ตำบลหนองซ้ำซาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมดประมาณ 5,400 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ปลูกผักแทบทุกชนิด โดยเฉพาะการปลูกผักกุ้ยช่ายที่ตำบลหนองซ้ำซากถือว่าเป็นแหล่งปลูกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก
สำหรับการรวมกลุ่มกันพัฒนาชุมชนนั้น เริ่มต้นเมื่อปี 2538 โดยสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านบึงได้เข้ามาสนับสนุนให้แม่บ้านที่ไม่ได้มีงานประจำจัดตั้งกลุ่มสตรีขึ้นมา มีการอบรมส่งเสริมอาชีพต่างๆ เช่น การทำดอกไม้ประดิษฐ์ การทำไข่เค็ม การแปรรูปสมุนไพร ฯลฯ แล้วนำออกจำหน่ายในชุมชน ตลอดจนงานออกร้านต่างๆ ที่จัดขึ้นใน อ.บ้านบึงและ จ.ชลบุรี
เครือข่ายขบวนผู้หญิง
จากการรวมกลุ่มแม่บ้านในตำบลหนองซ้ำซากนี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผู้หญิงหลายคนก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นแกนนำพัฒนาชุมชนในเวลาต่อมา เช่น เป็นประธานกองทุนหมู่บ้าน ประธานสภาองค์กรชุมชน ประธานกองทุนสวัสดิการ ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ประธานเครือข่ายเรารักษ์ชลบุรี ประธานเครือข่ายขบวนผู้หญิงไทยตำบลหนองซ้ำซาก ฯลฯ
โสภา พัดประดิษฐ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซาก กล่าวว่า จากสภาพชุมชนในตำบลที่มีคนว่างงานอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุ ดั้งนั้นสภาองค์กรชุมชนฯ จึงมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องอาชีพและสวัสดิการชุมชนแก่ชาวบ้านในตำบล โดยประสานงานกับเทศบาลตำบลหนองซ้ำซาก เกษตรอำเภอบ้านบึง พัฒนาชุมชนอำเภอบ้านบึง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สนับสนุนด้านความรู้ วิทยากร และงบประมาณ เช่น การอบรมอาชีพทำผ้าบาติกทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น การเพาะเห็ด การปลูกผักปลอดสารเคมี และการทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ
นอกจากนี้เมื่อมีปัญหาต่างๆ ก็จะนำมาพูดคุยกันในสภาองค์กรชุมชน ทั้งปัญหาเรื่องอาชีพ สิ่งแวดล้อม ปัญหายาเสพติด ฯลฯ ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งจะเชิญหน่วยงานราชการในท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย เพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขและให้คำปรึกษาเช่น“ในช่วงปี 2553 มีโรงงานผสมปูนซีเมนต์แห่งหนึ่งจะเข้ามาตั้งโรงงานในตำบล เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวต่างก็กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะจะมีฝุ่นจากหินและปูนฟุ้งกระจาย ประกอบกับพื้นที่ที่ตั้งโรงงานนั้นอยู่ใกล้กับชุมชนและโรงเรียน จึงได้นำเรื่องนี้เข้ามาประชุมกันในสภาองค์กรชุมชน ส่งตัวแทน 5 คนร่วมกับทางเทศบาลตำบลหนองซ้ำซากไปคุยกับทางโรงงานหลายครั้ง เพื่อขอร้องไม่ให้เข้ามาตั้งโรงงานที่นี่ จนในที่สุดโรงงานผสมปูนซีเมนต์ดังกล่าวจึงยอมล้มเลิกแผนการไป” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากกล่าวถึงบทบาทของสภาฯ
ศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง
ในการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากจากการสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. เมื่อปี 2551นั้น แผนยุทธศาสตร์ตำบลของสภาองค์กรชุมชนที่กำหนดเอาไว้ก็คือ “ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเอง และอยู่เย็นเป็นสุข บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พลิกฟื้นวิถีชีวิตชุมชน ท้องถิ่น วัฒนธรรมภูมิปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติ เชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคีพัฒนาในท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด” สภาฯ ขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบขึ้นมาในหมู่ที่ 1
โสภา พัดประดิษฐ์ กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ ขึ้นมา โดยเน้นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นต้นแบบให้ชาวบ้านในตำบลที่ยังใช้สารเคมีในการผลิตเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ก็ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยภายในศูนย์จะใช้เป็นสถานที่อบรมการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีครอบครัวต้นแบบอยู่แล้ว เช่น การปลูกผักปลอดสารเคมี และการเพาะเห็ด นอกจากนี้ก็ยังพาชาวบ้านในตำบลไปศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำความรู้ที่ได้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์
บุปผา คูหาศักดิ์ ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ตำบลหนองซ้ำซาก ในฐานะครอบครัวต้นแบบการปลูกผักปลอดสารเคมี กล่าวว่า แต่เดิมครอบครัวปลูกผักต่างๆ เป็นอาชีพอยู่แล้ว เช่น กุ้ยช่าย ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ฯลฯ แต่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยและสารเคมีมาตลอด เมื่อมีโอกาสไปศึกษาดูงานการทำเกษตรอินทรีย์จึงได้แนวคิดแล้วจึงนำกลับมาทำในปี 2552 เพราะครอบครัวก็ต้องใช้ผักที่ปลูกมาทำอาหารด้วย จึงอยากจะได้อาหารที่ปลอดภัย คนที่ซื้อผักไปกินก็จะได้ผักที่ปลอดจากสารเคมีด้วย นอกจากนี้ก็ยังเพาะเห็ดครบวงจร โดยทำก้อนเชื้อเห็ดเอง และเพาะเห็ดจำหน่ายด้วย ส่วนเห็ดที่เพาะได้แก่ เห็ดนางฟ้าภูฏาน และเห็ดขอนดำ
“ผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีก็มีผักกุ้ยช่าย ถั่วฝักยาว และผักบุ้งจีน ใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่เป็นแปลงผักอินทรีย์ ใช้ขี้ไก่และขี้เป็ดมาทำปุ๋ย ก้อนเห็ดที่หมดเชื้อก็เอามาผสมขี้เลื่อยใช้ทำปุ๋ยได้ ส่วนยากำจัดศัตรูพืชไม่ได้ใช้ ใช้แต่น้ำส้มควันไม้มาฉีดพ่นไล่แมลงก็ได้ผลดี แม้แมลงจะกินบ้างก็ปล่อยให้เขากินไป ที่เหลือก็เป็นของเรา” บุปผากล่าว และว่า ช่วงที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น เดือนหนึ่งๆ ต้องใช้อย่างน้อย 1 ขวดๆ ละ 400-500 บาท ปีหนึ่งต้องใช้เงินเกือบหมื่นบาท แต่น้ำส้มควันไม้หากไม่ได้ทำเองก็ซื้อมาใช้ขวดหนึ่งไม่ถึง 100 บาท ใช้ได้นานหลายเดือน
ส่วนการปลูกกุ้ยช่ายนั้น เมื่อปลูกครั้งแรกแล้วจะตัดใบไปขายได้ทุกๆ 45 วัน ไม่ต้องปลูกใหม่ แต่จะต้องพรวนดินและบำรุงปุ๋ยให้สม่ำเสมอ ใบจะแตกออกมาเรื่อยๆ จนกว่าต้นจะโทรม ซึ่งอาจเก็บขายได้ 2-3 ปีจึงพรวนดินแล้วปลูกใหม่ ราคาขายกิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนผักบุ้ง 20 วันก็เก็บขายได้ ราคากิโลกรัมละ 20 บาท
ส่วนการเพาะเห็ดนั้นทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2549 มีสมาชิก 7 คน ใช้เงินลงทุนเริ่มแรก 70,000 บาท เพื่อทำตู้อบฆ่าเชื้อโรคและสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดขึ้นมา โดยแต่ละเดือนจะผลิตก้อนเห็ดได้ประมาณ 30,000 ก้อน เมื่อหักค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการผลิตแล้ว ปีหนึ่งๆ จะแบ่งเงินปันผลให้แก่สมาชิกได้ประมาณ 20,000-30,000 บาท
ส่วนราคาเห็ดก้อนเพื่อให้ชาวบ้านนำไปเปิดดอกหรือนำไปเพาะต่อนั้น จะขายก้อนละ 7 บาท ซึ่งคนที่จะเปิดดอกเห็ดเองก็จะต้องสร้างโรงเรือนสำหรับทำชั้นวางเห็ด เมื่อเห็ดออกดอกแล้วก็จะเก็บผลผลิตได้ตลอดจนกว่าเห็ดจะหมดเชื้อ ราคาขายเห็ดขอนกิโลกรัมละ 70 บาท เห็ดนางฟ้ากิโลกรัมละ 60 บาท หากลงทุนทำโรงเรือนเพาะเห็ดประมาณ 4,000 ก้อนก็จะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาประมาณ 2 เดือน
สร้างเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้านจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ดังที่กล่าวแล้วว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากมีบทบาทในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพแม่บ้านและคนที่ว่างงาน ดังนั้นในตำบลหนองซ้ำซากจึงมีกลุ่มอาชีพต่างๆ อยู่มากมายหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มสมุนไพรไทย กลุ่มผ้าบาติก กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ กลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัด ฯลฯ

กลุ่มสมุนไพรไทย เดิมเป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548 แต่เมื่อมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ ขึ้นมา จึงมีการปรับปรุงกลุ่มขึ้นมาใหม่ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านบึงได้เข้ามาสนับสนุนด้านการฝึกอบรม การทำยาหม่อง ขี้ผึ้งสมุนไพร พิมเสนน้ำ ลูกประคบ การนวดแผนไทย และนวดฝ่าเท้า ฯลฯ หลังจากนั้นจึงให้สมาชิกที่สนใจลงหุ้นๆ ละ 100 บาท เพื่อนำมาเป็นเงินลงทุน ปัจจุบันมีสมาชิก 20 คน
สมสวย แพงไพรี หัวหน้ากลุ่มสมุนไพรไทย กล่าวว่า การทำสมุนไพรแปรรูปจะทำตามออร์เดอร์จากร้านค้าหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่สั่งเอาไว้ หรือทำก่อนงานออกร้านแสดงสินค้าต่างๆ เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดหากทำเก็บเอาไว้ล่วงหน้านานๆ สรรพคุณหรือกลิ่นจะลดลง เช่น ลูกประคบสมุนไพรสำหรับใช้อบหรือประคบร่างกาย
ส่วนการผลิตนั้น สมาชิกจะมาช่วยกันทำสมุนไพรแปรรูปต่างๆ โดยซื้อวัตุดิบจากชาวบ้านที่ปลูกเอาไว้ เช่น ตะไคร้ มะกรูด ไพล ขมิ้น ฟ้าทะลายโจร ใบมะขาม เสลดพังพอน ฯลฯ ส่วนวัตถุดิบที่ผลิตไม่ได้ก็จะซื้อจากร้านค้า เช่น การบูร พิมเสน กระวาน การพลู เกลือเม็ด ฯลฯ เมื่อขายผลผลิตได้แล้วจะหักผลกำไรเอาไว้ 40 % เพื่อปันผลให้แก่สมาชิก
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเพิ่มมูลค่าผลผลิตในสวน
พยุง ขจรกลิ่น หัวหน้ากลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ กล่าวว่า เดิมชาวบ้านต่างก็ปลูกมะพร้าวเอาไว้ใช้ทำอาหารในครัวเรือนอยู่แล้ว เช่น ใช้ทำขนม หรือคั้นเอากะทิมาทำแกง ไม่มีใครใช้กะทิกล่องมาทำอาหาร เพราะความสด มัน สู้มะพร้าวที่คั้นเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกมะพร้าวตาม
พื้นที่ว่างรอบๆ บ้าน 5 ต้น 10 ต้นบ้าง แค่นี้ก็มีมะพร้าวใช้ทำอาหารได้ตลอดทั้งปี
ส่วนการนำมะพร้าวมาสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์หรือใช้วิธีการสกัดเย็นนั้น พยุงกล่าวว่า เนื่องจากในตำบลหนองซ้ำซากมีการปลูกมะพร้าวอยู่แล้ว สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากจึงพากลุ่มชาวบ้านไปศึกษาดูงานที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2552 เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เนื่องจากในขณะนั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับสปา ความงาม และอาหารเพื่อสุขภาพมีความต้องการน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เพราะใช้นวดตัว ทาบำรุงผิว บำรุงผม และกินเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ ปัจจุบันมี สมาชิก 6 คน เริ่มทำน้ำมะพร้าวสกัดเย็น ที่แทบจะไม่ต้องใช้ต้นทุนในการผลิตเลย ยกเว้นแต่แรงงาน และต้นทุนในการซื้อขวดมาบรรจุ ส่วนขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องใช้เวลาในการผลิตนานหลายวัน” พยุงกล่าว
ก้าวต่อไปของกลุ่มผู้หญิงหนองซ้ำซาก
กลุ่มผลิตผ้าบาติก เป็นกลุ่มอาชีพอีกกลุ่มหนึ่งที่สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากพาแม่บ้านที่สนใจจำนวน 20 คนไปฝึกอบรมการผลิตที่อำเภอพนัสนิคมเมื่อปี 2552 โดยใช้เวลาในการฝึกอบรมทุกขั้นตอนเป็นเวลาถึง 10 วัน เมื่อกลับมาแล้ว กลุ่มก็ยังไม่ได้มีการผลิตจำหน่ายอย่างจริงๆ จังๆ เนื่องจากยังขาดงบประมาณสนับสนุน ต่อมาในปี 2554 เทศบาลตำบลหนองซ้ำซากได้ให้งบประมาณสนับสนุนจำนวน 80,000 บาท และสมาชิกจำนวน 21 คนช่วยกันลงหุ้นๆ ละ 100 บาท รวมทั้งหมด 50 หุ้น
ปัจจุบันกลุ่มผลิตผ้าบาติก ผลิตผ้าผืนสำหรับนำไปตัดเย็บ มีขนาด 2 เมตร X 45 นิ้ว ราคาจำหน่ายผืนละ 350 บาท เสื้อยืดตัวละ 250 บาท เสื้อเชิ้ตแขนสั้นตัวละ 550 บาท และผ้าเช็ดหน้าผืนละ 35 บาท สมาชิกที่มาช่วยทำผ้าบาติกก็จะได้ค่าแรงผืนใหญ่ผืนละ 100 บาท อาทิตย์หนึ่งสมาชิกจะช่วยกันผลิตได้ประมาณ 10 ผืนด้านการนำไปจำหน่ายก็จะใช้วิธีการออกร้านตามงานแสดงสินค้าต่างๆ หรือการจัดงานของหน่วยงานราชการ นอกจากนี้ก็มีหน่วยงานราชการในตำบลมาอุดหนุน
โสภา พัดประดิษฐ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซาก กล่าวว่า การผลิตสินค้าต่างๆ ของกลุ่มแม่บ้านในตำบลถือว่ายังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น เพราะแม้ว่าสินค้าบางอย่างจะทำการผลิตมาหลายปีแล้ว เช่น กลุ่มสมุนไพร แต่ก็ยังมีปัญหาด้านการตลาด เพราะชุมชนต่างๆ ตลอดจนบริษัทเอกชนต่างก็ผลิตสมุนไพรออกมาจำหน่ายเช่นกัน ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ดังนั้นกลุ่มแม่บ้านหนองซ้ำซากจึงต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าเพื่อให้แข่งขันได้ และหาช่องทางในการจำหน่ายใหม่ๆ
“ที่ผ่านมาเราก็มีการปรับปรุงเรื่องบรรจุภัณฑ์ โดยให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพาช่วยออกแบบกล่องบาล์มสมุนไพร ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างดี กล่องที่ออกแบบมาดูสวยงาม มีความทันสมัย เอาไปวางในร้านค้าก็ได้รับความสนใจ ไม่แพ้สินค้าของบริษัทเอกชน ส่วนเรื่องการตลาดในวงกว้างก็ยังมีปัญหาในการจัดจำหน่าย ดังนั้นในขณะนี้เราจึงประสานกับพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านบึงเพื่อผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานโอทอป โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จะต้องผ่านการรับรองจาก อย.ก่อน ซึ่งจะทำให้มีช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์ก็จะมีการขยายพื้นที่ต่อไป เพราะเรามีศูนย์เรียนรู้เป็นต้นแบบอยุู่แล้ว” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองซ้ำซากกล่าวถึงแผนงานที่จะทำต่อไป
นอกจากนี้ประธานสภาฯ ยังกล่าวด้วยว่า แม้ว่าสินค้าที่กลุ่มแม่บ้านผลิตออกมายังมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากยังมีปัญหาด้านการจัดจำหน่าย แต่อย่างน้อยๆ การรวมกลุ่มผลิตโดยมีเป้าหมายเพื่อพึ่งตนเองก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข ทำให้เข้าใจกลไกตลาด และปรับเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริง เช่น การผลิตเอง ใช้เองในชุมชน และถึงแม้ว่ากลุ่มอาชีพที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันจะให้ผลตอบแทนไม่มากนัก แต่ก็ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี และเกิดความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน


