วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พร้อมผู้นำชุมชนตำบลท่าอิบุญ อ.หล่มศักดิ์ จ.เพชรบูรณ์ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ นำแพ น้ำ อีเอ็มบอล มอบ ชุมชนบางบัว หมู่ 6 แขวงอนุเสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา เสนอแนะหลังจากลงเยี่ยมชุมชนบางบัว โดยกล่าวว่า เราต้องเริ่มคิดถึงเรื่องชุมชนปลอดภัย ที่เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันทั้งโลก ประเทศไทยก็เริ่มจะขยับเคลื่อน โดยเริ่มต้นมองว่าอะไรที่จะทำให้ชุมชนไม่ปลอดภัย ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราจะเตรียมการรับมืออย่างไร เช่นบางชุมชนได้เตรียมรถพยาบาล และการปฐมพยาบาลกันเบื้องต้น
การมาที่บางบัวครั้งนี้ ทำให้นึกถึงชุมชนที่ถูกกระทบจากภัยพิบัติ ไม่แค่เฉพาะครั้งนี้ แต่ที่เกิดขึ้นตลอดปี ในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ภัยหนาว โรคระบาด รวมทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด ก็เป็นภัยพิบัติด้วยเช่นกัน
สำหรับข้าวของ ถุงยังชีพอะไรผมไม่มีมาให้ แต่ผมนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้โลกพ้นจากวิกฤตได้” ความรู้ หนังสือ บทความทางวิชาการเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ การป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และ มาฝากให้กับพี่น้องชุมชนบางบัว รวมทั้งมอบเงินให้ไว้เป็นทุน สำหรับชุมชนจะได้นำไปใช้ในเรื่องที่เห็นว่าจำเป็น
คนคลองบางบัว จะอยู่กับน้ำ
นายประภาส แสงประดับ ผู้นำชุมชนบางบัว กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เรามีการจัดระบบกลุ่มย่อย แบ่งเป็นโซน มีผู้นำในแต่ละโซนคอยดูแล เราเริ่มมาจากการที่ชุมชนดูแลกันเองก่อนในเบื้องต้น มีการเช็คข้อมูลครัวเรือนที่อพยพ ครัวเรือนที่อยู่อาศัย มีการช่วยกันขนของขึ้นชั้น 2 ในแต่ละบ้าน มีการหารือกันว่าใครจะอยู่ใครจะไป มีการประสานรวมกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่อยู่ริมคลองบางบัว มีการพูดคุยกับมหาลัยราชภัฎ และทางเขต เพื่อรองรับผู้อพยพจากชุมชนบางบัวบางส่วนให้อาศัย
ในเรื่องของที่มาแจก หรือถุงยังชีพ เรามีการหารือและตกลงว่าจะรวมไว้เป็นกองกลาง ชุมชนมารวมกันแพ็คของ มาจัดระบบคูปอง แก้ปัญหาการเวียนซ้ำ ที่เราจัดระบบได้เพราะมีข้อมูลจากหัวหน้าโซน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถดูแลกันได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการที่จะให้กรรมการดูแลชุมชนทั้งหมดนั้น น้ำท่วมทำให้จัดการยากขึ้น
เราใช้โทรศัพท์ในการประสานงานแต่ละโซน และแพ็ครวม ในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นต้นว่า การออกไปซื้อข้าวซื้อของก็จะประสานแต่ละโซนให้ไปพร้อมกัน รวมกันไปไม่ใช่ต่างคนต่างไป โดยติดต่อขอรถจากหน่วยงานเข้ามาช่วยรับส่ง
ซึ่งเครือข่ายชุมชนริมคลองบางบัวมี 15 ชุมชน มีครัวเรือน 3,380 หลังคาเรือน สำหรับชุมชนบางบัวมี 264 ครัวเรือน โดยชุมชนบางบัวจะใช้เป็นศูนย์กลางของเครือข่าย เวลาที่ได้รับสิ่งของเครื่องใช้ หรือถุงยังชีพ เราก็จะแบ่งปันอย่างเท่าเทียมไปสู่ชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งการแจกข้าวของ ถุงยังชีพ ที่ผ่านมาได้ทำให้ชุมชนเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เราเลยจัดระบบไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เวลามีหน่วยงานเข้ามาคนในชุมชนก็จะรู้ว่าให้ไปลง ณ จุดไหน ซึ่งที่นี่มีกรรมการคอยทำหน้าที่อยู่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่จะไม่รับเอาของเพียงคนเดียว แต่ให้นำมาให้กรรรมการในการกระจายสู่ครัวเรือน
ซึ่งก่อนที่น้ำจะท่วม เบื้องต้นเรามีการผลิตเรือจำนวน 14 ลำ โดยอาศัยช่างชุมชน ทำให้เราสามารถประหยัดได้มากกว่าที่จะไปซื้อจากภายนอก นอกจากนั้นมีการทำส้วมลอยน้ำ ที่ใช้สังกะสี ถังสองร้อยลิตรทำ เพราะเรารอหน่วยงานไม่ไหว
น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ คนที่นี่ใช้ชีวิตอยู่กับคลอง คนส่วนใหญ่อยู่กับน้ำ ถ้าปีหน้าน้ำท่วมอาจมีการปรับที่อยู่อาศัย อาจทำชั้นเตรียมไว้ของ ชั้นล่างอาจไม่ต้องกั้นให้เป็นทางผ่านน้ำเลยก็ได้ และก็เตรียมการใช้ชีวิตอยู่บนชั้นสอง อาจออกแบบห้องน้ำชั้นบนให้สามารถใช้ได้แม้ยามน้ำท่วม หรืออาจจะเตรียมแผนเรื่องเรือ รถ ไว้สำหรับขนย้ายผู้เจ็บป่วย เพราะน้ำท่วมคราวนี้มีคนเสียชีวิตจากโรคความดัน 1 ราย เนื่องจากไม่สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
ช่วงแรกๆ ชาวบ้านยังคงรอการช่วยเหลือจากหน่วยงาน แต่เมื่อผ่านไปสักระยะคนในชุมชนได้มองเห็นว่าเราต้องช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน และดูแลสุขทุกข์ร่วมกัน นายประภาสกล่าว


