ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมวัดเขา ในเขตเทศบาลนครสวรรค์ เปิดทำการรองรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาสองเดือนแล้ว (ก่อนเกิดเหตุ) มีสมาชิก ๓๐๐ คน จาก ๕ ชุมชน คือชุมชนเดชา ชุมชนพ่อปุ้ยชุมชนวัดเขา ชุมชนเทวดาสร้างและ ชุมชนบางปรอง ดูแลกันเป็นโซน โดยมีเครือข่ายบ้านมั่นคง จ.นครสวรรค์ ช่วยสนับสนุนดูแล ๙ ชุมชนคือ (รณชัย จำลองวิทย์ วัดพรหมหน้าวัด หน้าป้ายอุทยาน หิมพานต์ เฉลิมชาติ เกาะยม และเกาะยวน)
เตรียมการก่อนภัยมา
พี่อร่ามศรี จันทร์ศรีสุข ผู้ซึ่งเพิ่งสูญเสียลูกชายจากเหตุน้ำท่วมเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นผู้ประสานงานของศูนย์ประสบภัย และผู้นำชุมชนวัดเขา เล่าว่าก่อนน้ำจะท่วมมีการวางแผนในการรับมือร่วมกับพี่น้องเครือข่ายบ้านมั่นคง จ.นครสวรรค์ ใช้ประสบการณ์จากอุทกภัยเมื่อปี ๒๕๔๙ เรียนรู้สถานการณ์น้ำจากภาคเหนือ ตรวจสอบข้อมูล (ทีมข้อมูลของชุมชนเช็คสถานการณ์น้ำ และประธานชุมชนประสานเทศบาลเพื่อเช็คข้อมูลปริมาณน้ำ) โดยมีการทำพนังริมแม่น้ำเพื่อป้องกันน้ำเข้ามาภายในชุมชน หากน้ำมาแต่ปริมาณน้อยจะข่วยเหลือได้ราว ๔ ชุมชน รวมทั้งมีการเตรียมการเมื่อน้ำมา เตรียมพื้นที่หลบภัยว่าจะอยู่ตรงไหน รวมทั้งการประสานหน่วยงานต่างๆและสื่อสารให้คนในชุมชนทราบ
ก่อนที่น้ำจะเข้าในเขตเทศบาล ใช้พนังดิน พอรถวิ่งไม่ได้ก็ใช้ถุงทรายเสริมด้านบนอีกครั้ง หลังจากที่มีน้ำมาก น้ำดันขึ้นมาจากด้านล่าง ด้านล่างเป็นดินและทรุดตัว ไม่มีอะไรอยู่พนังดินพังลง ทำให้แนวกระสอบทรายทรุดตามด้วย ระยะเวลาที่น้ำเข้าเพียงแค่ ๕-๑๐ นาที
และระหว่างที่น้ำเข้ามา มีการสำรวจความต้องการของชุมชน ประสานกับเทศบาลในการสนับสนุนทราย สจ. สส. และทหาร โดยให้ชุมชนเป็นคนออกแรงและวางระบบของเราเอง มีอาสาสมัครช่วยงาน ๓๐ กว่าคน ประสานโดยแบ่งบทบาทตามความสามารถของแต่ละคน บางกลุ่มเช่นกลุ่มหลวงพ่อปุ้ยและกลุ่มเทวดาวันนั้นเขายังไม่เห็นถึงความสำคัญ ปัจจุบันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งข้อมูลสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนเรามีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว
การบริหารจัดการศูนย์
เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมที่ผ่านมา มีการประชุมเพื่อให้แจ้งความจำนงค์ว่าใครจะอยู่ที่เต็นท์ของ อบจ. และเทศบาล ขอ ๓๒ แต่ได้ ๑๖ หลัง ที่เหลือให้อยู่ในวัด สมาชิกศูนย์ฯไม่ได้มาจากวัดเขาอย่างเดียว มีชุมชนอื่นเข้ามาด้วย จึงเป็นที่มาของการบริหารจัดการศูนย์ที่มีผู้เดือดร้อนร่วมกันจากหลายชุมชน มีการจัดเต็นท์แบ่งตามโซน เช่น ๑ เต็นท์ ๒ ครอบครัว บางคนพอมีตังค์ก็ไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก หรืออาศัยอยู่บ้านญาติ ระหว่างที่เราขนของออกมา เริ่มมีหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เช่น โรงเรียน นักการเมือง มาช่วยในเรื่องอาหาร ๓ มื้อ ทำให้เราสามารถจัดระบบของตนเองได้ สำหรับของแจกมีประสบการณ์ตั้งแต่ปี ๔๕ เราใช้บัตร และแจ้งว่าอยู่ชุมชนไหน แต่ต้องรู้ข้อมูลก่อนว่าแต่ละชุมชนมีคนอยู่เท่าไหร่ ถ้าชุมชนไหนจัดตัวเองไม่ได้ เราก็ใช้ทีมงานของศูนย์ฯ ออกไปช่วยเหลือพี่น้อง เช่น อาหาร น้ำ ศูนย์ฯนี้มีเวรยามดูแลน้ำ ๒ รอบ “ศูนย์เฝ้าระวังน้ำ” - มีคณะกรรมการดูแลศูนย์(วัดเขาและเทวดาสร้างเป็นหลัก)
กติกาของศูนย์
- มีการวางกฎระเบียบ-กติการ่วมกัน เช่น การอยู่ร่วมกัน การสร้างความสงบในชุมชน ใช้ระบบเกรงใจกันมากกว่า การจัดการขยะ/การเก็บขยะ
- มีเสียงตามสายในการสื่อสาร
- มีการชื่นชมคนดี อาสาสมัคร มีการให้คำชื่นชมหรือให้รางวัล เช่น ของบริจาค เป็นแรงจูงใจ
- มีการแบ่งบทบาท : ทีมข้อมูล/ทีมเฝ้าระวัง , ทีมประสานงานหน่วยงานข้างนอก , ทีมแรงงาน/ประดาน้ำ/ช่าง(ขนย้ายของและขนคนแก่/เด็กเล็ก) , ทีมแม่ครัว
- มีการประชุมทุกวัน (กรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน)
ต้นทุนของศูนย์
เราพอมีเงินจากโครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเมื่อปี ๕๓ และเงินกองทุนเมืองนครสวรรค์ จาก ACHR ที่มีแผนในการซ่อมสร้าง เพื่อทำบ้านผู้ประสบภัยตัวอย่าง ๑ หลัง และ วิจัยเรื่องระบบน้ำ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎและวิทยาลัยเทคนิค พอน้ำท่วมมีการปรับแผนใหม่เฉพาะหน้า เช่น เรื่องเต็นท์ โต๊ะ เป็นต้น
ที่ผ่านมาชุมชนวัดเขา และบางปรองมีการออมวันละบาท เพื่อช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ จำนวน ๒ แสนกว่าบาท และ สอช. ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สิน มอบทุนให้กับกองอำนวยการ ๒๐,๐๐๐ บาท และกองทุนภัยพิบัติจาก กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน (ชช.จำลองวิทย์ เขาโรงครัว หิมพานต์) ที่พอช.สนับสนุน ซึ่งชุมชนสมทบ การมีกองทุนของชุมชนเอง ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานที่ได้ช่วยเหลือเช่น เทศบาล อบจ. สส. ช่อง ๓ ศูนย์ธรรมกาย เป็นต้น
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นอกจากดูแลสมาชิกในศูนย์แล้ว มีการช่วยเหลือพี่น้องข้างล่างเพียงแค่โทรฯ มา ศูนย์ก็จะทำอาหารไปให้พี่น้อง และให้พี่น้องข้างล่างแสดงความต้องการก่อน ที่เหลือเราจึงจะตัดไปให้ที่ศูนย์ใหญ่
ความต้องการในปัจจุบัน
ช่วงนี้ยังไม่ขาดเรื่องอะไรมาก ยกเว้นเรื่องน้ำมันพืช น้ำตาลที่ยังขาดตลาด แต่เราคิดว่าหลังน้ำลดจะหนัก อยากเสนอทิศทางการพัฒนาให้กับหน่วยงาน คือ
๑. อย่ามองแค่การจัดสรรงบประมาณ อย่างในกรณี ๕,๐๐๐ บาท คิดว่าเป็นการแก้ไขเพียงเฉพาะหน้า ไม่ได้มองระยะยาว
๒. เจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องมีความยุติธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก อย่าเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นเครื่องมือ
การฟื้นฟูชุมชนหลังประสบภัย
๑.ให้แต่ละชุมชนจัดตั้งแกนนำในการสำรวจความเสียหาย และนำผลจากการสำรวจสื่อสารกับชาวบ้านเพื่อตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และการทำข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะต้องได้รับอะไร แต่เพื่อการวางแผนฟื้นฟูชุมชนต่อไป
๒.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเอาข้อมูลเหล่านี้มาดูร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การวางแผนร่วม
๓.หน่วยงานต้องร่วมและจับมือกัน ไม่ว่าจะเป็น พมจ. อบจ. เทศบาล ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเป็นกลุ่มเดียวกัน ผู้เดือดร้อนกลุ่มเดียวกัน ให้ร่วมกันไม่ใช่ของใครของมัน ทั้งปัญหาและงบประมาณ รวมทั้งแผนในการพัฒนา เป็นแผนพัฒนาจังหวัด
๔.สนับสนุนให้เกิดกองทุนฟื้นฟูชุมชน เริ่มจาก ออมวันละบาท ๓๐ บาท/เดือน และหรือ ระดมทุน ตอนนี้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของกองทุน ซึ่งแนวคิดเรื่องกองทุนนี้ต้องขยายให้เต็มพื้นที่
๕.การเชื่อมโยงของขบวนชุมชนหรือเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับตำบลหรือจังหวัด ให้มีการทำแผนร่วม การทำงานร่วมกัน นำไปสู่การกำหนดแผนร่วม การสำรวจข้อมูลมันได้มากกว่าสิ่งที่ไปสำรวจมาอย่างเดียว


