พิมพ์
อุดมศรี ศิริลักษณาพร/สุธิดา บัวสุขเกษม
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 5950

altเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช) ได้จัดเสวนา “การสื่อสารเพือการพัฒนา ในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลง” ที่ห้องประชุม ๓๐๑-๓๐๒ พอช. วิทยากรที่ร่วมให้ความรู้คือ ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล และคุณพิภพ พานิชภักดิ์   มีผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ พอช.เข้าร่วมเสวนา  

 

  

ทั้งนี้ผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมประชุม โดยส่วนใหญ่เป็นคณะทำงานสื่อสารเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นผู้นำจากทุกภาค รวมทั้งเจ้าหน้าที่พอช.ที่อยู่ในหน้างานของการสื่อสารประชาสัมพันธ์

 

altคุณพิภพ พานิชภักดิ์  นักสื่อสารอิสระ ผู้มากประสบการณ์ทั้งด้านสื่อสารมวลชน   การจัดทำสารคดีโทรทัศน์ สื่อใหม่และสื่อชุมชนมีความเห็นว่า หากหมู่บ้าน เมือง เป็นพื้นที่หลักที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สื่อส่วนกลางไม่ว่าเขาจะตั้งใจแค่ไหน มันไม่สามารถตอบโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด เพราะเขาต้องตอบเป้าหมายของเขา ไม่ได้ตอบเป้าหมายของชุมชน สื่อชุมชนคือสื่อที่ชุมชนเป็นเจ้าของ การสื่อสารเพือ่การพัฒนาในบ้านเราจึงมีปรากฏการณ์อยู่สองลักษณะคือ

 

หนึ่งปรากฏการณ์เรื่องตัวแทน สื่อใหญ่ถึงจะพูดความจริง ก็เป็นการพูดแทน หรือทำแทน เมื่อมองไปที่ชุมชน คนทำสื่อในชุมชนส่วนใหญ่จะเลือกคนหนุ่มสาว  ด้วยเหตุผลที่มีความถนัดในเรื่องเทคโนโลยี ใช้คอมพิวเตอร์เป็น ความจริงเรื่องการสื่อสารมันกว้างไกลกว่านั้น มากกว่าที่จะมอบภาระหน้าที่ให้กับกลุ่มคนเล็กๆ ทำแทน โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่ตกผลึกให้เป็นเรื่องของชุมชนจริงๆ

 

          ปรากฎการณ์ที่สองคือการทำสำเนา หรือความเชื่อที่ผิดๆ  เช่นสื่อส่วนกลางพูด หรือถ้าคุณสรยุทธพูดเป็นเรื่องจริง ที่เราพูดไม่ใช่ เป็นสิ่งที่เราถูดฝึกให้เชื่ออย่างนั้น ถ้าเราละลายความเชื่อไม่ได้ จะทำให้มีดีเจที่ชี้เป็นชี้ตายได้ จึงมีการทำอย่างเลียนแบบ แล้วบอกว่าทำโดยคนบ้านเรา อาการแบบนี้คือการขาดความมั่นใจในการกำหนด อนาคตของตนเองในการสื่อสาร  ทั้งๆ ที่ชุมชนรู้เรื่องของชุมชน แต่เรารอผลงานวิจัย รอสื่อหลักมาบอกก่อน จึงจะเชื่อว่าเป็นความจริง แม้เราจะซื้อกล้อง มีไมโครโฟนที่ดี ก็ถือว่าเป็นการทำสำเนาห่วยๆจากของที่อยู่ในเมือง เป็นแค่การลอกเลียน ไม่ใช่ของจริง 

 

           สิ่งท้าทายคือ สื่อของชุมชนที่มักจะมอบหมายให้คนรุ่นใหม่ทำ หรือตัวแทนทำ แล้วผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องของชุมชนดีมักยืนดูอยู่รอบนอก  ความจริงคนที่มีความรู้ในชุมชนต้องเข้าไปมีอำนาจในการสื่อสาร ที่ผ่านมามักจะจัดตั้งตัวแทนและเรียกว่า “ศูนย์สื่อชุมชน”  โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาคนสองคน จึงไม่มีชีวิตชีวา การทำสื่อมันมีความหมายที่กว้างและลึก เป็นทัศนคติ เป็นความคิด เป็นข้อเท็จจริง การเงยหน้าหาของใหม่จากข้างบนหรือภายนอก แล้วคาดหวังว่าจะทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น เป็นความอ่อนแอทางด้านความคิด ทำยังไงที่เราจะบอกว่าเราเป็นของจริง ของแท้ ของจริงของแท้ ไม่ใช่สิ่งที่สื่อมวลชนเป็นคนกำหนด เช่น ทั้งประเทศบอกว่าน้ำท่วม แต่บ้านเราของเราไม่ท่วม สื่อของเราเราต้องกำหนดเอง ไม่ใช่เอาข่าวจากสื่ออื่นมาอ่านเพื่อให้เป็นกระแส สองสิ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบทุกแห่ง

 

           คุณพิภพ มีความเห็นต่อว่า  การสื่อสารชุมชนคือการกำหนดอนาคตของชุมชน ถ้าชุมชนไม่ทำ ไม่ได้กำหนดวาระในสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ชุมชนทำทั้งหมด ก็เป็นจะเป็นเพียงเรื่องเล่า เป็นเรื่องซุบซิบ หรือเป็นเพียงการพูดคุยในสภากาแฟ วาระของการสื่อสารและวาระของชุมชนจึงต้องเป็นเรื่องเดียวกัน คือสิ่งที่จะตอบโจท์ว่าเราทำอะไร เรามีเป้าหมายอะไรที่ต้องการๆเปลี่ยนแปลง เรามีความรู้อะไรที่ต้องสื่อสารออกไป  ในกระบวนการสื่อสารเป็นการบอกถึงความรู้ ซึ่งความรู้ไม่ใช่เพียงงานวิจัย แต่ยังมีความที่รู้เกิดจากการทำและจากกระบวนการเรียนรู้ด้วย

           

           สื่อชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องการตั้งหน้าตั้งตาผลิตสื่อ (แผ่นพับ โบรโชวร์ หรือวิทยุชุมชน) แต่ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการสื่อสาร ที่ส่งผลให้ชุมชนตกตะกอนทางความคิดหรือเกิดวาระร่วมที่ชุมชนต้องการๆเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนกำหนดวาระนั้น ต้องทำคู่ขนานกับกระบวนการสื่อสาร ถ้าการสื่อสารกำหนดวาระโดยแกนนำ แล้วทอปดาวน์ไปที่ชุมชน การสื่อสารนั้นก็เป็นเพียงทำโดยตัวตัวแทน ขาดการมีมีส่วนร่วมและจะอยู่อย่างยั่งยืนไม่ได้ เพราะจะมีคนทำไม่กี่คน การสื่อสารชุมชนจึงควรมีรูปแบบของการประชุมหารือกันอย่างเปิดเผยมากกว่าการตั้งประเด็นโดยคนไม่กี่คนในชุมชน

          

altด้าน ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มีความเห็นว่าแนวคิดเรื่องการสื่อสารเพื่อการพัฒนา มีพัฒนาการมาเป็นระยะๆ  ในยุคแรกๆเป็นการสื่อสารเพือการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม โดยใส่ค่านิยมและข้อมูลผ่านเทคโนโลยี่ ใช้สื่อมวลชนในการส่งเสริมความทันสมัย   มีโมเดลที่เชื่อว่าสิ่งที่ต้องการหรืออยากเห็นต้องล้อกัน เช่น ความทันสมัยต้องในเมือง และต้องทำเลียนแบบ  เน้นการส่งข้อมูล หวังให้ข้อมูลความรู้นั้นไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หลังจากนั้นพบว่า แนวคิด ดังกล่าว เป็นการสั่งมากกว่า

           

           ยุคที่สอง มีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหมือนกัน แต่ใช้แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม ส่วนใหญ่เป็นการสื่อเพื่อรณรงค์  ประชาสัมพันธ์ และใช้กลยุทธทางการตลาด การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือของการสร้างแรงจูงใจ ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เป้าหมายคือเจาะไปเลย ทำเรื่องง่ายๆ ซึ่งอาจไม่ได้ตอบโจทย์ชุมชน ยังเป็นการสื่อสารแบบบนลงล่าง Top down เป็นการชักจูงใจ ให้คล้อยตาม และนำไปใช้

           

           ยุคที่สาม ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วม (Participation)  ที่บอกความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่น สิ่งที่ชุมชนเองบอกได้ว่าอยากได้อะไร  ใช้เทคนิคและช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม กระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา  ไม่ได้เน้นสื่อมวลชนเหมือนในสองยุคแรก แต่เป็นการสื่อสารรูปแบบใดก็ได้ ที่เข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย รูปแบบการสื่อสารจึงใช้ทั้งสื่อบุคคล สื่อมวลชน สื่อชุมชน เพื่อโน้มน้าว ให้คนได้รับรู้ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอยากให้เข้ามาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

        

          ยุคปัจจุบัน แนวการสื่อสารที่กระตุ้นนโยบายสาธารณะ มีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ผ่านการใช้ทรัพยากรและกลุ่มที่เหมาะสม ใช้การสื่อสารทุกรูปแบบ ที่มีการแลกเปลียนเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าเครื่องมือ กระตุ้นนโยบายสาธารณะ จึงมักใช้สื่อหลากหลายรูปแบบ เพราะมีเป้าหมายที่ต้องการ  เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เน้นเรื่องพฤติกรรมอย่างเดียวไม่ได้ เช่น การสื่อเรื่องราวชุมชนต่อนโยบาย ต้องไปเชื่อมกับนโนบาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง 

             

           และการสื่อสารเพื่อการพัฒนาของชุมชน เรื่องสำคัญคือการเสริมพลังอำนาจจากข้างใน ให้ชุมชนเข้มแข็ง เช่นการจัดการเรื่องน้ำท่วม บางพื้นที่ชุมชนมีการพูดคุยกัน ตกลงกัน หลายพื้นที่สามารถแก้ปัญหาได้เองและทำได้ทันที รวมถึงเรื่องการเน้นให้เกิดความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การเป็นผู้มีบทบาทในการนำเสนอประเด็นเนื้อหาของชุมชน เป็นการสื่อสารจากล่างขึ้นบน การสื่อสารของชุมชนจะใช้สื่อบุคคลและสื่อชุมชนให้ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่นั้น บ้านไหนเมืองไหนใช้สื่ออะไรก็ใช้ตัวนั้นให้มาก และเปิดกว้าง ทำไปด้วยกันเรียนรู้ไปด้วยกัน

            

altด้านนายอานนท์ มีศรี ผู้นำชุมชนจากภาคใต้ มีความเห็นว่าจากบทเรียนการทำสื่อและการสื่อสารของชุมชนในภาคมีข้อสรุปด้วยกันว่า การขับเคลื่อนงานพัฒนาของภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น คนทำงานพัฒนาทุกคนต้องเป็นนักสื่อสารได้ ภายใต้ฐานข้อมูล ความรู้และวาระของชุมชนที่ต้องการผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นกรณีเพชรเกษม ๔๑ ได้ใช้สื่อและเครื่องมือทุกประเภท สำหรับภาคใต้หัวข้อสำคัญของการสื่อสารที่เป็นประเด็นร่วมระดับภาค ในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ คือ การแก้ปัญหาภัยพิบัติ  แผนพัฒนาภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน และงานพัฒนาชุมชนจัดการตนเอง     

     

           ในด้านผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมประชุมจากภาคต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีวาระและประเด็นหลักของการสื่อสารทั้งในระดับภาค และจังหวัด ทั้งนี้มีสิ่งที่ทุกภาคกำหนดเป็นวาระของการสื่อสารที่เหมือนกันคือเรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากในหลายปีที่ผ่านมาชุมชนทุกภาคได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆกันโดยถ้วนหน้า ทำให้ในหลายพื้นที่ของทุกภาคมีแผนป้องกัน รับมือ และฟื้นฟูหลังจากประสบภัย ประกอบกับทิศทางการสื่อสารชองขบวนชุมชนจะให้น้ำหนักกับการจัดการตนเองมากขึ้น ในระยะต่อไปหลายพื้นที่จะเริ่มวางแผนการสื่อสารของขบวนชุมชนในระดับจังหวัดและตำบล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำแบบบนลงล่าง หรือลอกเลียนแบบ เหมือนที่ผ่านมาในอดีต

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter