พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2658

altบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ ของชาวบ้านในเขตเมืองอยุธยา ที่มาร่วมประชุมกัน ที่ห้องแถวหลังหนึ่ง ใกล้ๆ สี่แยกวรเชษฐ์ ทางออกไปยังอำเภอเสนา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 ได้สะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆ ที่สำคัญ ทุกคนต่างได้บทเรียนกลับไป เพื่อที่จะเตรียมรับกับวันใหม่ โดยมีข้อเสนอเพื่อการจัดการภัยพิบัติเพื่อการฟื้นฟูชุมชน ผ่านความเห็นของประชาชนในพื้นที่ดังนี้

 

 

  

          ป้าประภาส จากตำบลภูเขาทอง เล่าว่า ที่ตำบลภูเขาทอง ในเขตเทศบาลนครอยุธยา มี 4 หมู่ ประกอบด้วยประชากร 1400 หลังคาเรือน น้ำท่วมหมดทุกหมู่ นับเป็นปีที่น้ำ เขาไม่ให้น้อยหน้าใคร ตอนน้ำท่วมต่างคนๆก็ต่างเอาตัวเองให้รอดก่อน และมีการไปช่วยแรงกันดุนบ้านบ้าง ยกข้าวของบ้างเท่าที่จะทำได้ แต่การที่คิดว่าน้ำไม่น่าจะมากมายขนาดนี้ ทำให้ไม่ได้เตรียมตัวเท่าที่ควร พอเกิดน้ำท่วมขึ้น จึงไปมาหาสู่กันลำบาก ก็ต้องออมแรง ออมเสบียงไว้ช่วยตนเองก่อน ระหว่างที่เกิดน้ำท่วมขึ้น นึกถึงใครได้ ก็โทรหา เล่าถึงความยากลำบากและขอความช่วยเหลือเท่าที่จะติดต่อภายนอกได้ เช่น กลุ่มทำปลาตะเพียน ที่ได้ติดต่อซื้อขายกับบริษัทของชาวต่างประเทศ ได้ติดต่อเข้ามาช่วยเหลือสมาชิกกลุ่ม นอกจากนี้ ชาวชุมชนได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ถุงยังชีพ แต่ก็ยังสังสัยว่า การแจกจ่ายนั้นยังไม่เข้าถึงชาวบ้าน หลังน้ำอยากเห็นการช่วยเหลืออะไรก็ได้ ที่ พอช. จะช่วยเราได้ เรื่องการฟื้นฟูจะเป็นเรื่องสำคัญ

 

        นางจี้ จากตำบลประตูชัย เล่าว่า ที่ตำบลประตูชัย ประกอบด้วย 5 ชุมชน น้ำก็ท่วมทั้งหมด เดิมไม่เคยถูกน้ำท่วมเลย ตอนแรกคิดว่าจะกันน้ำอยู่ได้ แต่เมื่อเทศบาลแจ้งบอก เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ให้เตรียมตัวย้ายข้าวของขึ้นชั้นบน ยังคิดว่าคงจะไม่ท่วมมาก จนถึงวันที่ 8 เริ่มท่วมหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงพื้นบ้านข้างล่าง ถึงตอนนั้น ต่างคนต่างตกใจ จนต้องรีบขึ้นบนบ้าน เพราะน้ำพัดแรงมาก หลายหลังถูกนำพัดจนประตูบ้านเสียหายหนัก และพอรุ่งขึ้นวันที่ 9 ทุกอย่างก็เงียบสงัดอย่างป่าช้า ต่างคนก็ต่างกระจัดกระจายหนีออกจากบ้านไปกันหมด ไปอยู่ที่รังสิตบ้าง นวนครบ้าง บางปะอินบ้าง แต่สุดท้ายน้ำก็ไหลตามไปเรื่อยๆ  ช่วงนี้ ทางชุมชน ได้ไปขอเรือจากหน่วยงานมาประจำไว้ลำหนึ่ง แล้วก็ได้ใช้เรือลำนี้พายรับส่งอาหาร ของแจกในชุมชน ต้องคอยเข้าออกในหมู่บ้านประจำ เพราะมีคนลักขโมยมาก น้ำท่วมยันหน้าต่าง ขโมยก็เอาเรือเทียบและขนของออกไปเลย

 

         นางศรีสุวรรณ อรรถปักษ์ (ป้าแป๊ะ)   ตำบลท่าวาสุกรี   เล่าว่า ที่ตำบล มี 5 หมู่บ้าน น้ำก็ท่วมทั้งหมดเช่นกัน ที่นี่น้ำท่วมก่อนคนอื่น เพราะอยู่ริมคลองมหานาค น้ำทุกสายมาประจบกันที่นี้ น้ำได้ท่วมหนัก มิดหลังคาบ้าน ชาวบ้านพอน้ำท่วมเยอะ ต่างก็ช่วยคนแก่ก่อน  ตอนนี้ยังช่วยกันไม่ได้ ต้องรอจนกว่าน้ำลดลง แต่ตั้งใจจะนำกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่จัดตั้งกันมา  มาเยียวยาสมาชิก ตอนนี้กองทุนสวัสดการชุมชน ที่มีสมาชิก 122 คน โดยจะดูว่าใครเดือดร้อนหนัก ก็เข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ โดยอาจให้เปล่าด้วยการช่วยเหลือด้านอาชีพ เช่น ครอบครัวละ 2,000 บาท เพื่อให้สมาชิกดำรงอยู่ได้

 

         เกรียงศักดิ์ ฟุ้งลัดดา จากตำบลหัวรอ เล่าว่า ที่ตำบลมี 5 ชุมชน มีสภาองค์กรชุมชนแล้ว โดยได้จัดตั้งมา เมื่อเดือนสิงหาคม น้ำเริ่มท่วมชุมชนเมื่อ 31 สิงหาคม ทางกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล จึงได้มีการช่วยเหลือชาวบ้านด้วยการติดต่อประสานงานกับวิทยาลัยการต่อเรือ และที่วัดแค วัดหน้าวัง เพื่อเป็นสถานที่พักพิงอาศัย ความช่วยเหลือทางราชการยังคิดว่าน้อยกว่าเอกชน เนื่องจากเอกชนมักจะลงพื้นที่โดยตรง ส่วนราชการจะลงตามชุมชน มาไม่บ่อยครั้ง แต่การมีข้อมูลทำให้เราได้เปรียบ เพราะจะขอการช่วยเหลือจากใครก็ทำได้ง่าย เรามีคน 250 หลังคาเรือน หากมีคนจะมาช่วย ถ้าช่วยได้ครบ เราก็จะรับ ถ้าไม่ครบ เราจะไม่รับ เพราะจะลำบากใจในการจัดการของช่วยเหลือ  หลังน้ำลด ก็จะช่วยเหลือกันตามสภาพ อาจใช้กองทุน สวก.ชุมชน ที่มีสมาชิก 270 ราย มีเงินทุน 80,000 กว่าบาท ในขณะนี้ เป็นจุดประสานการช่วยเหลือเบื้องต้น

 

         น้ำท่วมปีนี้หนักมาก ชาวบ้านทุกคนเจอปัญหากันหมด ยังไม่ได้คิดเรื่องการช่วยเหลือกันระยะยาว หากมีงบภายนอกมา ก็อาจจะช่วยกันได้ไม่มากก็น้อย

 

         นางลัดดา ปิ่นสุวรรณ ต.คลองตาบัว กล่าวว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล  ได้นำเงินกองทุนซื้อถุงยังชีพแจกจ่ายสมาชิกทันทีในช่วงเวลานั้น หลังน้ำลด จะนำเงินทุนไปช่วยเหลือสมาชิกผู้สูงอายุก่อน แต่ตอนนี้ได้ออกมาตั้งหลักข้างนอก เพราะอยู่ข้างในจะติดต่อภายนอกได้ยาก จึงประสานงานให้ สอช.เข้ามาช่วยเหลือ การเข้าไปช่วยเหลือจะลำบากมาก เพราะน้ำเชี่ยว ต้องอาศัยเรือจากกองทัพเรือและภายนอกเท่านั้น การออกมาประสานภายนอก จึงเป็นทางออกในการจัดหาอาหาร น้ำดื่มและของยังชีพ ไปช่วยสมาชิก หากน้ำลด ถ้ามีหน่วยงานภายนอก เข้ามาช่วยเหลือ ก็จะพอบรรเทาเบาบางได้บ้าง

 

        ชาวบ้านที่ชุมชนโพธาราม ตำบลไผ่ลิง เทศบาลเมืองอโยธยา อีกคนหนึ่งเล่าว่า น้ำเริ่มท่วมวันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้นมา ตู้เสื้อผ้า ตู้โชว์ต่างๆ เสียหายอย่างมาก ตอนนี้ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในเบื้องต้น เพื่อขอน้ำ อาหารไปช่วยเหลือ  ตอนแรกได้ไปติดต่อที่จังหวัด พบว่าจริงๆ ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครจัดระบบเลย เมื่อไปขอการช่วยเหลือก็ไม่มีของให้ตามที่ชาวบ้านร้องขอ การแย่งถุงยังชีพมีในกลุ่มชุมชนอยู่บ้างในตอนแรก ต่อมาก็จัดระเบียบได้ดีขึ้น ชาวบ้านหลายคนรอแจกของ ยังไม่ลุกขึ้นมาดูช่วยตัวเอง ยังรอการช่วยเหลือภายนอก หากได้รับเงินทุนสวัสดิการตำบลที่สมทบจากรัฐบาลลงมา ก็อาจจะคุยกันว่า จะพอหาทางช่วยเหลือกันอย่างไร เช่น เอาไปซื้อข้าวสาร มาช่วยสมาชิกเป็นต้น

        อย่างไรก็ดี ถ้าผู้นำในชุมชนไม่เป็นกลาง จัดระบบไม่ดี ไม่ทั่วถึง จะเกิดปัญหาจริงๆ และเดือดร้อน บางชุมชนผู้นำชุมชน ไม่ได้เอาไปแจกจริง เก็บตุนไว้บ้าง ไว้ใช้เองบ้าง แจกญาติพี่น้องตนเองบ้าง หวังเห็นชุมชนได้ลุกขึ้นมาช่วยกัน จัดระบบตัวเอง เช่น ช่วยกันล้างบ้าน ทำความสะอาดสภาพแวดล้อมต่างๆ และมุ่งหวังให้ชาวบ้านมีรายได้อย่างรวดเร็ว เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอาชีพประจำ จึงเป็นเรื่องใหญ่ของชุมชนโพธาราม  

 

         ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ พอช.ช่วยเชื่อมกับสถาบันการศึกษา หรือ โรงเรียนเพื่อจะเข้ามาช่วยเหลือซ่อม สร้างบ้าน หลังน้ำลด วันนี้ภาครัฐจึงต้องรีบลงมาช่วยเหลือ โดย พอช.และ คปอ. อาจเป็นหลักประสานหรือทำความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ

 

         altชาวบ้านที่ชุมชนเตาอิฐ ตำบลไผ่ลิง เทศบาลเมืองอโยธยา อีกคนหนึ่งเล่าว่า ช่วงน้ำท่วมมีเทศบาลมาแจกของ 2 ครั้ง และมีปัญหาการแจกของ 279 ครัวเรือน รวมบ้านขยาย 300 หลังคาเรือน เมื่อมีคนมาแจกข้าวของก็มักจะไม่ทั่วถึง เพราะมีเวียนมารับกันบ้างและคนนอกจากชุมชนอื่นมาด้วยบ้าง จากนั้นชาวบ้านจึงมาจัดระบบกันเอง โดยใช้วิธีการแจกตามบ้านเลขที่ และเลขที่ขยาย เน้นคนที่อยู่เป็นหลัก ส่วนคนที่อยู่ภายนอก ชุมชนก็ไม่สามารถดูแลได้ สำหรับเด็กนักศึกษาที่พักตามหอ ก็ใช้วิธีแจกเป็นชุด ให้พอกระจายกันอยู่ได้ หลังน้ำลด อาจมาร่วมกันคิดช่วยกัน เพราะได้งบ 300,000 บาท มาจาก สปช. เพื่อเป็นกองทุนอาชีพในระยะต่อไป

 

         บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ ในวันนี้ ของชาวบ้านในเขตเมืองอยุธยา ที่มาร่วมประชุมกัน ที่ห้องแถวหลังหนึ่งใกล้ๆ สี่แยกวรเชษฐ์ ทางออกไปยังอำเภอเสนา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 ได้สะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆ ที่สำคัญ ทุกคนต่างได้บทเรียนกลับไป เพื่อที่จะเตรียมรับกับวันใหม่ โดยมีข้อเสนอเพื่อการจัดการภัยพิบัติเพื่อการฟื้นฟูชุมชน ผ่านความเห็นของประชาชนในพื้นที่ดังนี้

 

1.ทุนภายในชุมชนสำคัญที่สุด เพราะเมื่อฉุกเฉินต้องงัดออกมาใช้ได้ทันท่วงที เช่น การมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล  หรือมีงบพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนตำบล หากตำบลใดมีอยู่แล้ว ก็จะช่วยได้มาก สามารถจัดปรับมาใช้เพื่อเรื่องนี้ เฉพาะหน้าได้ การมีกองทุนตนเองจึงจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต

 

2.ข้อมูลสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าชุมชนไหนมีข้อมูลผู้เดือดร้อน สามารถบอกคนอื่นได้ มีข้อมูลคนในชุมชน สมาชิกกลุ่ม ข้อมูลหน่วยงาน องค์กรภายนอก เหล่านี้จะทำให้เกิดการช่วยเหลือได้รวดเร็ว เท่าทัน การมีข้อมูลเพื่อจัดระบบ ระเบียบ และวางแผนกับการเกิดภัยพิบัติ จึงต้องให้ความสำคัญในอนาคต

 

3.ระบบการจัดการของช่วยเหลือของชาวชุมชน ต้องมีทีมกลาง มีตัวแทนเขต โซน ดูแล เป็นระบบ มีการลงบันทึกรายการรับ รายการช่วยเหลือไปอย่างชัดเจน เช่น การจัดของช่วยเหลือตามระบบทะเบียนบ้าน ชุมชนไหนมีแบบแผนการทำงานดี ก็จะจัดระบบได้ทัน และเตรียมการได้พร้อมกว่าที่อื่นๆ  

 

4.การมีเพื่อนมาก มีภาคีภายนอก จะช่วยได้เมื่อเดือดร้อน เช่น บริษัท หน่วยงาน และภาคีตำบลอื่นๆ ถ้าเราผูกมิตร เกาะติดความสัมพันธ์กันได้ ชุมชนก็จะสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และจะมีผู้เข้ามาช่วยเหลือชุมชนได้มากกว่าที่อื่นๆ ตามที่ชุมชนต้องการ ดังนั้น การสร้างสัมพันธภาพกับชุมชน หรือหน่วยงานภายนอกต้องให้ความสำคัญ เพราะสังคมอนาคตจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้

 

5.การมีแผนป้องกัน จัดการภัยพิบัติต้องทำให้เป็นจริงในอนาคต ที่ชุมชนต้องมีแผน ชักซ้อม บทเรียนวันนี้ ชุมชนจะต้องทำให้เกิดแผนป้องกัน แก้ไขปัญหาภัยพิบัติโดยชุมชนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รอรับการช่วยเหลือจากภาบยนอกเท่านั้น  

 

6.ชุมชนใดสื่อสารภายนอก ได้เร็ว ได้หลายช่องทาง ก็จะมาทางรอดและทางเลือก ในการเข้ามาสนับสนุน ช่วยเหลือได้ง่าย

 

7.ผังพื้นที่ ผังตำบล จะสำคัญมากในอนาคต   รวมถึงผังทางเดินน้ำ ที่จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนรในพื้นที่นั้นๆ เพราะจะต้องรู้ว่า ที่ไหนปลอดภัย ที่ไหนสูง ที่ไหนต่ำ ตรงไหน ควรใช้ประโยชน์อย่างไร การจัดทำแผนที่ตำบล จะต้องให้น้ำหนักให้มากยิ่งขึ้น  

 

8.ชุมชนอยุธยาวันนี้ ต้องปรับตัวให้อยู่กับน้ำให้ได้ เพราะการจะเดินทาง ก็ต้องใช้เวลา อยู่กับน้ำต้องหากินได้ อาศัยบทเรียนจากน้ำท่วม ทุกปี ทำให้ชีวิตปรับตัวให้สมดุล ปรับสิ่งก่อสร้าง ที่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม มีอุปกรณ์ช่วยเหลือตนเอง ยังชีพได้ เช่น เรือ และเสบียงยังชีพ 

 

9.ชุมชนที่ได้ผู้นำดี เป็นกลาง ไม่แบ่งสีแบ่งพรรคพวก ร่วมสุข ร่วมทุกข์กับชาวบ้าน อยู่กับปัญหา รักษาใจชาวบ้านได้ จะช่วยให้ชาวบ้านอยู่กันอย่างอบอุ่น ไม่แตกแยก  และการแก้ไขปัญหาจะไม่กระจุกที่คนๆเดียว

 

         บทเรียนดีๆแบบนี้ ชุมชนที่ไหน จะเอาไปใช้ก็ได้ เพราะคงไม่ต่างกันมาก หากแต่อนาคต คนที่อยุธยาได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดให้มีกลไกคณะประสานงานภัยพิบัติภาคประชาชน ขึ้น โดยมีคณะประสานงานองค์กรชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (คปอ.) และเครือข่ายบ้านมั่นคงเมือง เป็นกลไกประสาน สนับสนุน เอื้ออำนวยให้ทั้งเวทีการพูดคุยและการระดมทุนช่วยเหลือ ซึ่งเบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายว่า กลไกคณะประสานงานภัยพิบัติภาคประชาชนนี้ จะเป็นจุดประสานงาน และกระจายข่าวสาร นัดหมายพบปะพูดคุย และช่วยดูแลกระจายความต้องการ หรือขอรับการสนับสนุนจากภายนอก ที่รวดเร็ว เชื่อมโยงการเรียนรู้ และส่งเสริมองค์ความรู้ รูปธรรมของพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับกลุ่มตำบล 13 จุดขึ้นแล้ว และจะมีการหารือสร้างความเข้าใจเพื่อวางแนวทาง แผนงาน โครงการร่วมกันในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ และคาดหวังว่า คณะประสานฯนี้ จะมีบทบาทในการสนับสนุนติดตามการพัฒนากองทุนสวัสดิการที่อยู่ในระดับตำบล ส่งเสริมให้เกิดทีมทำงานระดับตำบล ที่จะเป็นคณะมาดูเรื่องภัยพิบัติ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ตำบล โดยการทำงานภายใต้การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบลหรือจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ และให้มีศูนย์ประสานงานกลุ่มตำบล และศูนย์ประสานงานกลาง ที่วัดท่าการ้อง เทศบาลนครอยุธยา)

 

         สำหรับแผนการฟื้นฟู ในระยะหลังน้ำท่วมนั้น ชาวบ้านที่อยุธยาจะเน้นใช้งบประมาณที่ตำบลมีอยู่ตอนนี้ ที่มีทุนเดิม เช่น สวัสดิการชุมชน และงบที่ผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบล ขับเคลื่อนแก้ไข โดยจะทำการสำรวจความเสียหายเดือดร้อน ร่วมกับท้องถิ่น จะเน้นประสานงานภายนอกเพื่อเข้ามาส่งเสริมอาชีพ รายได้ ร่วมกันจัดการวัสุด ทีมช่างเพื่อซ่อม/สร้างบ้าน  ปรับสภาพภูมิทัศน์สภาพแวดล้อม  และฟื้นฟูสภาพจิตใจ และความสัมพันธ์ของคนในชุมชน

 

         ส่วนระยะยาวนั้น ชาวอยุธยาจะเน้นให้เกิดการจัดทำแผนจัดการภัยพิบัติชุมชน ในระดับตำบลหรือเมือง โดยการจัดทำผังตำบล แผนที่ปลอดภัย การจัดทำกองทุนช่วยเหลือและฟื้นฟูภัยพิบัติ โดยรูปแบบต่างๆ และจะร่วมกันเสนอขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาเป็นวาระจังหวัด เพื่อการจัดการน้ำและภัยพิบัติอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ โดยหวังว่า พอช. สพม. สช. และสสส. จะเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะมาสนับสนุนให้ความฝันของคนอยุธยา เป็นจริง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter