต่างๆ ดังนี้

             ๑.ด้านการจราจร ทัศนะสัญญาณ เสียงสัญญาณ โดยวิทยากรจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอวารินชำราบ

            ๒.ฝึกอบรมการกู้ชีพ โดยวิทยากรจากโรงพยาบาลวารินชำราบ

            ๓.ฝึกเชิงปฏิบัติการเตรียมพร้อมรับมือการเกิดอัคคีภัยชุมชนลับแล ๒ ครั้ง

            ๔.การฝึกทำข้อมูลและวัดระดับน้ำ ปริมาณน้ำที่ชุมชนหาดสวนสุข

            ๕.การฝึกเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติชุมชนสมาชิกอีก ๕ ชุมชน

        ผลการทำงานรอบแรก : การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในการเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือของอาสาสมัคร ไม่สามารถติดต่อประสานงานกับศูนย์ หรือหน่วยงานอื่นได้ เพราะอาสาสมัครยังขาดุปกรณ์ชูชีพประจำตัว ซึ่งอาจเกิดความไม่ปลอดภัยของตัวอาสาสมัครเอง

เพื่อให้การปฏิบัติการมีคุณภาพ มีความปลอดภัยและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของศูนย์ฯ จึงต้องจัดหาอุปกรณ์และการหนุนเสริม ดังนี้

alt 

  
 

พื้นที่นำร่อง

โครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก

ความร่วมมือโดยมูลนิธิชุมชนไท และ สสส.

รายงานโดย ศักดิ์ศิทธิ บุญญะบาล และพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ

เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองอุบลราชธานี

๑๘ ก.ย. ๕๔

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter