พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1917

 

altฉะเชิงเทรา: เครือข่ายองค์กรประชาชน 36 องค์กร ภาคตะวันออกจัดเวที “วาระเปลี่ยนภาคตะวันออก” เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปี แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เพื่อกำหนดแผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกของประชาชน คัดค้านการเพิ่มภาคอุตสาหกรรม และฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของชุมชน 

 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 เครือข่ายองค์กรประชาชนภาคตะวันออกกว่า 100 คน ร่วมถกในเวที “วาระเปลี่ยนภาคตะวันออก” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมศูนย์วิชาการท้องถิ่น ม.ราชภัฏราชนครินทร์ วิทยาเขตบางคล้า โดยมีนักพัฒนาในพื้นที่ภาคต่างๆ มาร่วมพูดคุยกำหนดแผนและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีเสวนา

 

altนายสนั่น ชูสกุล นักพัฒนาจากพื้นที่อีสานใต้ กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านต้องการความเจริญ เมื่อรัฐฉายภาพความเจริญมาให้จากโครงการพัฒนาก็จะตอบรับด้วยดี แต่ปัจจุบันชาวบ้านรู้แล้วว่าโครงการพัฒนาหลายโครงการเป็นการสร้างความเจริญที่เกิดขึ้นบนฐานการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เมื่อปัญหาไปกระทบกับชาวบ้าน ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่มักได้รับการต่อต้าน เพราะไม่มีใครเข้าใจ อยากให้มองว่าปัญหาหรือผลกระทบจากการพัฒนาไม่ได้ส่งผลเฉพาะพื้นที่ที่มีการตั้งโครงการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพื้นที่อื่นแบบเชื่อมโยงถึงกัน ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคใด ตัวอย่างเช่น หอยจากภาคตะวันออก ส่งไปขายที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน คนเหนือ คนอีสานกินก็มีสิทธิเป็นมะเร็งได้เท่าๆ กับคนมาบตาพุด ขณะที่แรงงานที่อพยพมาจากภาคอื่นมาทำงานที่ภาคตะวันออกก็มีสิทธิได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน วิธีการออกมาเรียกร้องของประชาชนโดยการชุมนุม การปิดถนน มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร เราต้องสร้างอำนาจของภาคประชาชนให้ปรากฏมากขึ้นและทำงานแบบเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย สู้ และส่งเสียงพร้อมกันจึงจะเกิดพลัง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เราจึงมีสิทธิตรวจสอบ ต่อสู้ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราและลูกหลาน

 

 altนายธีรพงษ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้จัดการสำนักงานภาคตะวันออก พอช. กล่าวว่า แม้ปัจจุบันประชาชนจะมีโอกาสมากขึ้นในการต่อสู้กับโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภูมินิเวศน์ แต่ทุนนิยมก็มักจะมีโอกาสมากกว่าประชาชนเสมอ ประชาชนต้องกำหนดบทบาทว่าเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ถ้าไม่อยากให้ภาคตะวันออกบอบช้ำไปกว่านี้ ประชาชนต้องกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ 1.สู้แบบประเด็นร้อน ประชาชนที่ทุกข์ยากต้องลุกขึ้นมารวมตัวต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง เป็นเครือข่าย สร้างรูปธรรมการทำงานในพื้นที่ เพื่อสื่อให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เราทำเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา ต้องสร้างพื้นที่ที่เป็นพื้นที่การจัดการโดยตัวชาวบ้านขึ้นมาให้ได้ 2.ชาวบ้านต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาภาคตะวันออกกับรัฐ และสร้างกติกาของเรา ร่วมคิด ตัดสินใจทำ ติดตามประเมินผลไปด้วยกัน 3.สร้างพลังการจัดการข้อมูล และการสื่อสารสู่สาธารณะ ใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดพลัง 4.เร่งสร้างความคิด จิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจความทุกข์ยากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เปลี่ยนความคิดคนจากคิดพึ่งคนอื่นให้หันกลับมาพึ่งตนเองมากขึ้น

 

altนางสาวภาวิณี ไชยภาค นักพัฒนาจากพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า อยากให้ศึกษาแผนปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ของภาคใต้เป็นตัวอย่าง การต่อสู้ของคนใต้เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่การใช้สถานที่ที่เป็นเส้นทางไปสู่ภาคใต้ เพื่อสื่อว่าคนใต้จะกำหนดอนาคตตัวเอง เราต้องการดูแลพื้นที่นี้ การต่อสู้ครั้งนี้ต่างจากการต่อสู้ที่ อ.จะนะที่มีการล้มเวทีประชาพิจารณ์ ปิดถนน ผลของแผนปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ปรากฏว่าเกิดการรับรู้ แม้ปฏิบัติการร่วมอาจยังมีไม่มาก แต่อย่างน้อยคนก็เข้าใจเรามากขึ้น ประสบการณ์การต่อสู้ที่จะนะ ทำให้เราต้องทำงานข้อมูลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาที่ จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านมีการเก็บข้อมูลเส้นทางปลา มีตัวเลขที่ชัดเจน มีข้อมูลแรงงาน มาเสนอโรงงาน เราบอกว่าถ้าเขาไม่เชื่อให้เอาข้อมูลมาหักล้างเรา แต่เขาไม่สามารถหาข้อมูลมาหักล้างเราได้ การต่อสู้เราจึงชอบธรรม นอกจากการทำงานข้อมูล การทำงานสื่อกับชุมชน หรือ vdo movement ก็มีความสำคัญ เราได้ทำงานร่วมกับโครงการนักข่าวพลเมืองของ TPBS เวลาที่เราอยากจะคุยกับใคร เราต้องกำหนดประเด็นที่เราอยากจะสื่อสาร แล้วก็พาสื่อ พากล้องวีดีโอไปด้วย เขาก็ต้องพูดแต่สิ่งดีๆ แล้วก็ต้องทำตามที่พูดไว้ การได้ออกโทรทัศน์ทำให้ชาวบ้านอย่างเรารู้สึกมีตัวตน มีการพูดคุยเรื่องของเราในชุมชนมากขึ้น มีคนรับรู้เรื่องเรามากขึ้น และส่งผลให้เกิดการขยายจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำ เป็นเครือข่ายเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากขึ้น

 

altนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่า ภัยคุกคามหลักของภาคตะวันออกคือนิคมอุตสาหกรรม นับจากนี้ไปเราต้องประกาศให้มีการคุ้มครองพื้นที่อาหาร และลดมลภาวะในพื้นที่ภาคตะวันออก นั่นคือแนวทางที่ถูกต้องแล้วมาเชื่อมโยงกัน ในส่วนของบ้านตัวเองเราก็ต้องสู้ในการป้องกันบ้านตัวเอง และต้องร่วมต่อสู้ในระดับภาพรวมของพื้นที่อื่นด้วย การชุมนุมคือการสร้างประเด็นให้สาธารณะรับรู้ ไมใช่รู้แค่ในชุมชน ส่วนกลางต้องทบทวนนโยบายว่าสิ่งที่คิดว่าถูกต้องถ้ามันกระทบกับวิถีชีวิตคนเล็กคนน้อยแล้วยังจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ รวมทั้งเราต้องทำงานร่วมกับเยาวชน เพราะเขาจะต้องอยู่ในชุมชนต่อไป ทั้งนี้เราต้องมาพบปะพูดคุยกันเป็นประจำ เชื่อว่าเครือข่ายอีกหลายกลุ่มยินดีจะช่วยหนุนเสริมแก้ปัญหาให้ ฝากแง่คิดว่าคำว่าสิทธิชุมชนที่อยู่ในกฎหมายต่างๆ จะไม่มีความหมายอะไรถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาพูดและทำ จะแก้รัฐธรรมนูญกี่รอบก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าชุมชนไม่รู้จักใช้สิทธิ์

 

altว่าที่ร้อยตรีกำพล จิตตะนัง ตัวแทนองค์กรประชาชนภาคใต้ ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า คนภาคตะวันออกต้องกำหนดแผนอนาคตตนเองให้ชัด อย่างเช่นภาคใต้ที่กำหนดอนาคตตนเองชัดแล้วว่าต้องเป็นพื้นที่ผลิตอาหาร คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ได้ค้านแค่ที่ใดที่หนึ่ง เพราะเราถือเป็นชะตากรรมร่วม โรงไฟฟ้าไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใดก็ทำลายสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบถึงกัน ทั้งนี้อาจร่วมขยับกับหลายภาคส่วน เช่น สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายจากพื้นที่อื่น เพื่อร่วมออกมาประกาศให้สังคมรับรู้ ไม่ใช่รอให้รัฐบาลกำหนด เราต้องประกาศเองเลยว่าเราจะเป็นแบบนี้ ต้องร่วมกันเดินไปให้ถึง

 

หลังเวทีเสวนาเครือข่ายองค์กรประชาชน 36 องค์กร ได้ร่วมกันสรุปฉันทามติของเครือข่ายในการกำหนดแผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก ดังนี้

 

ฉันทามติของเครือข่ายองค์กรประชาชน 36 องค์กร ภาคตะวันออก

1.แผนพัฒนาภาคตะวันออกต้องเป็นแผนที่เสริมสร้างคุณค่าของท้องถิ่น โดยชุมชนกำหนดเอง ไม่รับแผนพัฒนาจากภายนอก

2.หยุดอุตสาหกรรม มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศน์ 3 น้ำ (ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ) ภาคตะวันออก

3.สร้างกลไลการทำงานของเครือข่ายองค์กรประชาชนร่วมกัน

4.สนับสนุนและเสริมสร้างการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

 

 altalt

altalt

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter