พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1892

altเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 ผู้นำชุมชนภาคเหนือจำนวน 20 คน จากพิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและมอบของช่วยเหลือผู้ประสบน้ำท่วมในพื้นที่นครสวรรค์ กรุงเทพฯ และสนับสนุนการตั้งโรงครัวร่วมกับมูลนิธิฉือจี้ ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน

  

 

          

 

alt         นางนุชจารีย์ สว่างวรรณ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางระกำ อ.บางระกำจ.พิษณุโลก ผู้นำชุมชนคนหนึ่งที่ร่วมขบวนดังกล่าวเปิดเผยว่าสิ่งที่นำช่วยพี่น้องกรุงเทพฯนั้นมีทั้งข้าวสารจากโรงสีข้าวชุมชน จ.พิจิตร ผักสดจากชุมชน ปลาสร้อยย่าง 2 ตันจากลุ่มน้ำยม ซึ่งเป็นปลาในลุ่มน้ำยม จ.สุโขทัย และมีเฉพาะในช่วงก่อนวันลอยกระทงเพียงประมาณ 15 วันเท่านั้น ซึ่งพี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหงใน จ.สุโขทัย ได้ช่วยกันย่างปลาดังกล่าวมากว่าครึ่งเดือน

 

 

 

         กิจกรรมช่วยผู้ประสบภัยวันแรกของพวกเธอที่กรุงเทพฯ คือการช่วยทำความสะอาดวัดอ่างแก้ว การช่วยทำอาหารและจัดการโรงครัวที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาที่คลองสาน ซึ่งได้การสนับสนุนจากมูลนิธิฉือจี้ เราจะทำครัวกันทุกวัน จัดอาหารวันละประมาณ 600 กล่องเพื่อผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยพี่น้องในภาคเหนือจะหมุนเวียนกันมาช่วยโรงครัวแห่งนี้

altalt

         อะไรคือที่มาของผู้ประสบภัยน้ำท่วมตำบลบางระกำ จ.พิษณุโลกและจังหวัดอื่นๆในภาคเหนือ มาช่วยผู้ประสบภัยในกรุงเทพฯ ทั้งๆที่บ้านของตนเองยังไม่ทันได้ฟื้นฟูเลย นางนุชจารีย์เล่าว่า ตำบลบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นพื้นที่หนึ่งทีประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตอนนี้บางพื้นที่น้ำเริ่มลดแล้ว ในบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง ที่ผ่านมาเครือข่ายชุมชนในทุกภาคได้เดินทางไปช่วยเหลือตำบลบางระกำ และพวกเรายังต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาและฟื้นฟูน้ำท่วมที่บ้านตนเองเช่นกัน 

        เธอเปิดเผยว่าที่ตำบลบางระกำเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำซาก ต่างกันเพียงปีนี้น้ำมาเร็วตั้งแต่เดือนสิงหาคม ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทันน้ำมาเร็วและขังแช่นานกว่าสามเดือน จึงได้เปิดเป็นศูนย์ประสานงานแก้ปัญหาในภัยพื้นที่ ประสานกับหน่วยงานเพื่อการรับบริจาคและจัดทำอาหาร ซึ่งมูลนิธิฉืจี้ได้ช่วยเรื่องโรงครัวในช่วงที่น้ำท่วมหนัก ในช่วงสองเดือนแรกต้องทำอาหารวันละ 3,000 กล่อง เพื่อดูแลผู้ประสบภัยใน 4 ตำบล ขณะนี้ตำบลบางระกำยังมีน้ำแช่ขังแต่ลดน้อยลง กำลังเริ่มต้นฟื้นฟูเรื่องอาชีพ เราประกาศไม่รับถุงยังชีพอีกต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัวในการพึ่งตนเอง ทำอาหารในครัวของตนเอง ปลุกพลังจิตสำนึกของชุมชนที่ต้องลุกขึ้นมาพึ่งตนเองให้ได้

         ในขณะนี้ชุมชนบางส่วนเริ่มฟื้นฟูเรื่องอาชีพกับกลุ่มต่างๆ ในตำบล ซึ่งทางจังหวัดและราชการได้สนับสนุนงบประมาณ ที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชน และอสม.ได้ช่วยกันสำรวจข้อมูลต้องฟื้นฟูกันอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการทำนา ที่ปรับเปลี่ยนจากการทำนาหว่าน นาดำ เป็นนาโยนเพื่อลดภาวะโลกร้อนและลดต้นทุนการผลิต ซี่งใช้เวลาในการเพาะกล้าเพียง 15 วัน ต้นทุนการผลิตไร่ละ 900 บาท มีการส่งเสริมการปลูกผักลอยฟ้าที่ไม่ต้องใช้ดิน เราชื่อว่าโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในใจคน ด้วยการปลูกผัก 9 อย่าง หนึ่งในเก้าอย่างคือผักกุ่มซึ่งกินได้และช่วยรักษาหน้าดินด้วยและผักนี้มีเฉพาะในลุ่มน้ำยมเท่านั้น

        นุชจารีย์ มีความเห็นว่า การฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วม ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือพลังของคนในชุมชน การมีจิตอาสาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนมีเงิน ชาวบ้านที่ไมรู้หนังสือเลย เขาผ่านความทุกข์มาเยอะมาก และเขามีข้อมูลมาก ในช่วงที่เรามีทุกข์หนักน้ำท่วมหนัก เราให้ทุกคนช่วยกันทำงาน ช่วยเก็บผัก ช่วยจัดของ ช่วยเฝ้าระวัง ให้ทุกคนหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาทำงาน

        ในช่วงนี้เรากำลังตั้งลูกเพื่อการฟื้นฟู บางเรื่องเริ่มทำได้ บางเรื่องยังทำไม่ได้ในทันทีเพราะน้ำยังจมอยู่ ซึ่งคนในชุมชนเรานี่แหละจะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเพราะเรารู้ข้อมูลดี่ที่สุดว่าปัญหาของเราคืออะไรและต้องทำอย่างไร

        ทั้งนี้ในเวทีสรุปบทเรียนการจัดการภัยพิบัติภาคเหนือเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่จ.พิษณุโลก ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งขบวนชุมชนและภาคประชาสังคม มีข้อสรุปในทิศทางการฟื้นฟูชุมชนหลังประสบภัยพิบัติในเรื่องสำคัญได้แก่การฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธ์ข้าวพื้นเมืองที่หายาก การวางแผนซ่อมสร้างบ้านที่เสียหาย การจัดตั้งศูนย์ประสานจัดการภัยพิบัติระดับตำบล การพัฒนาระบบการสื่อสาร การเตรียมคลังอาหาร (คลังข้าว) ก่อนเกิดภัยพิบัติเป็นต้น

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter