กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ตัวแทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) เครือข่ายสลัมสี่ภาค สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง ผู้นำชุมชนจากทุกภาค รวมทั้งผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช. ประมาณ 70 คน ประชุมหารือเรื่องกลไก และแผนปฏิบัติการ การจัดการภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชน ณ ห้องประชุม 302-302 พอช.
นายพรเทพ บูรณบุรีเดช ผู้ประสานงานสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ได้เล่าความเคลื่อนไหวในส่วนของ สอช.โดยเล่าว่า สอช.ร่วมกับขบวนชุมชนในพื้นที่ ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จำนวน 64 ศูนย์ ในเบื้องต้นได้มีการสนับสนุนงบประมาณให้แต่ละศูนย์จำนวน 10,000 บาท พร้อมชุดเครื่องครัว อาหารสด ข้าวสาร อาหารแห้ง และลงไปหนุนเสริมจัดระบบการบริหารจัดการในศูนย์แต่ละแห่ง โดยมีทิศทางให้ขบวนชุมชนและผู้ประสบภัยในพื้นที่ได้ลุกขึ้นมาจัดการแก้ปัญหาของตนเอง ทั้งเรื่องเฉพาะหน้า การป้องกันและฟื้นฟูชุมชนในระยะยาว
นอกจากนั้นได้สนับสนุนให้ชุมชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำเริ่มลด สำรวจข้อมูล เพื่อการซ่อมสร้างบ้าน และการฟื้นฟูในเรื่องอื่นๆ อย่างที่ จ.เชียงใหม่ หรือนครสวรรค์ มีการเชื่อมโยงชุมชนทั้งจังหวัด มีการนำร่องเรื่องศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยที่วัดเขา และขยายไปสู่ตำบลต่างๆ ที่โกรกพระ ที่ลาดยาว และไล่ลงมาที่จังหวัดอุทัย ชัยนาท ซึ่งสอช.มีอาสากว่า 500 คน และมีคนช่วยปฏิบัติงานที่ศูนย์ประสานงานฯ
นายพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม ผู้ประสานงานเครือข่ายสลัมสี่ภาค ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทางเครือข่ายฯ โดยเล่าว่า ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายฯ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวน 803 ครัวเรือน ในพื้นที่กรุงเทพฯ 3 เขต ประกอบด้วยเขตทวีวัฒนา เขตมีนบุรี เขตคันนายาว และที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งก่อนท่วมไม่ได้มีการเตรียมป้องกันมากนัก พอเหตุการณ์เกิด เบื้องต้นได้ระดมทุน ข้าวของไปช่วยเหลือพี่น้องนอกเครือข่ายที่จังหวัดสระบุรี
ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาได้มีการประสานกับองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และใช้การระดมทุน สิ่งของจากสมาชิกภายในเครือข่ายฯ มากกว่าที่จะไปขอจากทางราชการ โดยมีการกระจายให้ชุมชนที่หลัก 6 และทวีวัฒนา ที่ได้รับความเดือดร้อน นอกนั้นยังมีการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคเอกชนที่นำเรือมาให้และสอนการผลิตเรือจากไฟเบอร์ ที่ปัจจุบันเครือข่ายมีความสามารถที่จะผลิตได้วันละ 1 ลำ และได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ที่ทำการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซอยเทพลีลา 9 ถนนรามคำแหง 39 เขตวังทองหลาง และที่ศูนย์คนไร้บ้านฝั่งธนบุรี โดยเริ่มต้นเน้นไปที่การประสานข้อมูล ความต้องการของสมาชิกในเครือข่ายฯ
ด้านนายสุรศักดิ์ อินทรประสิทธิ์ สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองกรุงเทพมหานคร เล่าให้ฟังว่า ก่อนน้ำจะมาองค์กรชุมชนได้เข้าไปร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ศูนย์ของไทยพีบีเอส ซึ่งที่ผ่านมามีการช่วยทั้งเหลือพี่น้องทั้งที่ต่างจังหวัด เริ่มจากที่จ.อุตรดิตถ์ อ.น้ำปาด ไล่ลงมาจนปักหลักที่กรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากประสานความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว องค์กรชุมชนก็ได้ประสานสื่อมวลชนอย่างไทยพีบีเอส และสปริงส์นิวส์ และดึงภาคเอกชนบางส่วนมาร่วมด้วย ปัจจุบันเรามีศูนย์ในการประสานงานอยู่ที่ชั้น 5 อาคารจอดรถ นิด้า
สำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ปัจจุบันมีน้ำท่วมใน 22 เขต 600 กว่าชุมชนกำลังได้รับความเดือดร้อน ภาคประชาชนได้มีการตั้งศูนย์เฝ้าระวังแบ่งออกเป็น 4 โซน เพื่อติดตามและเตือนภัยให้กับพี่น้ององค์กรชุมชน ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามีการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย ช่วยผลิตข้าวกล่องส่งแจกจ่ายไปตามจุดต่างๆ มีการเข้าพบ ศปภ.เพื่อเสนอกองเรืออาสาชุมชนในการออกมาช่วยผลักดันน้ำ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งทางเราก็ใช้ความพยายามที่จะเสนอทางออก ในด้านอื่นๆ กับ ศปภ. นอกจากนั้นยังได้ประสานการช่วยเหลือจากพี่น้องที่โคราชช่วยต่อเรือให้จำนวน 70 ลำ เราต้องช่วยทุกกลุ่ม และต้องบูรณาการให้ได้ ใช้วิฤกตเป็นโอกาสเชื่อมให้เกิดกลไกในการสร้างการมีส่วนร่วม


นายณัชพล เกิดเกษม ประธานสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงทพมหานคร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับในด้านโซนตะวันออก คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง ได้มีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีคนในชุมชนทั้ง 4 เขต อาสาเป็นยามเฝ้าระดับน้ำรวม 90 จุด เพื่อส่งข้อมูลให้ศูนย์เฝ้าระวังฯ ได้ประมวลสถานการณ์ และแจ้งข้อมูลกลับสู่องค์กรชุมชน
อีกทั้งยังมีความพยายามในการเสนอโมเดลการผันน้ำด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน และพัฒนาต่อยอดทางวิศวกรรมโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.เพื่อใช้ในการเร่งผลักดันน้ำสู่ทะเลให้เร็วที่สุด นอกจากนั้นได้ประสาน และเข้าร่วมดำเนินการศูนย์พักพิงร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร มีการเตรียมแผนการอพยพ และมีการทำข้อมูลประชากร โดยเฉพาะคนชรา ผู้พิการ เด็ก เพื่อการรับมือต่อไป
นายสุเมธ นพคุณ ผู้นำชุมชน จ.ลพบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง อ.บ้านหมี่ และอ.ท่าวุ้ง ซึ่งบางจุดมีระดับน้ำสูงถึง 6 เมตร สาเหตุนั้นมาจากการที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีพัง น้ำปริมาณมหาศาลจึงไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ ในเบื้องต้นเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดลพบุรี ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น ได้จัดตั้งโรงครัวที่วิทยาลัยอาชีวะป่าหวาย ต่อมาได้ย้ายมาจัดตั้งศูนย์ที่ ม.รามคำแหง วงเวียนพระนารายณ์ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ และมีศูนย์ย่อย 5 ศูนย์กระจายในตำบลต่างๆ ซึ่งทำข้อมูลส่งความต้องการมาให้ และศูนย์ใหญ่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาคมาจากพี่น้ององค์กรชุมชน นำมาผลิตเป็นข้าวกล่องวันละ 2,000 ชุด จัดส่งอาหารให้ผู้ประสบภัยในจังหวัด โดยมีอาสาสมัครชุมชนเป็นผู้จัดส่ง
ทั้งนี้ในการหารือร่วมกันที่ประชุมได้กำหนดแผนปฏิบัติการ ทั้งแผนปฏิบัติการเฉพาะหน้าเร่งด่วน แผนปฏิบัติการฟื้นฟูหลังน้ำลด และแผนปฏิบัติการระยะยาว 1-3 ปี ดังนี้
แผนปฏิบัติการเฉพาะหน้า/ เร่งด่วน (เดือนพฤศจิกายน 2554)
1.การลงไปช่วยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักพิง/ ปฏิบัติการภัยพิบัติระดับตำบล และจังหวัด
2.จัดทำระบบข้อมูลผู้เดือดร้อนในพื้นที่
3.จัดระบบการบริหารจัดการศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติ
4.การจัดทำครัว เพื่อดูแลผู้ประสบภัย
5.ประสานงานภาคีเพื่อหนุนเสริม
6.การจัดทำก้อนจุลินทรีย์ (อีเอ็มบอล) เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเน่าเสีย
แผนปฏิบัติการระยะฟื้นฟู (ช่วง 3 เดือน หลังน้ำลด)
1.เชื่อมโยง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของขบวนองค์กรชุมชนในการจัดทำแผนฟื้นฟู (การซ่อมแซม/ สร้างบ้าน/ การปรับวิถีการผลิต)
2.ลงปฏิบัติการช่วยเหลือฟื้นฟู โดยจัดขบวนการฟื้นฟูในระดับตำบล เช่น ที่อยู่อาศัย วิถีการผลิต อาชีพ ฯลฯ
3.กิจกรรมรณรงค์ ระดมทุน จัดตั้งกองทุนจัดการภัยพิบัติของตำบล จังหวัด
4.จัดทำแผนฟื้นฟูภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชนเสนอต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนปฏิบัติการระยะยาว (1-3 ปี)
แผนปฏิบัติการในการจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น
1.จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ โดยขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ (ตำบล/ จังหวัด/ ภาค/ ชาติ)
2.พื้นที่ที่จะประสบภัยเตรียมการในการจัดทำแผนป้องกัน (การจัดทำผังชุมชนทั้งระดับตำบล/ จังหวัด, พื้นที่รองรับผู้ประสบภัย, การปรับวิถีการผลิต, การปรับโครงสร้างที่อยู่อาศัย)
3.มีการจัดทำแผนป้องกัน/ รับมือการจัดการภัยพิบัติในระดับตำบล
4.มีการจัดการองค์ความรู้/ ชุดประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ
5.จัดให้มีระบบการเตือนภัยในระดับตำบล
แผนปฏิบัติการเชิงนโยบาย
1.จัดระบบการบริหารจัดการน้ำร่วมกับภาครัฐ โดยการศึกษาระบบผังเมือง ระบบทางน้ำ เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
2.มีการติดตามนโยบาย ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนปฏิบัติการร่วมของขบวนองค์กรชุมชนที่ต้องดำเนินการในระดับพื้นที่ นโยบาย
1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติระดับตำบล จังหวัด และชาติ
2.จัดตั้งกองทุนพิบัติภัยระดับตำบล จังหวัด ชาติ
3.เชื่อมประสานโครงข่ายความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน
4.การจัดการความรู้เรื่องภัยพิบัติเพื่อการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น
5.ยกระดับบทบาทขบวนองค์กรชุมชน สู่ระดับนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ
6.การสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่สังคมสาธารณะ
7.ประสานแหล่งทุน/ งบประมาณในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ
สำหรับกลไกกลางนั้น ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ควรมีลักษณะเป็นเวทีกลางติดตามสถานการณ์ ในการปรึกษาหารือ ประสานงาน รวบรวมจัดทำข้อมูล การหนุนช่วยศูนย์ต่างๆ และเชื่อมโยงหน่วยงาน ภาคี เครือข่าย สื่อ สถาบันการศึกษา อีกทั้งประสานเสนอนโยบายกับรัฐ หรือ ศปภ. ฯลฯ เพื่อให้เกิดการรับรู้ ใคร ทำอะไร จะเชื่อมต่อกันอย่างไร หรือให้เกิดการประสานทรัพยากร การระดมทุนจากภายในเครือข่ายและกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง โดยมีตัวแทนในแต่ละเครือข่าย ทั้ง สอช. คปอ. สลัมสี่ภาค สภาองค์กรชุมชน ที่จะเป็นหลักในการประสานงาน ซึ่งพอช.จะทำหน้าที่เป็นกองเลขาในการหนุนเสริม
ด้านนางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช.กล่าวว่า ทิศทางของพอช.ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติคือการสนับสนุนให้ขบวนชุมชนท้องถิ่นและผู้ประสบภัยเป็นผู้จัดการและแก้ปัญหาภัยพิบัติร่วมกัน ดังเช่นการสนับสนุนให้ขบวนชุมชนได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ระดับตำบล ศูนย์ดังกล่าวนี้จะมีบทบาทในการเชื่อมโยงขบวนชุมชนและท้องถิ่นในการสำรวจข้อมูลปัญหา ความเดือดร้อน และวางแผนฟื้นฟูชุมชนหลังจากน้ำลด หรือผ่านเหตุการณ์เฉพาะหน้าไปแล้ว
ทั้งนี้ในปัจจุบันขบวนองค์กรชุมชนได้จัดตั้ง ศูนย์ประสานเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาผู้ประสบภัยน้ำท่วมโดยเครือข่ายองค์กรชุมชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด จำนวน 61 แห่ง แบ่งเป็นศูนย์พักพิง 26 แห่ง ศุนย์ทำอาหาร 18 แห่ง ศูนย์ประสานงาน 10 แห่ง ดูแลผู้ประสบภัย 23,989 ราย 15,233 ครัวเรือน (ณ 2 พ.ย. 54)



