พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2155

altอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นผู้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานพัฒนาโดยชุมชนในประเทศไทย เป็นผู้มีบทบาทสร้างและพัฒนาแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องมากมายหลายเรื่อง ทั้งทางตรง ทางอ้อม ทั้งเรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก เป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการพัฒนาโดยชุมชนเป็นหลักและทีมีส่วนร่วมสำคัญตลอดชีวิตของท่านอย่างแท้จริง 

 

ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการก่อตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นองค์การมหาชนเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ โดยรวมสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ภายใต้การเคหะแห่งชาติ และกองทุนพัฒนาชนบท ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นผู้บริหาร มีเงินกองทุนที่เกิดขึ้นจากการรวมทุนและงานของสองหน่วยงานจำนวนประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท และความเป็นจริงท่านมีบทบาทหลักในการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองขึ้นเอง ในปีพศ. ๒๕๓๕ และเป็นกรรมการผู้จัดการคนแรก ซึ่งได้วางรากฐานและแนวทางการพัฒนา ขยายการทำงานไปทั่วประเทศจนนำมาสู่การจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในเวลาต่อมา

 

           altการรวมงานของสองหน่วยงานดังกล่าวทำให้เกิดหน่วยงานใหม่ที่มีปรัชญา วิธีคิดและวิธีการทำงานสำคัญในการเป็นเครื่องมือการพัฒนาของชุมชนฐานราก  เป็นหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงของชุมชน โดยชุมชนท้องถิ่น และทำให้งานพัฒนาชุมชนเมืองและชนบทมีความสัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการในเกือบทุกด้าน ในพื้นที่ต่างๆ ได้กว้างขวางทั่วประเทศ จนถึงปัจจุบัน

 

          กล่าวได้ว่าอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นเหมือนอาจารย์ใหญ่ หรือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดคนหนึ่งในงานพัฒนาชุมชนสมัยใหม่ ท่านเป็นทั้งนักคิด นักวิชาการ เป็นนักบริหาร นักจัดการ ท่านเป็นคนที่ศึกษาหาความรู้ตลอดเวลาพร้อมๆกับการได้ปฏิบัติ ได้บริหารจัดการหน่วยงาน หรือการพัฒนาอย่างจริงจังกับชาวบ้าน กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ถ้ามั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์แก่ชุมชน มีความอดทนอย่างสูง และมุ่งมั่นในการที่จะอธิบายแนวทางการพัฒนาของชาวบ้านให้หน่วยงานรัฐบาลหรือหน่วยนโยบายเข้าใจยอมรับ เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นที่พึงสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมโยงแนวคิด และการพัฒนาของชุมชนกับระดับนโยบาย ภาควิชาการและภาคเอกชน

 

           สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการที่ท่านมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ท่านได้นำความรู้นี้มาเชื่อมโยงสนับสนุน ออกแบบ ใช้กับงานพัฒนาชุมชน ทำให้เกิดแนวทาง “ การเงินการคลังสังคมและเพื่อการพัฒนา” ซึ่งถือได้ว่าเป็นครู และเป็นผู้นำที่สำคัญที่สุดในการนำเครื่องมือการเงินเพื่อการพัฒนามาเป็นเครื่องมือการพัฒนาของชุมชนสมัยใหม่ ทำให้มิติการพัฒนาชุมชน และขบวนชุมชนในประเทศไทยมีเนื้อหาและการขยายตัวกว้างขวางเกินจากกรอบความรู้การพัฒนาชุมชนจากเดิมเป็นอันมาก

 

           อาจารย์ไพบูลย์ เป็นนักบริหารจัดการ แบบใหม่ ตามแนวทางพัฒนาอย่างแท้จริง ท่านจะไม่ใช้ระบบบริหารสั่งการแบบแนวดิ่ง หรือสร้างชั้นตำแหน่งขั้นตอนตามระบบส่วนใหญ่ที่เป็นอยู่ แต่จะใช้การประชุมร่วมกัน พูดคุย ตัดสินใจร่วมกัน ใช้รูปแบบการบริหารที่ง่าย ไว้วางใจ กระจายอำนาจ สร้างระบบรายงานที่ดี และเป็นแนวราบมากที่สุด แนวทางการบริหารดังกล่าวนี้ใช้ตลอดช่วงที่ท่านเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองหรือ พชม. ต่อเนื่องมาจนกระทั่งภายหลังเมื่อมีการจัดตั้งพอช.แล้ว วัฒนธรรมการบริหารงานชุมชนแนวนี้ก็ยังคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วท่านได้สร้างคุณูปการที่สำคัญในด้านความรู้และแนวทางวิธีการบริหารงานขององค์กรชุมชน โดยให้ชุมชนเป็นหลักและเป็นเจ้าของการพัฒนาด้วยตนเองขนาดใหญ่ แม้จะต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุงพัฒนา แนวทางนี้อยู่เสมอ

 

            สมัยที่มีการก่อตั้งพชม.ใหม่ๆ ใครที่มีโอกาสได้ทำงานกับท่านในช่วงนั้นคงจะจำได้ถึงการที่จะต้องร่วมกันประชุมเกือบทุกเรื่อง อยู่เป็นประจำ อาทิตย์ละหลายครั้ง หรืออย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง เราจะต้องพูดคุยกันอย่างค่อนข้างละเอียดในเรื่องแต่ละเรื่องเหล่านั้น แล้วช่วยกันหาแนวทางว่าจะทำอย่างไร แต่ละคนจะได้รับโอกาสได้พูดได้เต็มที่ แม้จะคิดเห็นต่างกัน และท้ายสุดท่านจะสรุปให้เห็นความสัมพันธ์ หรือประเด็นสำคัญ และเรื่องที่พวกเราต้องไปทำ  บางครั้งการประชุมก็อาจใช้เวลามาก ถึงดึกดื่น สองทุ่ม สามทุ่ม เป็นประจำ แม้หลายคนอาจจะเหนื่อยล้า แต่ในระยะเวลาต่อมาคิดว่าพวกเราหลายๆคนก็คงเกิดความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่า การบริหารโดยการประชุมเหล่านั้นเป็นเสมือนทั้ง การเรียนรู้และการทำงานไปพร้อมกัน การปรับความคิด ความรู้ การฝึกอบรม สร้างวิธีคิดวิธีทำ การสร้างแนวทางการทำงานร่วมกัน การทำให้ทุกคนสามารถเข้าใจและเป็นส่วนหนึ่งของงานอื่น สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างงานต่างๆ และระหว่างกันเอง กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้เป็นการบริหารงานไปพร้อมกันด้วย เป็นการบริหารที่พวกเราจะเห็นกันหมดทุกคนและทุกเรื่อง และอาจเรียกได้ว่าเป็นทีมทีมเดียว

 

             คุณสมบัติที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของท่านอาจารย์ไพบูลย์ คือท่านจะมีวิธีบริหารที่มุ่งหาแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาไปข้างหน้า จะไม่งมอยู่กับปัญหา หรือความทุกข์ ความโกรธที่ทำให้เกิดปัญหา มากโดยไม่จำเป็น และมักเกิดขึ้นกับพวกเราที่ทำงานกับกลุ่มคนจนและชนบท เพราะได้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม และความไม่ถูกต้องของโครงสร้างและวิธีการต่างๆเป็นอันมาก ท่านจะเน้นให้มองหาแนวทาง หาวิธีการที่จะแก้ปัญหา เป็นหลัก โดยดูวิธีที่ชาวบ้านเป็นอยู่ หรือทำอยู่เป็นจุดเริ่มต้น 

 

             ในช่วงแรกๆ ของการตั้งพชม.เช่นกัน เนื่องจาก พชม.มีแนวทางที่จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนาให้แก่องค์กรชุมชนเมือง รวมทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย การสร้างระบบขององค์กรพอช.ให้มีความพร้อมและยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถสนับสนุนเงินทุนเพื่อการพัฒนาให้กับชุมชนได้ดีและกว้างขวางเป็นเรื่องที่มีความยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบกฎเกณฑ์ วิธีคิด และความรู้ที่มีอยู่ของหน่วยงานรัฐในในด้านการเงินและการให้สินเชื่อ มิได้มีเพียงพอที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ให้ชุมชนเกิดความสามารถ เกิดการพึ่งตนเอง และเกิดภูมิคุ้มกันร่วมกัน ส่วนใหญ่เป็นวิธีการให้กับผู้กู้เงินปัจเจก เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางด้านการเงินของผู้ให้กู้และผู้กู้ชึ่งจะต้องมีการเงินที่มั่นคงพอที่จะสามารถส่งเงินคืน ซึ่งคนจนไม่สามารถเข้าถึง หรือต่างคนต่างกู้ต่างเป็นหนี้ ต่างแก้ปัญหากันเอง ดังนั้นพชม. จึงต้องพัฒนาวิธีการสินเชื่อให้องค์กรชุมชนแนวใหม่ คือสินเชื่อที่ให้ตรงกับองค์กรชุมชนรวมตัวกันจัดการเอง ให้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้องค์กรชุมชนสามารถใช้ส่วนต่างบริหารจัดการพัฒนาชุมชนได้เอง และให้คณะกรรมการชุมชนสามารถเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้แทนการใช้ทรัพย์สิน หรือสามารถใช้ทรัพย์สินได้หลากหลาย เช่นสัญญาเช่าที่ ที่ดินกรรมสิทธิ์ร่วมมาใช้ค้ำประกันได้ กล่าวได้ว่าแนวทางดังกล่าวนอกจากจะสามารถทำให้เงินกู้เพื่อการพัฒนา สามารถส่งลงถึงชุมชนคนยากจนได้สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาได้แล้ว ยังเป็นเครื่องมือไนการสนับสนุนเชื้อชวนให้ชาวบ้านต้องมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม องค์กร สร้างชุมชนเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆร่วมกัน

 

altและเนื่องจากชุมชนเมืองมีปัญหาที่อยู่อาศัย และถูกไล่ที่เป็นอันมาก จึงนำมาสู่การพิจารณาร่วมกับขบวนชุมชนต่างๆให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ปัญหาเป็นโครงการร่วมกัน เหล่านี้มีอัตราเพียงร้อยละ ๓ (ในระยะแรกนั้น ซึ่งหากองค์กรชุมชนบวกส่วนต่างอีกร้อยละ๒ สมาชิกชาวบ้านก็จะต้องจ่ายร้อยละ ๕) ทำให้หน่วยงานราชการที่เป็นคณะกรรมการส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบอย่างมาก  อาจารย์ไพบูลย์ได้พยายามทำความเข้าใจและชี้แจงอย่างอดทนอย่างยิ่ง จนกระทั่งในที่สุดได้รับการยอมรับ และเริ่มระบบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขององค์กรชุมชนแนวใหม่เกิดขึ้น จากจุดเริ่มต้นนั้นทำให้เกิดแนวทางการใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากพชม. และเป็นพอช. ในช่วงต่อมาเพื่อให้องค์กรชุมชนของคนจนในชุมชนแออัดเองได้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้รอรับการพัฒนา หรือรอการไล่ที่ สู่การเป็นผู้ริเริ่ม และเป็นเจ้าของการพัฒนาที่อยู่อาศัย สามารถสร้างชุมชนใหม่ที่อยู่ใหม่ ทั้งในที่เดิมหรือในที่ดินใหม่ร่วมกัน เกิดความอิสระหลุดพ้นจากสภาพที่ไม่ถูกกฎหมาย ไม่ได้รับการพัฒนา หรือมิได้เป็นประชากรถูกต้อง สามารถมีชีวิตและที่อยู่อาศัยที่ดี มั่นคง มีศักดิ์ศรี และสามารถสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ได้อย่างเต็มที่ 

 

             นับจากจุดเริ่มต้นของการคิดค้นวิธีการเงินในช่วงเริ่มแรกนั้น และมีการพัฒนาการต่อเนื่องมาจนเกิดเป็นโครงการบ้านมั่นคงที่เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ปีพศ.๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน พอช.สามารถดำเนินโครงการนี้ใน ๒๙๐ เมืองทั่งประเทศ สามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งให้กับชุมชนทั่วประเทศได้กว่า ๘๐๐ แห่ง เกิดประโยชน์ต่อคนจนในเมืองได้มากกว่า ๙๕,๐๐๐ ครอบครัว ถือได้ว่าพัฒนาการที่สำคัญนี้เกิดขึ้นจากบทบาทผู้นำและผู้คิดค้นที่สำคัญในเรื่องสินเชื่อเพื่อการพัฒนาโดยองค์กรชุมชนของอาจารย์ไพบูลย์อย่างแท้จริง

 

           โดยสรุป อาจารย์ไพบูลย์ นับว่าเป็นผู้มีคุณูปการที่สำคัญอย่างยิ่ง ในงานพัฒนาชุมชนในประเทศไทย สมัยใหม่ ทำให้เกิดแนวคิด แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ หลายเรื่องหลายประการมากมาย ในที่นี้จะขอเน้นประเด็นสำคัญที่ท่านอาจารย์มักจะพูดอยู่เสมอ และได้ดำเนินการพัฒนา หรือบริหารจนเป็นแนวทาง ดังนี้ 

           · การพัฒนาที่ชุมชนเป็นหลัก และเป็นเจ้าของการพัฒนา

           · การพัฒนาโดยใช้การเงินเพื่อการพัฒนาโดยชุมชน

           · การบริหารการพัฒนา และตัดสินใจร่วมกันระหว่างชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

           · การร่วมมือหลายฝ่าย พยายามรวมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

            altดิฉัน มีโอกาสที่ดีในชีวิต ทั้งได้ความรู้ใหม่ๆ และได้บุญที่ได้มีโอกาสทำงานกับอาจารย์ไพบูลย์อย่างไกล้ชิด ได้เรียนรู้แนวทางใหม่ๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ได้เริ่มต้นสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ได้มีโอกาสร่วมกับท่านในเรื่องการเงินเพื่อการพัฒนา และการทำงานหลายฝ่าย การทำงานกับฝ่ายการเมือง การจัดการแบบร่วมมือกัน การบริหารจัดการแบบไว้วางใจ และกระจายอำนาจ แม้ในช่วงต่อมาจะไม่ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันไกล้ชิดเหมือนในช่วงแรก แต่ก็ได้มีโอกาสพบและปรึกษาหารืออยู่ตลอดมา ในช่วงที่ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันและเกิดเป็นแนวทางของรัฐบาลที่สนับสนุนองค์กรชุมชนที่สำคัญหลายๆเรื่องจนถึงปัจจุบันนี้ เช่นเรื่องสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน 

             ท่านเป็นคนเรียบง่าย สมถะ เรียนรู้ มุ่งมั่น เสียสละ และทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม และชุมชน อย่างเต็มที่ และตลอดเวลา เป็นนักคิด นักทำ นักสร้าง นักฝัน เป็นคนที่เชื่อในความดี และสิ่งที่ดี เชื่อว่าคนทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางดี ระบบสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ และพร้อมที่จะอุทิศตน อุทิศเวลาเพื่อแก้ปัญา เพื่ออธิบายนำเสนออย่างอดทน 

              การได้นึกถึงท่านอาจารย์ในสิ่งที่ท่านเป็น คิด ทำ และเชื่อ ดังกล่าว แม้ส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดความเศร้าใจอย่างมากในความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราในวงการพัฒนาชุมชนทั้งเมืองและชนบท เกิดความว่างเปล่าและว้าเหว่วังเวง ในยามที่บ้านเมืองก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีความแน่นอน  

             แต่อีกส่วนหนึ่งคงเป็นส่วนที่ทำให้พวกเราเกิดพลังมุ่งมั่นมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณที่อาจารย์ได้ให้ความรู้ ความคิด พลังความมุ่งมั่น พลังที่สร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจ สร้างองค์กรพอช. ให้พรบ.สภาองค์กรชุมชน 

 

เราจะสืบต่อเจตนารมณ์นี้และเดินหน้าต่อไป

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter