เมื่อวันที่ 16 พ.ย.54 ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลาง 9 จังหวัดภาคกลาง สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ผู้แทนชุมชนเมือง และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานปฎิบัติการภาคกลาง ( พอช. )กว่า 60 คน รวมพลังสรุปบทเรียนการจัดการภัยพิบัติปี 49 สู่ปี 54 เพื่อเป็นแนวทางจัดการตนเองของชุมชนและฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติโดยขบวนชุมชนท้องถิ่น
ขบวนองค์กรชุมชนประสานงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของขบวนจังหวัด (24 ต.ค.2554/สิงห์บุรี) จากวลีของผู้นำชุมชนที่ได้ให้จินตภาพของศูนย์การจัดการภัยพิบัติว่าไม่ใช่เพียงแค่อาคารสถานที่ แต่ฟื้นฟูจากสิ่งทีมีชีวิตโดยขบวนชุมชน กลไกสภาองค์กรชุมชน ที่มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ฟื้นฟูภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม มากกว่าการสงเคราะห์แต่ต้องส่งเสริม นับว่าเป็นพลังเพื่อการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ชัยวิชญ์ภณ ตังกิจ รักษาการผู้จัดการสำนักงานภาคกลาง กล่าวต้อนรับขบวนองค์กรชุมชนโดยแลกเปลี่ยนว่า สถานการณ์ภัยพิบัติภาคกลางกับบทเรียนสำคัญตั้งแต่ปี 2549 ชุมชนต้องมีความตื่นตัวกับสถานการณ์ดังกล่าว การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนได้ดำเนินการระยะเร่งด่วน การสมทบทุนเพื่อจัดสรรถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์ การตั้งโรงครัวทำอาหารสดแจกพื้นที่ การบริหารจัดการศูนย์ฯของชุมชน ประสบการณ์เรื่องกระสอบทราย กลยุทธ์การป้องกันน้ำ โดยมีกลไกสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชนเป็นฟันเฟื่องอยู่ได้เมื่อภัยมาภายใต้สถานการณ์ในครั้งนี้
ขบวนชุมชนร่วมสรุปบทเรียนการจัดการภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชน แนวทางการจัดการตนเองของชุมชนด้านภัยพิบัติเชื่อมโยง 9 จังหวัด กับการแก้ปัญหาภัยพิบัติระยะฟื้นฟูกองทุนโดยขบวนองค์กรชุมชนเตรียมรับ 3 ช.โดยชุมชน คือ
1. ชุมชนต้องเตรียมความพร้อมในสถานการณ์และอยู่ได้เมื่อภัยมา ทั้งในระยะเร่งด่วน/ฉุกเฉิน เช่น ดำเนินการสำรวจข้อมูลของชุมชนเพื่อเตรียมรับมือ และการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ระยะเพื่อการฟื้นฟู ซ่อมสร้างบ้านหลังน้ำลด จัดทำผังตำบลเพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่ และนำไปวิเคราะห์การจัดระบบการระบายน้ำ
2. ชุมชนต้องอยู่ร่วมกับการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ผู้ประสบภัยโดยยึดหลักการรวมกลุ่มผู้เดือดร้อน จัดระบบการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน พัฒนาพื้นที่รูปธรรมจัดการตนเอง จัดกลุ่มบริหารจัดการศูนย์ (โครงการ สำรวจข้อมูล กิจกรรมฟื้นฟู ฯลฯ)
3. ชุมชนต้องฟื้นฟูหลังน้ำลดต้องจัดการพื้นที่ จัดทีมพลังชุมชนซ่อมสร้าง สมทบกองทุนเพื่อการจัดการร่วมทั้งชุมชน สำรวจข้อมูลเพื่อจัดเก็บเป็นสถิติและวิเคราะห์เปรียบเทียบความรุนแรงของภัยพิบัติให้สามารถพยากรณ์การรับมือภัยพิบัติในทุกระยะ ชุมชนต้องมองมิติการฟื้นฟูหลังจากน้ำลดได้ ทั้งระบบ ต้องช่วยเหลือทั้งชุมชน สร้างชุมชน สร้างพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูยกระดับ โดยเชื่องโยงคนทั้งตำบลและจังหวัดให้ได้
นายอัมพร แก้วหนู เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส พอช. ระบุว่า ขบวนองค์กรชุมชนกับสถานการณ์ภัยพิบัตินับว่า จะชุลมุนอยู่กับต้นทางน้ำ คือการช่วยเหลือเร่งด่วน/ฉุกเฉิน โดยไม่คำนึงถึงปลายน้ำเท่าที่ควร ฉะนั้นชุมชนควรวางแผนฟื้นฟูรูปธรรมที่ดำเนินการได้โดยชุมชน การทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อกับการจัดการน้ำโดยใช้ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดนั้นเป็นเครื่องมือพัฒนาพื้นที่การจัดการภัยพิบัติ และหยิบยกประเด็นสาธารณะมาพูดคุยกันได้ตามภารกิจสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งช่องทางการสื่อสารทางอากาศ เช่น ช่องเคเบิ้ลชุมชนระวังภัย ขบวนองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติ การสมทบกองทุนภัยพิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี กองทุนสวัสดิการภัยพิบัติของจังหวัดคำนึงถึงฐานสมาชิก และสรรพกำลังในการจัดสรรคลังอาหารของชุมชน กำลังการผลิตแหล่งต่างๆ เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผลิตน้ำดื่ม เป็นต้น นับเป็นแนวทางการจัดการตนเองตั้งแต่ระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัดและเชื่อมโยงการจัดการกองทุนระดับนโยบายต่อไป
ทั้งนี้ นายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (พอช.) ได้ย้ำถึง การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนนั้น ชุมชน พอช.และภาคีต้องรวมพลังและประสานสิบทิศ เพื่อขยายผลทีมปฏิบัติการลักษณะทีมธรรมชาติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก และหน่วยงานเป็นผู้หนุนเสริม และก่อรูปศูนย์ปฏิบัติการสู้ภัยพิบัติครบวงจร จัดการด้านข้อมูล กองทุน เชื่อมโยงภาคี แผนปฏิบัติการ (ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว) เพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่จังหวัดจัดการตนเอง การเปลี่ยนแปลงระดับชาติ เชิงโครงสร้างและนโยบายต่อไป


เขียนโดย : อรอนงค์ พลอยวิเลิศ
สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์


