วันที่ 26 เมษายน 2555 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และขบวนชุมชนจัดเวทีเสวนา “ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” พร้อมนิทรรศการชีวิตและงานสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มีผู้นำชุมชน นักวิชาการและเจ้าหน้าที่พอช.ร่วมงาน โดยมี อ.รตยา จันทรเทียร รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา อ.สังคม เจริญทรัพย์ นายประภาส แสงประดับ นายศิวโรฒ จิตนิยม เป็นวิทยากรและดำเนินการเสวนาโดยประพจน์ ภู่ทองคำ
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช. กล่าวว่า อ.ไพบูลย์ เป็นผู้วางรากฐานการพัฒนาที่ให้ขบวนชุนชนและท้องถิ่นเป็นแกนหลักมาตั้งแต่ต้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาของขบวนชุมชนในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เวทีเสวนาจึงเป็นส่วนหนึ่ง ของการสืบทอดอุดมการณ์ของอาจารย์ไพบูลย์ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อการสืบทอดและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ หรือขบวนงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะสนับสนุนให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทุกวันพฤหัสเว้นพฤหัส
นางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงการทำงานของการเคหะแห่งชาติที่ผ่านมาว่า เป็นหน่วยงานที่แก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง และในปี 2531-2532 ก็เกิดความขัดแย้ง เพราะเน้นทำงานเชิงกายภาพคือเรื่องบ้านด้านเดียว ไม่ได้มองเรื่องสังคม ทั้งๆ ที่ปัญหาของชุมชนสิ่งที่มาก่อนคือเรื่องของคน สังคม เศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องของตัวบ้าน ปัญหาของชุมชนแออัด หรือคนจนเมืองเป็นเรื่องใหญ่ จึงคิดต่อว่าต้องมีองค์กรพิเศษไหมที่จะมาทำงานเพื่อแก้ปัญหาของคนจนในเมืองหรือชุมชนแออัด จึงได้มีการหารือในคณะกรรมการของการเคหะในขณะนั้น โดยคุณสมพงษ์ หิริกุล เป็นคนแนะนำ คณะผู้บริหารการเคหะ ให้เชิญ อ.ไพบูลย์ มาช่วยทำงานวิจัย เพราะเราต้องการนักวิชาการที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องของชุมชนแออัดอย่างละเอียด ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับคน ไม่ใช่เรื่องงานออกแบบบ้าน หรือเช่าซื้อ เห็นว่าคนที่เหมาะสมมากที่สุดคือ อ.ไพบูลย์ ซึ่งขณะนั้นท่านได้ลาออกจากธนาคารมาทำงานพัฒนาที่มูลนิธิบูรณะชนบทแล้ว จึงได้เชิญ อ.ไพบูลย์รับทำงานวิจัยนี้ ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือพชม.เมื่อปี 2535 ในสังกัดการเคหะแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาคนจนในเมือง และ อ.ไพบูลย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ พชม.คนแรก ซึ่งเป็นปีที่ อ.รตยา เกษียณพอดี
อ.รตยา สรุปว่าการตั้ง พชม.ได้สำเร็จ เป็นเพราะบารมีของอาจารย์ไพบูลย์ในสมัยนายกอานันท์ ปันยารชุน บริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการ พชม.ซึ่งมีองค์ประกอบของหน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำชุมชน อ.ไพบูลย์ต้องใช้ความพยายามในการอธิบายงานในแนวทางที่ให้ชุมชนเป็นแกนหลักและการสนับสนุนการเงินเพื่อการพัฒนากับคนจนในเมือง ให้คณะกรรมการพชม.เข้าใจด้วยความอดทนยิ่ง
สำหรับการสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ อ.รตยาระบุว่า หลังจากเกษียณซึ่งครบ 21 ปี แล้วได้ใช้ความแข็งแรงจากการเดินสลัมในสมัยทำงานพัฒนาชุมชนเมืองไปเดินป่า โดยทำงานภายใต้มูลนิธิสืบมา 10 ปี ร่วมดูแลป่าตะวันตกซึ่งมีพื้นที่ 11.7 ล้านไร่ ทำงานกับชุมชนในเขตป่า 129 ชุมชน ผลที่ได้คือทำ GPS หมายเขตพื้นที่ มีแผนที่ชัดเจน มีกติกา มีการพัฒนาคน เพื่อให้คนในชุมชนได้ร่วมดูแล รักษาผืนป่านี้ โดยมูลนิธิไปทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนน้อยๆเหล่านี้ แม้ยังเทียบไม่ได้กับชุมชนบางบัว หรือหนองสาหร่าย แต่การรักผืนป่าตะวันตกซึ่งเป็นผืนป่าสุดท้ายของประเทศ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพื่อบ้านของสัตว์ป่าและอนาคตของลูกหลานเรา อ.รตยากล่าว
ในขณะที่นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย อดีตผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมืองที่ต้องพัฒนามีปัญหาที่เกิดจากคน การเกิดกองทุนเมืองในขณะนั้นเกิดขึ้นอย่างอย่างลงตัวมาถูกจังหวะ เพราะ อ.ไพบูลย์มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน สภาพัฒนามีนโยบายในเรื่องการแก้ไขปัญหาคนจน ในสถานการณ์ที่ปัญหาของการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่มีหน่วยงานที่จะทำเรื่องนี้โดยตรงและขาดความขัดเจน การเริ่มโครงการพัฒนาคนจนในเมือง คุณไพบูลย์ได้ใช้วิธีเชิญคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาคุยกัน นำเรื่องจริงในสังคมมาแลกเปลี่ยนกัน และเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่น่าจะแก้เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ควรผสมผสานทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยคนจนและเรื่องความยากจน และต้องมีกองทุนสำหรับคนจนขึ้นมา ซึ่งพวกเราไม่เก่งเรื่องการเงินเลย คุณไพบูลย์เป็นนักการเงินที่เก่งมาก กองทุนพัฒนาคนจนในเมืองจึงเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะ และเป็นเพราะความรู้ ความสามารถของคุณไพบูลย์ที่ดึงผู้คนทุกภาคส่วนทั้งชุมชน นักพัฒนา หน่วยงาน และฝ่ายนโนบายมาร่วมกำหนด
การสร้างระบบกองทุน หรือสินเชื่อเพื่อการพัฒนาเมื่อปี 2535 ทำให้เกิดนวัตกรรมในวงการพัฒนาชุมชนที่สำคัญ ที่ให้ชาวบ้านเป็นคนคิด เป็นคนจัด เป็นคนจับเงิน เชื่อมโยงชาวบ้านมาร่วมสร้างชุมชน สื่งที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อของคุณไพบูลย์ ในเรื่องการสร้างความร่วมมือจากหลายฝ่ายให้คนที่เกี่ยวข้องต้องมานั่งคุยกัน กำหนดแนวทางร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องใช้เวลาในการกวนของที่ไม่เข้ากัน ให้เข้ากัน นี้เป็นความสามารถของ อ.ไพบูลย์ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านเป็นผู้บริหารหรือบอร์ดในพชม. เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงเป็นจุดที่สำคัญมากๆ ของงานพัฒนาเป็นประชาธิปไตย มีความสมดุลของผู้ที่เกี่ยวข้อง และค่อยๆ เรียนรู้ระหว่างกัน หาจุดร่วมร่วมกัน เป็นรูปธรรมของการปรองดองระหว่างฝ่ายนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชน
สิ่งที่คุณไพบุลย์ได้ผลักดันในช่วงพชม.เพื่อแก้ปัญหาชุมชนแออัด ในทิศทางที่ชุมชนเป็นแกนหลัก จึงส่งผลต่อการทำงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. การสืบทอดอุดมการณ์หรือเจตนารมณ์ของท่าน คือการทำงานที่ชุมชนเป็นหลัก ให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนฐานล่าง อาจมีรูปแบบหลายรูปแบบ ซึ่งในช่วงท้ายๆ อ. ไพบูลย์ไม่ค่อยสบายใจกับระบบการเมือง เพราะระบบโครงสร้างไม่ค่อยคลาย แต่ระบบที่ไปได้คืองานพัฒนาในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านได้ทำเป็นรูปธรรม และมีการเชื่อมโยงกัน เพื่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเราต้องพัฒนาความรู้ และทำสิ่งนี้ให้มีน้ำหนักและเนื้อหาเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศจากสังคมฐานล่าง นางสาวสมสุขกล่าว
ด้านรศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร ระบุว่า ได้รู้จักกับ อ.ไพบูลย์เมื่อ 27 ปีที่แล้ว เพราะอาจารย์สนใจเรื่องงานพัฒนาชนบท และต้องการสืบทอดอุดมการณ์ของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อ.ไพบูลย์ได้ทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง งานบัณฑิตอาสาสมัคร และมูลนิธิบูรณะชนบท ในช่วงนั้นเห็นได้ว่า อ.ไพบูลย์ ไม่ใช่ครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นนักเรียนรู้ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นนักการเงิน ไม่เคยสัมผัสกับงานพัฒนามาก่อน โดยได้เข้าสู่วงการพัฒนาที่มูลนิธิบูรณะชนบท ตลอดระยะเวลาที่ได้เริ่มทำงาน ท่านสนใจเรื่องของงานที่ไม่ใช่เรื่องชนบทเท่านั้น เรื่องงานเมือง อ.ไพบูลย์ ก็สนใจ มีกัลยาณมิตรหลากหลายจากทุกภาคส่วน เป็นผู้มองอะไรได้อย่างกว้างไกล ด้วย อ.ไพบูลย์ ประทับใจต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของ อ.ป๋วย ในช่วงทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในด้านแนวทางการสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์โดยเฉพาะเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองนั้น มีเรื่องสำคัญอยู่หลายเรื่อง ที่ต้องร่วมคิดและทำงานต่อไปเช่นความรู้ความเข้าใจเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ในหลักคิด และเป้าหมายเชิงอุดมการณ์ ถ้าผ่านข้อนี้ร่วมกันได้เราก็เดินต่อ รวมถึงรูปธรรมหรือ หน้าตาของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ซึ่งอ.ไพบูลย์ได้สนับสนุนให้บางพื้นที่ทำตัวชี้วัดในระดับพื้นที่แล้ว และคงไม่ใช่พิมพ์เขียว แต่ควรมีหน้าตาพื้นฐาน เพื่อให้รู้ตัว รู้ตน และเป้าที่ชัดเจน รวมทั้งเรื่องความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ต้องรู้ ความเข้าใจเรื่องของชุมชนที่เป็นอนิจจัง ไม่นิ่งอยู่กับที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกชุมชน ที่มีผลกระทบตลอดเวลาทั้งบวกและลบ และประเด็นงานที่เกี่ยวกับงานชุมชน ที่ชุมชนจะจัดการตนเองได้ เช่น ที่อยู่อาศัย สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม เด็ก เยาวชน ชุมชนไหนอยากทำตัวชี้วัดก็ไปเรียนกับหนองสาหร่าย เป็นต้น เราต้องคุยหรือเจาะลึกในพื้นที่ของตนเอง
การจะสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ มองกว้าง และทำมาก ชุมชนต้องตั้งหลักเองให้ได้ การจัดการตนเอง จะเริ่มตรงไหน อย่างไร เมื่อเริ่มที่ตัวเองจะเห็นว่ามีอะไรโบ๋ อะไรพร่อง ในพื้นที่จะเคลื่อนนโยบายอะไรสิ่งไหนเป็นข้อติดขัด เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อ.ไพบูลย์ทำมาตลอดชีวิต
และสิ่งที่เป็นแบบอย่างอีกด้านหนึ่งของอ.ไพบูลย์ คือบุคลิกของอาจารย์เอง ที่นิ่ง สงบ อดทน พยายาม และผลจากความนิ่งมันสามารถสร้างความคลี่คลายที่ดีกว่า สิ่งที่อาจารย์ปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างที่งดงาม นักพัฒนาไม่ใช่นักเทคนิคเท่านั้น จิตใจของอาจารย์คือการมีจิตสาธารณะ มีความกว้างของจิตใจ และเป็นคนคิดบวก อ.ปาริชาติ กล่าว
นายสังคม เจริญทรัพย์ ผู้นำชุมชน จ.สุรินทร์ กล่าวว่าได้รู้จัก อ.ไพบูลย์ ตั้งแต่ยุคพชม. งานในขณะนั้นคือการทำเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ อ.ไพบูลย์ถามเสมอว่า อะไรก็ตามที่จะนำมาประชุม “ถามชาวบ้านหรือยัง” พอมาระยะหลังๆ ทุกคนก็มักจะใช้คำนี้เสมอ เป็นเรื่องหนึ่งที่จำได้ตลอด ที่ประทับใจและพูดให้คนอื่นๆ ฟังเสมอว่า การทำงานกับ อ.ไพบูลย์ เหมือนทำงานกับพระ เพราะไม่มีอะไรยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้
และในยุคที่ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านเคยถามว่า “คุณสังคม ถ้าเราเตรียมอะไรให้หมด น้ำก็มี เมล็ดพันธุ์ก็มี ถ้าเตรียมไว้หมด คนๆ หนึ่งจะอยู่ได้ไหม” วันนั้นก็ตอบท่านไม่ได้ ที่สำคัญท่านรับฟัง ฟังอย่างตั้งใจในทุกเรื่องที่มีการประชุมหารือร่วมกัน และท่านจะทุ่มเทมาก
อ.สังคมกล่าวว่าสิ่งที่ อ.ไพบูลย์สร้างไว้ และส่งผลต่อขบวนการพัฒนามีเยอะมากและไม่ใช่แค่วาทกรรม เป็นการให้อย่างมีคุณค่า การสืบทอดไม่ว่าจะการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก เราต้องทำให้เป็นจริงตลอดเวลา นายสังคมกล่าว
นายศิวโรฒ จิตนิยม ผู้นำตำบลหนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เล่าว่าหลักคิดและอุดมการณ์ของ อ.ไพบุลย์ ที่ได้ยึดและปฎิบัติมาตลอดคือ การพัฒนาชุมชนที่ให้ชุมชนเป็นแกนหลัก คือพวกเราชุมชนต้องเป็นแกนหลักในการทำงาน ทุกคนต้องมาร่วมกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน ต้องมีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ฝันให้ไกลและไปให้ถึง และสิ่งที่สำคัญคือการมีส่วนร่วม โดยได้รู้จักอาจารย์เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นยุคขององค์กรการเงิน และเริ่มใช้หลักคิดของท่านในปี 2544-2545 เพื่อทำแผนชุมชนของตำบลหนองสาหร่าย หากไม่ทำแผนชุมชนในวันนั้น ชุมชนเราก็จะตายลงไปเรื่อยๆ เพราะเราต้องมีแผนการพัฒนา เราจะทำเรื่องอะไร และทำอย่างไร ให้คิดด้วยตัวเราให้ได้ ทำด้วยตัวของเราเองให้ได้ และทำในสิ่งที่คนหนองสาหร่ายต้องการ เราใช้หลักการให้เรื่องทั้งหมด เป็นเรื่องของเราและเราลงมือทำในสิ่งที่เราทำได้ ในปี 2549 ได้มาทบทวนแผนกัน อ.ไพบูลย์ พูดเสมอว่าพอเราเริ่มเดินไปข้างหน้าแล้ว เราต้องมีการทบทวน
ขบวนชุมชน ตำบลหนองสาหร่ายภูมิใจกับ อ.ไพบูลย์ เพราะนำหลักการของท่านมาจัดการตนเองเป็นเรื่องๆ หัวใจของทุกเรื่องที่เราทำคือการจัดการคน ด้วยการรวมกลุ่มกัน มาคุยกัน จากสภาผู้นำมาเป็นสภาองค์กรชุมชนมีแกนนำทุกกลุ่ม 79 คนมานั่งประชุมร่วมกัน การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาตำบล คือใช้เป้าหมายความสุขร่วมกัน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม เช่น โรงเรียนจะทำยังไงให้นักเรียนมีความสุข พระจะทำอย่างไรให้คนมีความสุข หมอท้องถิ่นทำยังไงให้เงินงบประมาณทุกบาทในท้องถิ่นนำไปสู่ความสุขของคนหนองสาหร่าย สิ่งที่ทำได้คือคนหนองสาหร่ายต้องมารวมกันออม เพื่อนำทุนของเราไปออม
วันนี้รัฐบาลประกาศนโยบายหลายเรื่อง หนองสาหร่ายประกาศนโยบายประเทศหนองสาหร่ายด้วย คือ ใช้ความสุขเป็นเป้าหมายการพัฒนา ทุกคนต้องมีความสุข มีความดี มีความสามารถ เราตั้งธนาคารความดี ที่กินได้ ความสุขและความดีที่กำหนดไว้มี 23 ข้อ ถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน เรื่องหนี้ ต้องนำความดีมาแลก เราทำสวัสดิการชุมชน เราจัดเอง ลดหนี้สินชุมชน โดยใช้เงินของหนองสาหร่าย วันนี้หนองสาหร่ายมีความสุขแล้ว แม้จะทำได้ไม่ครบทุกเรื่อง และประเด็นสุดท้ายคือ ตำบลพอเพียง คือ มีความมั่นคงทางอาหาร มีพลังงานใช้ในตำบล
การสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ คือการทำให้ทุกคนจัดการตนเองได้ ถ้าทุกคนจัดการตนเองได้ จัดการชุมชนได้ ประเทศไทย สังคมจะมีความสุข โดยมีการจัดการความรู้ และพัฒนาตามบริบทพื้นที่ของตนเอง และต้องทำให้คนรุ่นหลังรู้ด้วย เพื่อให้ได้จุดหมายที่เราต้องการ
นายประภาส แสงประดับ ผู้นำชุมชนริมคลองบางบัว และเครือข่ายองค์กรชุมชนเขตบางเขน กล่าวว่า ได้รู้จักกับ อ.ไพบูลย์และ พอช. ในช่วงเป็นคณะกรรมการคูคลอง ท่านเคยลงชุมชนพื้นที่บางบัว ในยุคเริ่มทำโครงการบ้านมั่นคง เมื่อมีข้อติดขัดในเรื่องการทำงานและกองทุน อ.ไพบูลย์ เป็นแกนประสาน มี ACHR และหลายๆ ส่วน คุยเพื่อพูดถึงเรื่องทุนต่างๆ ที่ผ่านมามีปัญหามากชุมชนแออัดเขาต้องรอการเมือง รอ พอช. พอเงินหมดก็ระส่ำ ระสาย เราเข้าไม่ถึงกองทุน ต่อสู้กันหลายเรื่อง หลายวิธี ไปที่หน้าทำเนียบบ้าง หน้ากระทรวงบ้าง และไปหาอาจารย์หลายครั้ง
ทิศทางการพัฒนาที่ชุมชนเป็นหลัก แนวคิดนี้เป็นแรงส่งมาสู่พวกเราเอง เราเริ่มเข้าใจเรื่องกองทุน ขบวนการจัดการทุนไม่ใช่การนั่งรอทุนจาก พอช. อย่างเดียว รวมทั้งการทำงานของชุมชนที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จาก อ.ไพบูลย์ และเมื่อปลายปีที่แล้วท่านได้ลงไปแจกถุงยังชีพให้กำลังใจผู้ประอุทกภัยที่ชุมชนบางบัว ถุงยังชีพของอาจารย์คือนำความรู้มาให้ นอกจากความรู้แล้วท่านยังเขียนงานเป็นเรื่องเป็นราว คือ ถุงทุนที่ชุมชนและเมืองต้องจัดการตนเอง เมืองหรือชุมชนจะทำอย่างไรที่จะจัดการตนเองให้ได้ วิธีการที่จะเข้าถึงรัฐบาล วิธีที่จะอยู่กับน้ำ อยู่กับชุมชนให้ได้ และสิ่งที่คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรมได้บอกคือท่านได้เขียนเรื่องราวการจัดการภัยพิบัติภัยโดยชุมชนไว้ด้วย
วิธีการจัดการทุนจากข้างล่าง โดยขบวนการใหญ่ของภาคประชาชน ทำให้ World Bank สนใจและให้ความสำคัญในแนวทางการทำทุนจากข้างล่าง ไม่ต้องรอจากข้างบน สำหรับเรื่องที่อยู่อาศัย ต้องผุดข้างบน พูนข้างล่าง โดยให้คนจากข้างล่างมาสร้างทุนร่วม เป็นกองทุนที่จะทำให้เมืองและชุมชนจัดการตนเอง ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย
ในด้านการสืบทอดอุดมการณ์หรือแนวทางของอาจารย์คือชุมชนต้องเป็นหลัก และเชื่อพลังของคนข้างล่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และเราจะสานต่อคือการผลักให้คนได้รับรู้ในเรื่องพื้นที่ รวมถึงเรื่องทุน ทั้งทุนคน และทุนเงิน ซึ่งเชื่อว่าขบวนองค์กรชุมชนหลายพื้นที่กำลังทำกันอยู่ ซึ่งจะต้องถ่ายทอดและส่งต่อไปยังลูกหลาน เพื่อให้ชุมชนทุกระดับมีอุดมการณ์ร่วมเพื่อการจัดการตนเอง และผลักดันสู่ระดับนโยบาย
ด้านพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการพอช. กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยที่ อ.ไพบูลย์ให้ไว้อย่างเป็นรูปธรรม อยู่ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งมียุทธศาสตร์ของการพัฒนาที่เขียนไว้อย่างชัดเจน คือชุมชนเป็นแกนหลักพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดจากรัฐบาล เราต้องการพัฒนาจากราก งานทั้งหลายไม่สำเร็จและไม่มีความหมาย ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และมรรค 8 ที่อาจารย์กล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการเงิน และชุมชนจัดการเรื่องการเงินของตนเอง ต้องทำเป็นขบวนใหญ่ ประธานบอร์ดพอช.ระบุ
และพ่อคำเดื่อง ภาษี ผู้นำชุมชนที่ร่วมผลักดันงานคนรุ่นใหม่ หัวใจรักถิ่น ระบุว่า ในช่วงแรกที่มาทำงานบัณฑิตคืนถิ่น อ.ไพบูลย์ได้มาช่วยในตอนต้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมต้องบัณฑิตคืนถิ่น คนไม่เป็นบัณฑิตก็คืนถิ่นได้” จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “คนรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่น” เพราะท่านเตือนสติพวกเราว่า สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด หากลูกหลานไม่สืบทอด ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น สิ่งที่ทำมาเท่ากับสูญเปล่า อ.ไพบูลย์ มองภาพกว้างและคิดไกลมาก ไปเจออะไรท่านทำหมด และสิ่งที่เห็นชัดเจน คือ อาจารย์ทำหน้าที่ของมนุษย์ได้ดี มีจิตสาธารณะและเข้าถึงพุทธะอย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ล้วนแต่ทำหน้าของตนเองหมด มีแต่คนที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเองเพราะทำแต่เรื่องอาชีพจนลืมหน้าที่ของมนุษย์♦


