พิมพ์
อุดมศรี ศิริลักษณาพร/สุพัฒพงษ์ แย้มอิ่ม
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 3437

altคนไร้บ้าน หรือคนเร่ร่อน  (Homeless ) เป็นกลุ่มคนจนในเมืองที่ยากลำบากที่สุด ไม่ที่อยู่อาศัยที่แน่นอน ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพิง ในประเทศไทยคนไร้บ้านอาศัยตามสถานที่ต่างๆอย่างไม่เป็นหลักแหล่งในที่สาธารณะเช่นสถานีขนส่ง สนามหลวง ใต้ทางด่วน ใต้สะพาน อาคารร้าง วัด ฯลฯ และย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ ดำรงซีวิตด้วยอาชีพและรายได้ที่ไม่แน่นอน เช่น การเก็บของเก่าขาย ขายของเก่ามือสอง รับจ้าง เร่ร่อนขายของตามงานวัด ฯลฯ 

  

ความเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งไม่มีแหล่งพักพิงที่แน่นอน ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ถึงกับชัดเจน จากข้อมูลการสำรวจคนเร่ร่อน/ คนขอทานของกรมประชาสงเคราะห์เมื่อปี ๒๕๔๐ ระบุว่ามีคนเร่ร่อนทั่วประเทศ ๖,๐๐๐ กว่าคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นคนเร่ร่อนในกรุงเทพฯและปริมณฑลกว่า ๑,๗๐๐ คน   และจากการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานครรวม ๑๓ จุดในที่สาธารณะต่างๆโดยมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยเมื่อปี ๒๕๔๔ พบว่ามีคนไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพฯกว่า ๖๓๐ คนและการสำรวจเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๓ มีคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ จำนวน ๑,๐๙๓ คนและคนไร้บ้านไม่ได้มีเฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น เพราะยังมีคนเร่ร่อนในเมืองใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อีกด้วย ฯลฯ

 

altที่มาของคนไร้บ้านมีที่มาหลายสาเหตุ จากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยระบุว่าส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาโครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งอพยพจากถิ่นฐานเดิมมาหางานทำในเมืองใหญ่  รวมทั้งภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี   ๒๕๔๐ ทำให้เกิดการว่างงาน ถูกเลิกจ้าง  มีปัญหาทางสุขภาพไม่สามารถทำงานได้ และสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาจากความเปราะบางของสถาบันครอบครัว ที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องออกจากบ้าน รวมทั้งคนที่ต้องการชีวิตอิสระชอบท่องเที่ยวพเนจรไม่สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวได้  และผู้พ้นโทษจากคดีต่างๆ รวมอยู่ด้วย

 

สภาพปัญหาของคนไร้บ้าน

          ประการแรกคือไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงปลอดภัย หลายคนมีถิ่นฐานเดิมจากชนบท แต่เลือกที่จะไม่กลับบ้าน และบางคนมาจากครอบครัวแตกแยกไม่มีบ้านให้กลับแล้ว เมื่ออยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ไม่สามารถเข้าถึงหรือมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงปลอดภัยได้เนื่องจากมีรายได้ต่ำ ทำให้ต้องอาศัยในที่สาธารณะซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น สถานีขนส่ง วัดบางแห่ง สวนรถไฟ  ปั๊มน้ำมัน ใต้ทางด่วน ใช้ห้องน้ำตามสถานีขนส่งต่างๆโดยเสียค่าบริการครั้งละ ๓ บาท ค่าอาบน้ำครั้งละ ๑๕ บาท อาศัยแหล่งน้ำสาธารณะในการซักผ้า เช่น ท่าน้ำเจ้าพระยา ท่าน้ำคลองบางกอกน้อย ท่าน้ำปิ่นเกล้า ฯลฯ

 

          ประการที่สอง การเข้าไม่ถึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการของรัฐ ในเรื่องการศึกษาของลูกหลาน การรักษาพยาบาล สิทธิในการรับเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ เนื่องจากส่วนใหญไม่มีบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ   โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลซึ่งเป็นความเดือดร้อนลำดับต้นๆของคนไร้บ้าน เมื่อเข้าถึงบริการของรัฐไม่ได้  อาศัยการซื้อยากินเอง ถ้าป่วยหนักต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยอนาถา หรือไม่ได้รับการรักษาพยาบาลใดๆจนกระทั่งเสียชีวิต

 

         ประการที่สาม การถูกละเมิดสิทธิและถูกทำร้าย เพราะใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะตลอดเวลา ซึ่งผู้หญิง คนชราและเด็ก มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายและคนวัยกลางคน  

 

         ประการที่สี่ การขาดโอกาสทางสังคม เนื่องจากได้สูญเสียทุนทางสังคมก่อนที่มาเป็นคนไร้บ้าน   เป็นที่รังเกียจของคนโดยทั่วไป ไม่มีคนต้องการรับเข้าทำงาน การถูกขับไล่จากพื้นที่สาธารณะต่างๆ

 

         ประการที่ห้าปัญหาทางด้านอาชีพที่มีรายได้น้อย และไม่แน่นอน   ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเก็บหาของเก่า รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป ซึ่งมีทั้งงานรับจ้างที่ไม่มีฝีมือ เช่นรับจ่ายแจกใบปลิว รับจ้างปรบมือตามรายการต่างๆ เป็นตัวประกอบการแสดง งานรับจ้างที่พอมีฝีมือเช่น การเป็นช่างทาสี ช่างปูน ช่างไม้ ซึ่งต้องไปสมัครตามที่ก่อสร้างหรือแคมป์งานต่างๆ ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนทั้งสิ้น

 

 เครือข่ายคนไร้บ้านในประเทศไทย  

alt         จากสภาพปัญหาดังกล่าวและนโยบายการปิดสนามหลวงของกรุงเทพมหานคร สมัยนายสมัคร สุนทรเวศ เป็นผู้ว่ากรุงเทพฯเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ที่ปิดสนามหลวงตั้งแต่เวลา ๒๑ นาฬิกาถึงตี ๔ ของทุกวัน ทำให้คนเร่ร่อนส่วนใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯซึ่งเคยใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่ประกอบอาชีพและนอนพักอาศัย ได้รับความเดือดร้อน กระจัดกระจายหาที่พักอาศัยใหม่ จึงได้มีรวมตัวกันของกลุ่มคนไร้บ้าน ด้วยการสนับสนุนความคิดเพื่อการพัฒนาจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้มีการเสนอแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้านเรื่องที่อยู่อาศัย โดยจัดทำศูนย์ที่พักคนไร้บ้านในจุดที่มีคนไร้บ้านพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานพัฒนาทีเกี่ยวข้อง แนวทางดังกล่าวส่งผลให้เกิดศูนย์ที่พักคนไร้บ้าน ๔ แห่งในปัจจุบันคือศูนย์ที่พักคนไร้บ้านตลิ่งชันเมื่อปี ๒๕๔๗ รองรับการพักอาศัยได้กว่า ๒๐ คน ศูนย์ที่พักคนไร้บ้านบางกอกน้อย (สุวิทย์ วัดหนู) รองรับการพักอาศัยได้ ๘๐ คน  ศูนยที่พักคนไร้บ้านหมอชิต รองรับผู้อาศัยได้ ๔๐ คน และศูนย์ที่พักชั่วคราว คนไร้บ้านที่เชียงใหม่ จากการสนับสนุนของหลายหน่วยงานเช่น กรมส่งเสริมและพัฒนาผู้ด้อยโอกาส สำนักคุ้มครองสวัสดิกาพชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย  และเจ้าของที่ดินคือการรถไฟให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินในรูปแบบของสัญญาเช่าเพื่อสร้างศูนย์คนไร้บ้าน เป็นต้น  

 

         ศูนย์ที่พักคนไร้บ้านจึงเป็นสถานที่ตั้งหลักในการพักพิง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้าน โดยผ่านกิจกรรมด้านต่างๆ ด้วยวิธีการรวมกลุ่ม เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงของคนที่พอจะกำลังในเรื่องรายได้และการออมเพื่อที่อยู่อาศัย

          ทั้งนี้ในปัจจุบันเครือข่ายคนไร้บ้านที่สมาชิกที่ได้การพบปะ ประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่องมีจำนวนกว่า ๓๐๐ คน โดยมีนายสุชิน เอี่ยมอินทร์ หรือลุงดำเป็นผู้ประสานงาน

 

การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน

altลุงดำ หรือนายสุชิน เอี่ยมอินทร์ เล่าให้ฟังว่าศูนย์ที่พักแต่ละแห่ง ได้กำหนดกติกาในการอยู่ร่วมกัน เช่น การไม่พูดเสียดสี การรักษาความสะอาด  ห้ามเล่นการพนัน ห้ามผิดลูกผิดเมีย ห้ามส่งเสียงดังหลังสี่ทุ่ม ห้ามดื่มสุรา  ห้ามลักขโมย และที่คัญต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวม เพราะมีทั้งคนที่พักเป็นประจำ และไม่ประจำ บางคนพักในบางช่วงฤดูกาล หรือคนที่ประสบภัยต่างๆ มาขอพักเป็นการชั่วคราว เมื่อตั้งหลักได้แล้วก็กลับไปในที่ๆมีความมั่นคงและสบายใจกว่า และคนที่เข้าพักต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนตัวเช่นอาหารการกิน ค่าน้ำ ค่าไฟต้องรับผิดชอบร่วมกัน 

 

นอกจากนี้มีกิจกรรมสำคัญเพื่อการพัฒนากลุ่มที่กำลังดำเนินการได้แก่การส่งเสริมการออมทรัพย์และสวัสดิการ ที่เริ่มส่งเสริมการออมอย่างจริงจังในปี ๒๕๕๓ การออมของสมาชิกต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง ๑๐๐ - ๑๕๐ บาทต่อคน เพื่อเป็นสวัสดิการเดือนละ ๓๐ บาท ที่เหลือเป็นการออมเพื่อที่อยู่อาศัย และค่าเช่าที่/ค่าน้ำค่าไฟในศูนย์ที่พัก   ปัจจุบันมีสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาในการออมเพื่อสวัสดิการแล้วจำนวน ๘๓ ราย ออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ๕๐ ราย เข้าร่วมโครงการธนาคารขยะ ๓๐ ราย เป็นต้น

 

         กิจกรรมที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือกิจกรรมการเดินกาแฟ ของเครือข่ายฯ เพื่อเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจและสำรวจสภาพปัญหาของคนไร้บ้าน  การให้ข้อมูลในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความหวังร่วมกัน สำหรับคนไร้บ้านที่ยังอาศัยในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่นพื้นที่หมอชิต สะพานควาย  พื้นที่จตุจักร พื้นที่สนามหลวง ราชดำเนิน และหัวลำโพง  เครือข่ายมีทีมงานอยู่ ๓ ทีม จำนวน ๑๒ คน แต่ละทีมทำงานสัปดาห์ละ ๒ วัน ใช้กาแฟ น้ำเต้าหู้ ขนม ไปฝากและเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพูดคุย  ลุงดำระบุว่าในช่วงหน้าฝนคนไร้บ้านจะลำบากมาก การทำงานของทีมและการรับคนเข้าพักของศูนย์ต้องระวังคนที่ติดยาหรือคนที่ขายของผิดกฎหมาย และจากการเดินกาแฟพบว่าในปี ๒๕๕๓-๕๔   ช่วงอายุของผู้คนที่เป็นคนไร้บ้านจะเป็นคนในวัยทำงานมากขึ้นคือมีอายุระหว่าง  ๓๕-๔๕ ปี แตกต่างจากเมื่อปี ๒๕๔๔ ที่คนไร้บ้านมีอายุ ๕๐ ปีขึ้นเป็นเป็นส่วนใหญ่

 alt

         ในด้านกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ เช่น ร้านค้าสวัสดิการของคนไร้บ้านที่ให้สมาชิกถือหุ้น การทำโครงการธนาคารขยะ หรือขยะแลกบ้านเพื่อเป็นกองทุนเรื่องที่อยู่อาศัยในอนาคต    

