ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชาวบ้านที่มีฐานะยากจนมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ ชุมชนที่ไม่เข้มแข็งพอจะขาดพลังในการฟื้นฟูชุมชนขึ้นมาใหม่ การฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติจึงจำเป็นต้องครอบคลุมการฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว
หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้าใจว่าการฟื้นฟูชุมชนอาจเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติและการพัฒนาชุมชนในอนาคต กระบวนการฟื้นฟูและเยียวยาโดยขบวนการชุมชนสามารถเปลี่ยนความสูญเสียและสิ้นหวังมาเป็นพลังในการดูแลปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติในระยะยาว ความเข้าใจกระบวนการดังกล่าวนี้จะช่วยให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ สามารถสนับสนุนช่วยเหลือชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติมีสองประการด้วยกัน ประการแรก ผู้ประสบภัยพิบัติไม่ใช่ผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่ผู้ประสบภัยคือกำลังสำคัญในกระบวนการฟื้นฟูเยียวยา ประการที่สอง ถ้าหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจ และวิธีการที่ถูกต้องก็จะสามารถช่วยให้ผู้ประสบภัยได้ใช้พลังงานอย่างสร้างสรรค์ ในการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายที่ต้องกระทำอย่างเร่งด่วนในทุกขั้นตอน เพื่อจัดการฟื้นฟูพัฒนาชีวิตและชุมชนที่สูญหายให้กลับคืนมา
การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัยพิบัตินั้น ไม่ควรจำกัดเพียงเงิน อาหาร และสิ่งใช้สอยที่จำเป็น แต่ควรให้โอกาสชุมชนได้ใช้กำลังและศักยภาพในการสร้างชุมชนขึ้นมาใหม่ ในกรณีของภัยพิบัติ ศักยภาพของชุมชนในการสร้างชุมชนขึ้นใหม่ได้รับแรงผลักดันจากความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกและชุมชนให้กลับคืนเหมือนเดิม ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์สูงสุด จากกองทุน เพื่อก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน รวมทั้งการฟื้นฟูอาชีพ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การต่อเรือ การจัดตั้งกองทุนและกิจกรรมอื่นๆ ที่ชาวบ้านเห็นว่าจำเป็น ในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของตน การเปิดโอกาสให้ผู้ประสบภัยเป็นผู้จัดการการฟื้นฟูเยียวยาด้วยตนเอง โดยมีกองทุนที่ยืดหยุ่นเป็นเครื่องมือจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถใช้พลังของตนเองอย่างเต็มที่
บทบาทสำคัญของหน่วยงานและองค์กรพัฒนา คือ การสนับสนุนให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูชุมชนและสร้างความเปลี่ยนแปลง เครื่องมือสำคัญคือการสื่อสารเชื่อมโยงกับชุมชนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน เพื่อสร้างและฟื้นฟูสภาพชีวิตและชุมชนขึ้นใหม่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้สามารถกลับสู่ชีวิตปกติ ได้รับสิทธิที่พึงได้กลับคืนมา และเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยมีมิติที่หลากหลายมากกว่าการเยียวยาด้วยถุงยังชีพ เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านต้องได้รับการฟื้นฟูให้มีความมั่นคงในชุมชนที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
การเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีบทบาทสำคัญในกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาหลังภัยพิบัตินั้น สามารถทำได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยมาอาศัยร่วมกันในศูนย์พักพิง การพูดคุยและถกกันถึงปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ ทำให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น เพื่อช่วยกันคิดหาวิธีฟื้นฟูเยียวยาที่เหมาะสม กระบวนการพูดคุยระหว่างชาวบ้านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ชาวบ้านเชื่อในสิ่งที่คิดจะทำ ชาวบ้านจะค่อยๆ เพิ่มความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรับผิดชอบจัดการฟื้นฟูเยียวยาได้ด้วยตนเอง และตระหนักว่าชาวบ้านเองคือผู้ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชุมชน เมื่อชาวบ้านเริ่มสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันได้แล้ว ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น การรวมกลุ่มกันของชาวบ้านที่รอดชีวิตมาได้ จะเกิดพลังงานสร้างสรรค์ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่และจิตใจของผู้ประสบภัย เพราะการมีบทบาทหลักในการฟื้นฟูเยียวยายังเป็นการบำบัดความทุกข์ทางด้านจิตใจด้วย การที่ชาวบ้านต้องยุ่งกับการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฟื้นฟูชุมชนของตนเอง เป็นสภาพที่แตกต่างจากการที่หน่วยงานองค์กรต่างๆ เข้ามาจัดการให้ชาวบ้านในทุกๆ เรื่อง อันที่จริงเมื่อชาวบ้านผ่านสภาวะตกใจกลัว งุนงง ในช่วงแรกไปแล้ว ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่จะตามมา ชาวบ้านจะมีพลังงานมากมายที่จะนำไปใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของตนเองและชุมชน แต่ในความเป็นจริง การจัดการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติโดยชุมชนยังไม่แพร่หลายมากนัก ในทางตรงกันข้ามการพยายามฟื้นฟูเยียวยาหลังภัยพิบัติด้วยการจ้างแรงงานผู้ประสบภัย โดยหวังว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้ชาวชุมชน กลับส่งผลให้เกิดการแตกแยกระหว่างชาวบ้านที่ต้องมารวมอยู่ในศูนย์พักพิงเดียวกัน
วิธีที่จะดึงผู้ประสบภัยเข้ามาร่วมในการสร้างบ้านและชุมชนขึ้นมาใหม่คือการตั้งกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กลุ่มซ่อมแซมและก่อสร้างบ้าน กลุ่มฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ กลุ่มสวัสดิการ กลุ่มรับเงินบริจาค เป็นต้น จากนั้นก็เชื่อมโยงกลุ่มกิจกรรมเหล่านี้เข้าด้วยกันเข้าเพื่อสร้างกระบวนการที่กว้างขวางขึ้น ศักยภาพของชาวบ้านจะเพิ่มขึ้นผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม เริ่มจากความรับผิดชอบเล็กๆ น้อยๆ ที่จะพัฒนาไปสู่บทบาทที่สำคัญมากขึ้น เมื่อชาวบ้านเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูชุมชน เมื่อปี 2547 ศูนย์พักพิงบางม่วง จังหวัดพังงา เกิดขึ้นเพื่อรองรับผู้ประสบภัยสึนามิประมาณ 850 ครอบครัว ศูนย์ฯ แห่งนี้ดูแลจัดการโดยผู้ประสบภัยในศูนย์ฯ มีการจัดตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อดูแลเรื่องต่างๆ เช่น ทำอาหาร สุขอนามัย ระบบน้ำกินน้ำใช้ การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยและกิจกรรมสำหรับเด็กๆ เป็นต้น มีการแบ่งชาวบ้านออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 10 ครอบครัว ชาวบ้าน 3 กลุ่มย่อยรวมเป็นหนึ่งกลุ่มใหญ่ มีหัวหน้ากลุ่มรับผิดชอบ ทุกคืนจะมีการประชุม สมาชิกในศูนย์ฯ ทั้งหมด เพื่อพูดคุยประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศูนย์ฯ อย่างเปิดเผย โปร่งใส นอกจากเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้วระบบการจัดการโดยการมีส่วนร่วมของสมาชิกในศูนย์ฯ ยังเป็นการเตรียมชาวบ้านให้มีความพร้อม ในการต่อรองเรื่องอื่นๆ ตามมา เช่น ที่ดิน การก่อสร้างที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ เป็นต้น
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป คือ การแจกถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยเป็นรายๆ วิธีการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในหมู่ผู้ประสบภัย เพราะผู้ประสบภัยทุกคนต่างคิดว่าตนสมควรได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน ผู้ประสบภัยจะเป็นเพียงผู้รับที่ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคในยามฉุกเฉินและต้องรับทุกอย่างที่มีผู้บริจาคมา ในกรณีเช่นนี้พลังของกลุ่มไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย เพราะผู้รับผิดชอบแจกจ่ายถุงยังชีพ คือผู้กำหนดว่าใครจะเป็นผู้ได้รับของแจก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ในยามปกติ ในความเป็นจริงผู้ประสบภัยจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่า เพราะชาวบ้านรู้ว่าใครอยู่ในกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามจำเป็น การดูแลกองทุนที่มีการทำบัญชีง่ายๆ และตรวจสอบได้จะทำให้ผู้ประสบภัยค่อยๆ เชื่อถือการร่วมกันทำกิจกรรม โดยกลุ่มชาวบ้านรู้ว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าตน การร่วมกันทำกิจกรรมเป็นกลุ่มและการพึ่งพากัน เป็นสิ่งที่จะรับประกันได้ว่าทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือ และคนที่ต้องการรับความช่วยเหลือมากที่สุดก็จะได้รับความช่วยเหลือก่อน ระบบการจัดการโดยชาวบ้านนี้ยังทำให้ชาวบ้านมีโอกาสปรับอำนาจที่ไม่สมดุลย์ในกลุ่มชาวบ้านก่อนเกิดภัยพิบัติ ยิ่งชาวบ้านเชื่อถือกระบวนการที่พลังชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนมากเท่าไหร่ ชาวบ้านก็จะยิ่งเข้าใจว่าการพึ่งพาผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็น
การฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและให้ผลยั่งยืน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในรัฐกุจราต ประเทศอินเดียเมื่อปี 2544 รัฐบาลอินเดียมอบเงินให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประสบภัยทุกรายโดยตรง การมอบเงินให้ชาวบ้านโดยตรง ทำให้ชาวบ้านได้รับเงินครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่เสี่ยงกับปัญหาทุจริตที่อาจเกิดขึ้น และยังตัดปัญหาผู้รับเหมาไม่สามารถสร้างบ้านได้ทันความต้องการหรือไม่ได้มาตรฐาน เพราะหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้นมีบ้านต้องสร้างใหม่ถึง 200,000 หลัง ซึ่งเกินกำลังภาครัฐจะดำเนินการ
แม้รัฐบาลจะมอบเงินชดเชยให้ผู้ประสบภัยเพื่อให้แต่ละครอบครัวสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ แต่ยังมีความไม่ชัดเจนในบางเรื่อง เช่น ค่าชดเชยที่ผู้เช่าควรได้รับเทียบกับผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของบ้านค่าชดเชยที่กำหนดตามขนาดครอบครัว เป็นต้น กรณีเมืองบุจ ในรัฐกุจราต ระบบการฟื้นฟูเยียวยาโดยการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยโดยตรง ซึ่งชาวบ้านอาจใช้วิธีต่างคนต่างทำ แต่ถ้าชาวบ้านมีความใกล้ชิดกันอยู่ก่อนแล้ว ชาวบ้านจะร่วมมือกันในกระบวนการก่อสร้างบ้าน เช่น ซื้อวัสดุก่อสร้างร่วมกัน ลงแรงก่อสร้างร่วมกัน แบ่งปันความรู้กันไม่ว่าจะเป็นงานไม้ หรืองานอิฐ งานปูน การช่วยเหลือกันเช่นนี้จะเกิดขึ้นในชุมชนที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น นักพัฒนาที่ทำงานกับชุมชนนี้ย้ำว่า “สิ่งที่ความช่วยเหลือจากภายนอกนำเข้ามา คือ การทำลายความสามารถพึ่งพาตนเองของชาวบ้านหลังภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ” หากชาวบ้านสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มากระตุ้นให้เกิดกระบวนพัฒนาร่วมกัน ชุมชนจะก้าวผ่านปัญหาภัยพิบัติด้วยความเข้มแข็งกว่าเดิมและมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันเพื่อชุมชนมากยิ่งกว่าเดิม เมื่อปี 2551 หลังจากไซโคลนนากิสได้สร้างความเสียหายรุนแรงแก่ประเทศพม่า ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนในการก่อสร้างบ้านใหม่ ผู้นำชาวบ้านแสดงความยินดีที่องค์กรพัฒนาเอกชนช่วยให้ชาวบ้านได้มีบ้านหลังใหม่ แต่เมื่อถามว่า ถ้าเลือกได้พวกเขาอยากจัดการก่อสร้างบ้านเองหรือไม่ ชาวบ้านทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า ต้องการเป็นผู้จัดการการก่อสร้างบ้านเอง
“ถ้าเลือกได้เราอยากได้เงินมาก่อสร้างบ้านของเราเองมากกว่า เราอยากช่วยกันออกแบบบ้านที่เราอยากได้ แล้วช่วยกันสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ การสร้างบ้านใหม่ด้วยวิธีนี้น่าจะง่ายกว่า เราจะทำบัญชีรายรับ/รายจ่ายให้ถูกต้อง”
เมื่อผู้ประสบภัยได้รับเงินเพื่อการเยียวยา พวกเขาจะช่วยกันประเมินว่ามีบ้านหลังใดที่จะต้องซ่อมแซมและหลังใดจะต้องสร้างใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านจะรู้ดีกว่าใคร
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การร่วมมือช่วยเหลือกันระหว่างสมาชิกชุมชนมีความสำคัญยิ่ง หากชาวบ้านต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ ชาวบ้านจะไม่มีกำลังมากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากภัยพิบัติทุกครอบครัวอยู่ในสภาวะอ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือ ถ้าชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกัน ก็จะมีศักยภาพมากพอในการจัดการกระบวนการฟื้นฟูเยียวยา และเรียกร้องสิ่งที่ชุมชนต้องการ นอกจากนี้ การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนยังเป็นที่พึ่งปลอบโยนให้กันและกันได้ ในขณะที่การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยแบบเดิม คือ การแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติเป็นรายๆ อาจเกิดการทุจริตได้ง่าย อีกทางเลือกหนึ่ง คือการให้ผู้ประสบภัยรวมกลุ่มกันและเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูเยียวยา อำนาจการตัดสินใจจะเป็นของสมาชิกว่า ควรจัดการการฟื้นฟูเยียวยาอย่างไร ทั้งนี้ความสำเร็จของการฟื้นฟูชุมชนโดยชาวชุมชนเป็นแกนหลัก ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของ ผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งมีระบบผู้นำและวัฒนธรรมของการ ทำงานร่วมกัน ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญ
เมื่อเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ผู้ประสบภัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการฟื้นฟูสภาพชีวิตและชุมชนของตน กลุ่มองค์กรหรือหน่วยงาน สามารถเลือกให้การสนับสนุนตามแนวทางดังกล่าว วิธีหนึ่งคือ การให้เงินทุนสนับสนุนที่มีความยืดหยุ่นมากพอแก่ผู้ประสบภัย ที่จะต้องควบคู่ไปกับการให้อำนาจแก่ผู้ประสบภัยในการบริหารจัดการกองทุน ถ้าเงินกองทุนมีข้อจำกัดในการใช้หรือระเบียบที่เข้มงวดและชาวบ้านไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการกองทุน ความเปลี่ยนแปลงที่หวังว่าจะเกิดขึ้นผ่านกระบวนการฟื้นฟูชุมชนอาจไม่สามารถเกิดขึ้น นอกจากนี้ ระบบผู้นำที่ขาดความสมดุล เช่น การที่ผู้นำบางคนมีอำนาจ มีพวกพ้องมากกว่าผู้นำคนอื่นๆ ก็จะยิ่งขาดสมดุลมากขึ้นหลังภัยพิบัติ หากไม่มีวิธีจัดการเรื่องกองทุนอย่างเหมาะสม ดังนั้น การสร้างกำลังใจและพลังของกลุ่มตั้งแต่เริ่มกระบวนการก่อสร้างชุมชนใหม่ที่มีการทำงานเป็นระบบจากกลุ่มย่อยในการจัดทำแผนฟื้นฟูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การรวมตัวเป็นกลุ่มสามารถเริ่มจากการพูดคุยให้ชาวบ้านได้รู้จักกันมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็เริ่มคิดถึงกระบวนการฟื้นฟูเยียวยา โดยมีกองทุนเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหา
กองทุนหมุนเวียนเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้แก้ปัญหาการเงินในระยะยาวและให้ผลที่ยั่งยืน แต่การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าเงินบริจาคเพื่อการช่วยเหลือฉุกเฉินในช่วงต้นๆ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญ คือการที่ชาวบ้านจะต้องรับผิดชอบบริหารกองทุนร่วมกัน การสนับสนุนเงินในรูปเงินให้เปล่าอาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างชาวบ้านกันเอง แต่เงินในรูปกองทุนสามารถแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านมีอยู่ โดยกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน กองทุนนี้คือเครื่องมือที่นำชาวบ้านมาพูดคุยกันและระดมความคิดเห็นถึงการใช้กองทุนหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์ การพูดคุยช่วยให้กระบวนการชาวบ้านมีความเข้มแข็ง เกิดเป็นระบบ เป็นวัฒนธรรมใหม่ และหนทางใหม่ที่จะหลอมรวมผู้ประสบภัยเข้าเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชนที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม
กองทุนที่จัดตั้งขึ้นควรมีหลายกองทุนแบ่งตามความจำเป็น แต่ละกองทุนดูแลจัดการโดยสมาชิกที่มีความจำเป็นในเรื่องนั้นๆ การแบ่งความรับผิดชอบเป็นการสร้างสมดุลย์ของอำนาจภายในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่ผู้นำในอดีตมีอำนาจมากเกินไป การเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันและกว้างขวางขึ้น การจัดการเงินบริจาคและเงินสมทบเข้ากองทุนมีความโปร่งใสเพราะมีผู้รับรู้เป็นคณะ การบริหารจัดการที่ดีที่สุดคือการที่ชาวบ้านทุกคนได้แสดงความคิดเห็นว่ากองทุนนี้ควรนำไปใช้อย่างไร
การจัดการกองทุนร่วมกัน สามารถก่อให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรพัฒนาต่างๆ ในประเทศศรีลังกา ความร่วมมือระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชน เกิดขึ้นจากการก่อตั้งกองทุนคราฟเน็ต (CLAFNET FUND) คราฟเน็ต คือกลุ่มองค์กรในท้องถิ่นที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยสึนามิ พัฒนาการของคราฟเน็ต เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้หารือกันถึงประสบการณ์และปัญหาที่พบ และความต้องการให้มีจุดศูนย์รวมที่กลุ่มองค์กรเหล่านี้จะเชื่อมโยงกิจกรรมเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งกองทุนขึ้น โดยมีตัวแทนชาวบ้านจากกลุ่มธนาคารผู้หญิง (Women’s Bank) และตัวแทนเครือข่าย องค์กรชุมชนอื่นๆ เข้าร่วมด้วย มีเงินเริ่มต้นในการก่อตั้ง 3,000,000 บาท จากการสนับสนุนของมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย ปัจจุบันกองทุนดังกล่าวได้ขยายขอบเขตเป็นกองทุนกลางเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ คราฟเน็ตส่งเสริมการร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กร เช่น ชุมชนที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากคราฟเน็ต จะได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารผู้หญิงในการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และเชื่อมโยงกลุ่มเข้ากับเครือข่ายของธนาคารผู้หญิง นอกจากนี้ กองทุนคราฟเน็ตยังให้การสนับสนุนโครงการนำร่องที่จะกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น การพัฒนาอาชีพ การให้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเป็นต้น โดยมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น
ในประเทศฟิลิปปินส์ สหพันธ์ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วแนวทางในการฟื้นฟูชุมชน สหพันธ์จะใช้วิธีชักชวนให้ชาวบ้านเลือกกระบวนการสร้างชุมชนใหม่ร่วมกันโดยชาวบ้านเป็นหลักในการจัดการ และแนะนำให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นด้วย (หากชุมชนไม่มีกิจกรรมออมทรัพย์อยู่แล้ว) เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีประสบการณ์ในการบริหารเงินร่วมกัน กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นเดินหน้าไปด้วยดีแม้ภัยพิบัติจะทำให้ชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัว ตัวอย่างเช่น เขตเทศบาลสามแห่งที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นสองลูกติดต่อกัน รวมทั้งผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟเมยองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 นั้น กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่สามารถออมเงินได้มากกว่าหกแสนบาทภายใน หนึ่งปีหลังภัยพิบัติเกิดขึ้น การมีกองทุนเป็นของตนเองทำให้ชาวบ้านมีอิสระในระดับหนึ่ง ชาวบ้านสามารถใช้เงินออมเป็นเงินดาวน์ เพื่อขอสินเชื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้าน หมายความว่าชาวบ้านมีทางเลือกที่จะไม่รับ ที่ดินที่รัฐเสนอให้เนื่องจากอาจไม่มีความมั่นคงในระยะยาว นอกจากนี้ สหพันธ์ฯ ยังจัดให้มีการแลกเปลี่ยนดูงาน ซึ่งผู้นำชุมชนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะไปศึกษาดูงานจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมออมทรัพย์และความริเริ่มใหม่ๆ ในการก่อสร้างบ้าน
ในกรณีที่กองทุนมีจำนวนจำกัด ชาวบ้านจะใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกที่สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละครอบครัวให้ได้มากที่สุด ในประเทศพม่าที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน 18 หมู่บ้านที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายควอมุต่างได้รับความเสียหายจากไซโคลนนาร์กิส เครือข่ายนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย และเซลาวิป (Selavip) เป็นเงินทั้งสิ้น 1,800,000 บาท เพื่อซ่อมแซมและก่อสร้างบ้านใหม่ เนื่องจากบ้านที่ได้รับความเสียหายมีจำนวนถึง 700 หลังคาเรือน เงินสนับสนุนที่ได้รับจึงไม่เพียงพอที่จะก่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้านได้ทุกหลัง การจะเลือก ให้เงินช่วยเหลือสมาชิกชุมชนเพียงบางส่วนก็ทำได้ยาก คณะกรรมการชุมชนจึงประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาความจำเป็นของแต่ละครอบครัวในการซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านใหม่แล้วช่วยกันจัดลำดับตามความเร่งด่วนว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือก่อนหลัง และเป็นการช่วยเหลือประเภทใด โดยชุมชนเป็นผู้จัดซื้อวัสดุก่อสร้าง และทำงานก่อสร้างเองทั้งหมด การจัดการและลงมือทำเองของชาวบ้านนี้ทำให้ต้นทุนต่ำมากในที่สุดชุมชนมี เงินพอซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ให้ชาวบ้านทุกครอบครัว เงินสนับสนุนที่แต่ละครอบครัวได้รับอยู่ในรูปสินเชื่อ แต่ชาวบ้านไม่ได้ชำระคืนเป็นเงิน พวกเขาก่อตั้งระบบการผ่อนชำระคืนเป็นข้าว มีการก่อตั้งธนาคารข้าวขึ้นเพื่อรับการผ่อนชำระเงินกู้ วิธีการนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน ซึ่งต่างไปจากการที่หน่วยงานเข้ามาสร้างบ้านแบบเดียวกันให้ชาวบ้านทุกครอบครัว ซึ่งเป็นระบบที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิดและจัดการ ทั้งบ้านเหล่านี้ยังมีราคาแพงกว่าบ้านที่ชาวบ้านสร้างเอง ในทางตรงกันข้าม การฟื้นฟูเยียวยาโดยการจัดการของชาวบ้านนั้น ความต้องการของชาวบ้านจะได้รับการตอบสนองด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่นกว่ากันมาก โดยการพิจารณาความเสียหายของบ้านแต่ละหลัง คุณภาพและรูปแบบที่ก่อสร้างก็จะแตกต่างกันไปตามความต้องการของแต่ละครอบครัว ก่อให้เกิดการออกแบบที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา
เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจะมีผู้เกี่ยวข้องสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชน อีกฝ่ายหนึ่ง คือผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติ การสนับสนุนช่วยเหลือจะเพียงพอต่อความต้องการของชุมชนที่ประสบภัยพิบัติหรือไม่นั้น หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ต้องรับฟังว่าชุมชนผู้ประสบภัยต้องการอะไร ฝ่ายผู้ประสบภัยเองก็ต้องแสดงว่ามีความต้องการสิ่งใดบ้างอย่างชัดเจน การสร้างการสื่อสารที่สมดุลย์ทั้งสองฝ่าย หมายถึงการให้พื้นที่แก่ชุมชนได้แสดงออกว่าพวกเขาต้องการอะไร และให้ชุมชนได้เป็นผู้จัดการฟื้นฟูพัฒนาชุมชนหลังภัยพิบัติโดยชุมชนเอง หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ต้องไม่ตัดสินใจแทนชาวบ้าน และไม่เลือกวิธีช่วยเหลือชาวบ้านด้วยการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค โดยไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีบทบาทจัดการเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนให้ดีขึ้น การช่วยเหลือที่ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ หลายขั้นตอนก่อนการอนุมัติ หรือการมีหน่วยงานเข้าเกี่ยวข้องมากเกินไปมักทำให้การช่วยเหลือเกิดความเชื่องช้า ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องยอมรับวิธีการช่วยเหลือที่หยิบยื่นมาให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจะมีเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าประเทศ หากไม่มีการตรวจสอบที่ดีก็อาจนำไปสู่ปัญหาได้ ทั้งยังถ่วงกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาเริ่มต้น และยังดึงเอาการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมากขึ้น ระบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ปฏิบัติกันอยู่โดยทั่วไป หมายถึงการที่ทรัพยากรจะถูกดึงเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระดับสากลหรือระดับประเทศ และระบบที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพหรือรวดเร็วต่อการรับมือกับภัยพิบัติอย่างทันท่วงที เพราะต้องผ่านระบบราชการที่ซับซ้อน ในบางกรณีการพยายามเข้ามาควบคุมดูแลจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาเดียวกัน มีผลให้การช่วยเหลือกลับยิ่งช้าลงไปอีก
ภาครัฐอาจมองภัยพิบัติเป็นโอกาสที่จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน ไม่ว่าภาครัฐจะมีเป้าหมายที่จะพัฒนาที่ดินเหล่านี้อย่างจริงจังหรือไม่ แต่การกระทำของรัฐได้ก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างชุมชนกับรัฐ หลังจากเกิดสึนามิมีการกำหนดเขตที่ดินชายทะเลที่ห้ามชุมชนเข้าไปอยู่อาศัยในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกาและประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าชุมชนชาวประมงที่เคยอยู่บริเวณนี้ ไม่สามารถกลับไปทำมาหากินและอาศัยอยู่บนที่ดินที่เคยเป็นชุมชนของตนได้ ในรัฐนิวออลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากเฮอริเคนแคธรีน่า ที่ดินเป็นจำนวนมากในบริเวณที่เกิดภัยพิบัติถูกกันไว้เพื่อการพัฒนา ซึ่งมีผลให้ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในที่ดินเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะยากจนไม่สามารถกลับไปอยู่อาศัยในบ้านของตนได้อีกต่อไป เหล่านี้คือตัวอย่างของการใช้อำนาจจัดการที่ดินโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้ประสบภัยต้องประสบความทุกข์ยากเพิ่มขึ้นอีก ในกรณีเช่นนี้ชุมชนที่มีการรวมตัวกันเข้มแข็ง มีโอกาสจะชนะข้อพิพาทที่ดินมากกว่าการต่อสู้โดยลำพังของสมาชิกชุมชนครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ในกรณีผู้ประสบภัย ที่รัฐนิวออลีนส์ ผู้รอดชีวิตจากพายุเฮอริเคนถูกแยกให้ไปอยู่ตามรัฐต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่วประเทศไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อคัดค้านโครงการของรัฐได้ ในจังหวัดอาเจะ ประเทศอินโดนีเซีย ชาวบ้านที่อพยพออกจากชุมชนในช่วงเกิดสึนามิได้กลับมาชุมชนเดิม และเริ่มก่อสร้างชุมชนของตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีผลให้การต่อรองของชาวบ้านกับภาครัฐมีความหนักแน่นมากขึ้น การรวมตัวกันของชาวบ้านมีผลให้ข้อเรียกร้องของผู้ประสบภัยมีน้ำหนักและมีพลังมากขึ้น กองทุนชุมชนช่วยให้ชาวบ้านสามารถซื้อที่ดินร่วมกัน หรือต่อรองให้รัฐจัดหาที่ดินให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เปล่าหรือให้เช่าราคาถูก ในกรณีเหล่านี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนมีความสำคัญในการแลกเปลี่ยนบทเรียน ประสบการณ์ และให้กำลังใจชาวชุมชน ในการกลับไปสร้างชุมชนใหม่ ในที่ดินเดิม หรือในการต่อรองเพื่อการยอมรับจากภาครัฐ
เครือข่ายองค์กรชาวบ้านสามารถช่วยเหลือให้กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาหลังภัยพิบัติ โดยการจัดการของชาวบ้านขับเคลื่อนไปได้ การสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนที่ประสบภัยพิบัติของเครือข่ายองค์กรชุมชนในประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกหลังสึนามิ โดยเครือข่ายชุมชนภาคใต้ของประเทศไทยส่งคณะอาสาสมัครจากชุมชนไปช่วยสร้างบ้านชั่วคราว และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวขึ้น นอกจากความช่วยเหลือทางด้านกายภาพแล้ว เครือข่ายได้ช่วยให้ชุมชนที่ประสบภัยรวมตัวกันต่อสู้ข้อพิพาทที่ดิน จัดให้มีการแลกเปลี่ยนดูงานระหว่างชุมชนและกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน เมื่อเกิดน้ำท่วมภาคเหนือของไทยช่วงปี 2548-49 เครือข่ายชุมชนได้ส่งอาสาสมัครไปช่วยทำความสะอาดและก่อสร้างบ้านใหม่และนำภูมิปัญญาชาวบ้านในการป้องกันน้ำท่วมกลับมาปฏิบัติ การช่วยเหลือพึ่งพากันและกันเพื่อการฟื้นฟูชีวิตและชุมชนภายหลังภัยพิบัติ โดยการสนับสนุนช่วยเหลือของเครือข่ายองค์กรชุมชนเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนผู้ประสบภัยขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจหมายรวมถึงการป้องกันภัยพิบัติในอนาคตอีกด้วย
ภัยพิบัตินำความสูญเสียมาให้ผู้คนไม่เลือกชนชั้นวรรณะ แต่คนยากจนมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีทรัพยากรมากกว่า อย่างไรก็ตาม คนจนสามารถเป็นที่พึ่งของกันและกันและช่วยกันสร้างบ้านเรือนของตนขึ้นมาใหม่เพื่อดำเนินชีวิตต่อไป แม้ภัยพิบัติสร้างความสูญเสียรุนแรง แต่ภัยพิบัติได้ให้โอกาสในการพัฒนาชุมชนให้มีสภาพดีกว่าเดิม หากสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากโอกาสดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าภัยพิบัติก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับกิจกรรมการพัฒนาชุมชน จากจุดที่ชาวบ้านรู้สึกหมดตัว สิ้นไร้หนทางและอยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน ชาวบ้านจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะฟื้นฟูชุมชนด้วยตนเองซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการที่ให้ผลที่ยั่งยืน เพราะผู้ประสบภัยคือผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าพวกเขาต้องการอะไร
การร่วมกันสร้างบ้านใหม่หลังภัยพิบัติ โดยการนำของชาวบ้านสามารถทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกิจกรรมร่วมกันต่อไป ถึงแม้ว่าชุมชนที่ประสบภัยจะไม่เคยมีการจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมใดๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์มาก่อนเลยก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การออมทรัพย์สร้างเป้าหมายที่ชัดเจนให้แก่ชาวชุมชนที่อยู่ในสภาพบอบช้ำ งานเกี่ยวกับกิจกรรมออมทรัพย์ที่ต้องทำเป็นประจำช่วยเบนความสนใจจากความทุกข์ สมาชิกชุมชนมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการฟื้นฟูชุมชน นับตั้งแต่ช่วยเหลือเยียวยาเร่งด่วนในขั้นต้น การสำรวจพื้นที่ ๆ ได้รับความเสียหาย การฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ การก่อสร้างบ้านใหม่ และกระบวนการป้องกันภัยพิบัติในอนาคต
เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น สิ่งที่มักเกิดตามมา ก็คือการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ในสภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว และดำเนินตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อจัดหาที่พักชั่วคราวหรือบ้านถาวรแบบง่ายๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งก็คือ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วแต่ผลที่ได้ไม่ยั่งยืน เช่น ที่อยู่ใหม่อาจจะไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ประสบภัย ชุมชนอาจถูกแบ่งแยกให้สมาชิกไปอยู่ต่างที่กัน หรือในบางกรณีชุมชนประสบปัญหาไล่ที่ อย่างไรก็ตาม ภัยพิบัติได้เปิดโอกาสให้เกิดแนวทางในการฟื้นฟูเยียวยาในรูปแบบใหม่ ๆ ด้วยการมอบอำนาจการจัดการไว้ในมือของผู้ประสบภัย เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าแก่ชุมชนของตนด้วยตัวของพวกเขาเอง
แปลจาก Seeing s disaster as an opportunity-harnessing the energy of disaster survivors for change พิมพ์ในวารสาร Environment &Urbanization Vol.23(2) ของ International Institute for Environment and Development.(IIED)