 
 
 

         จากการทำงานของเครือข่ายจะมีการนัดพบปะหรือประชุมคนไร้บ้านประมาณ ๓๐๐ คนในทุกๆสามเดือนที่ท้องสนามหลวง มีการรับประทานอาหารร่วมกัน และให้คนไร้บ้านได้รับบริการตรวจสุขภาพจากหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร การปรึกษาหรือการทำงานของกลุ่มเป็นต้นฯลฯ   และจากการทำงานของเครือข่ายฯ พบว่า ยังมีคนไร้บ้านจำนวนหนึ่งมีรายได้และมีความพร้อมในการออมเพื่อการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับหนึ่ง และต้องการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับคนไร้บ้านซึ่งเป็นคนที่ยากจนในประเทศไทย อย่างเป็นรูปธรรม

 

แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคนที่จนที่สุด

altนายพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม ผู้ประสานงานเครือข่ายสลัมสี่ภาค ระบุในช่วงหนึ่งของการเสวนา “การติดตามนโยบายกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และความมั่นคงของชีวิต” ณ ศูนย์พักคนไร้บ้านบางกอกน้อย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ว่า แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านในประเทศไทย ที่จะเสนอรัฐบาลในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี ๒๕๕๔ ว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนบ้านหลังแรกของคนจนในเมืองที่ยากจนที่สุด ในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อหลัง (รวมค่าสร้างบ้านและที่ดิน) และให้มีนโยบายบ้านมั่นคงสำหรับคนไร้บ้าน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อรองรับที่อยู่อาศัยชั่วคราว กรณีที่ประชาชนประสบภัยพิบัติต่างๆ เช่น ไฟไหม้ ไล่รื้อ ดินโคลนถล่มจากหลังละ ๑๘,๐๐๐ บาทต่อหลังเป็น ๓๐,๐๐๐ บาทต่อหลัง และให้ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติดำเนินการเอง

 

        ทั้งนี้สหประชาชาติกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพือ่ให้ประเทศต่างๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมั่นคง สำหรับประชาชนทุกคน   โดยในปีนี้หัวข้อสำคัญในระดับสากลคือ (Cities and Climate change ) หรือเมืองและการเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศ ส่วนในประเทศไทย เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยได้กำหนดหัวข้อสำคัญเพื่อการรณรงค์สร้างความเข้าใจในปีนี้คือ “สร้างทุนเปลี่ยนชีวิต สร้างความคิดเปลี่ยนชุมชน”

        ซึ่งในประเทศไทยมีประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย ในชุมชนแออัดกว่า ๖,๐๐๐ชุมชน จากการสำรวจของเครือช่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานในโครงการบ้านมั่นคงและพอช.เมื่อปี ๒๕๕๑ ระบุถึงครัวเรือนที่ไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยในชุมชนแออัดกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน   ในขณะที่นายพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม ผู้ประสานงานเครือข่ายสลัมสี่ภาคระบุถึงกลุ่มคนจนในเมืองที่ยากจนที่สุดในประเทศ คือคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนที่กระจัดกระจายในเมืองใหญ่ๆ  ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น ฯลฯ ซึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพิง อาศัยตามสถานที่สาธารณะต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กับเมือง และการพัฒนาเมืองเช่นเดียวกัน

 altalt

 

 
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter