ตำบลชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา ตั้งอยู่บนคาบสมุทรสทิงพระ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มติดชายฝั่งทะเลจำนวน 10 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 2,228 ครอบครัว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำสวนมะม่วง ปลูกผัก ทำนา เลี้ยงสัตว์ และประมงชายฝั่ง
กิจกรรมการพัฒนาในตำบลส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากโครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือ “กองทุนเงินล้าน” ที่เข้ามาสู่ตำบลชิงโคในช่วงปี 2544 ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ “อสม.” โดยอสม. 4 อำเภอในคาบสมุทรสทิงพระได้มีการเชื่อมโยงกันเป็น “เครือข่ายคาบสมุทรสทิงพระ” ประกอบด้วยตัวแทน อสม.จากอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร โดยมีการประชุมร่วมกันทุกเดือนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนงานพัฒนาต่างๆ ในชุมชน เนื่องจากเป็นคนที่มีจิตใจอาสา ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ เพราะรู้ปัญหาต่างๆ ในชุมชนได้ดี และยกระดับเป็นการทำงานพัฒนาโดยกลุ่มเครือข่ายองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนและสภาองค์กรชุมชนที่มุ่งไปสู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาของชุมชนในหลากหลายมิติ
สวัสดิการชุมชนของชุมชนเพื่อชุมชน
เรืองวิทย์ ศรีสุวรรณ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลชิงโค เล่าว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อเดือนมกราคม 2548 เริ่มแรกมีสมาชิกจำนวน 220 คน มีเงินกองทุนเริ่มต้น 6,820 บาท สมาชิกจะต้องสะสมเงินวันละ 1 บาท หรือเดือนละ 30 บาท โดยได้มีการขยายสมาชิกออกไปให้ครอบคลุมทั้งตำบล โดยใช้ อสม.ในแต่ละหมู่บ้านไปขยายฐานสมาชิก จึงทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการตั้งกรรมการกองทุนฯ ขึ้นมาในแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละเดือนกรรมการเหล่านี้จะเป็นคนเก็บเงินจากสมาชิกเพื่อนำมาส่งกองทุนฯ สำหรับสวัสดิการที่จัดให้สมาชิก ได้แก่ เกิด สมาชิกคลอดบุตรได้ 700 บาท นอนโรงพยาบาลได้ 150 บาท ป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้สวัสดิการคืนละ 150 บาท เสียชีวิตเมื่อเป็นสมาชิกครบ 6 เดือนได้ 3,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลชิงโคมีสมาชิกครอบคลุมทั้ง 10 หมู่บ้าน จำนวน 13 เครือข่าย มีสมาชิกทั้งหมด 4,615 คน มีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 3,800,000 บาท จัดสวัสดิการที่ครอบคลุม การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และร่วมแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชน
สุชาติ ราชผล รองประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลชิงโค กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลชิงโคเติบโตขึ้นมา เพราะมีการใช้ อสม.และกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในแต่ละหมู่บ้านไปขยายผลและให้ความรู้เรื่องกองทุนสวัสดิการแก่ชาวบ้าน โดยในแต่ละปีจะเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ปีละ 2 ครั้ง ในปีหนึ่งๆ จะมีสมาชิกใหม่ประมาณ 700-800 คน ซึ่งกรรมการ1 คนจะดูแลสมาชิกจำนวน 50 ราย หากสมาชิกคนใดต้องการใช้สวัสดิการก็นำหลักฐานมาให้คณะกรรมการเพื่อทำเรื่องเบิกจ่าย ทำให้ชาวบ้านได้รับความสะดวก
ส่วนสมาชิกรายใดที่เป็นสมาชิกครบ 5 ปี และไม่เคยเบิกจ่ายสวัสดิการใดๆ เลย ทางคณะกรรมการก็จะจัดหาของขวัญซึ่งเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มอบให้แก่สมาชิกเพื่อเป็นรางวัล นอกจากนี้กองทุนสวัสดิการฯ ก็จะพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินสวัสดิการช่วยเหลือ สมาชิกทุกๆ ปี ชาวบ้านที่ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก เมื่อเห็นว่ากองทุนสวัสดิการช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงจึงสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในส่วนของคณะกรรมการกองทุน สวัสดิการฯ ก็จะมีการประชุมกันทุกเดือนเพื่อรายงานผลการดำเนินงาน หากมีปัญหาหรือมีอุปสรรคตรงไหนก็เอามาพูดคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข ทำให้กองทุนเติบโตไม่หยุดนิ่ง
สภาองค์กรชุมชนส่งเสริมประชาธิปไตยที่ฐานล่างสร้างความสมานฉันท์
นอกจากนี้ในตำบลชิงโคได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในเดือนสิงหาคม 2551 โดยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลาได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องสภาองค์กรชุมชนฯ มีกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลชิงโคจำนวน 9 กลุ่มร่วมกันจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน มีสมาชิกสภาซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มต่างๆ จำนวน 15 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คน
เรืองวิทย์ ศรีสุวรรณ ในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโค กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ก็ถือว่าเป็นการลองผิดลองถูก เพราะสมาชิกสภาบางส่วนก็ยังไม่เข้าบทบาทของตัวเอง กลุ่มการเมืองในท้องถิ่นก็หวาดระแวง กลัวว่าสภาฯ จะตั้งทีมไปแข่ง บางครั้งหาสถานที่ประชุมสภาฯ ไม่ได้ก็ต้องใช้ป่าช้า ใช้ลานว่างใต้ร่มไผ่เป็นที่ประชุมสภาองค์กรชุมชน บทบาทของสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคในช่วงแรกๆ จึงเป็นเวทีพูดคุยเรื่องปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีในการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำใช้ พูดคุยและค้นหาภูมิปัญญาต่างๆ ในชุมชนที่มีอยู่ มีการปลูกต้นไม้บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ชาวบ้านเรียกว่า “เนินสันทราย” เช่น ต้นชงโค มะพร้าว มะขาม ยาร่วง ฯลฯ เพื่อป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง นอกจากนี้ยังใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนขยายแนวคิดเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนออกไป ทำให้มีชาวบ้านสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนเพิ่มมากขึ้น


กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ทำให้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลชิงโคเข้าใจบทบาทของสภาองค์กรชุมชนได้ดีขึ้น จึงเข้ามาร่วมจดแจ้งเป็นสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน (มกราคม 2555) มีกลุ่มและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 29 กลุ่ม มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 35 คน บทบาทที่สำคัญของสภาองค์กรชุมชนฯ ในช่วงที่ผ่านมาได้แก่ การจัดประชุมสมาชิกสภาองค์กรชุมชนฯ เพื่อให้มีความรู้ มีความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตยฐานราก หรือประชาธิปไตยชุมชนที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เช่นการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. เมื่อปลายปี 2554 สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทในการจัดให้ผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบต.และสมาชิกสภา อบต.ทุกทีมได้มาพูดคุยและชี้แจงนโยบาย ตลอดจนวิสัยทัศน์ของตนให้ชาวบ้านได้รับฟังและซักถาม “การจัดให้ผู้สมัครเลือกตั้ง อบต.ได้มาปราศรัยให้ชาวบ้านฟังถือว่ามีประโยชน์มาก เพราะทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลและนโยบายของผู้สมัครทุกทีม และรู้ว่า อบต.มีบทบาทและหน้าที่อย่างไร อะไรที่ อบต.ทำได้และทำไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังทำให้ชาวบ้าน ตลอดจนนักการเมืองในท้องถิ่น และผู้สมัคร อบต.ได้เข้าใจบทบาทของสภาองค์กรชุมชนฯ ได้ชัดเจนขึ้น และเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนฯ วางตัวเป็นกลาง ไม่ได้สนับสนุนฝ่ายใด” เรืองวิทย์พูดถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการจัดเวทีประชาธิปไตยเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคยังมีบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมามักจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้านและผู้นำ เพราะผู้ที่สมัครแข่งขันส่วนใหญ่จะถือคติว่า “แพ้ไม่ได้” เนื่องจากเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและหน้าตา บางคนต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ชัยชนะ ตัวอย่างการเมืองสมานฉันท์หมู่ที่ 10 ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 โดยก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน สภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคได้เชิญ ผู้อาวุโสในชุมชน ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนฯ ตลอดจนสมาชิกสภาฯ มาปรึกษาหารือเรื่องการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่กำลังจะมีขึ้นว่าจะมีวิธีการใดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสมานฉันท์ ไม่สร้างความแตกแยกขัดแย้งเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ควรจะให้ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่งต่อไป เนื่องจากมีผลงานที่เด่นชัด โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติจากลมพายุในปี 2553 ชาวบ้านต้องประสบกับความเดือดร้อน บ้านเรือนพังเสียหาย ซึ่งผู้ใหญ่บ้านได้แสดงความเป็นผู้นำและช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ จึงเห็นควรให้ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งต่อไป ถือเป็นฉันทามติของชาวบ้าน
ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและแผนป้องกันภัยพิบัติ
ตำบลชิงโคด้านที่ติดกับอ่าวไทย มีหาดทรายความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนที่การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาบริเวณปากอ่าวเขตอำเภอสิงหนครจะแล้วเสร็จในปี 2532 นั้น ชายหาดบริเวณตำบลชิงโคจะถูกกระแสน้ำทะเลกัดเซาะอยู่ตลอดเวลา ทำให้พื้นที่ชายหาดที่เคยกว้างใหญ่หดแคบลงเรื่อยๆ แต่เมื่อการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและแนวเขื่อนกันคลื่นแล้วเสร็จ กระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศทางไหลโค้งไปกัดเซาะชายหาดบริเวณอำเภอสทิงพระที่อยู่ถัดจากตำบลชิงโคแทน ส่วนชายหาดชิงโคกลับมีหาดทรายงอกขึ้นมาและเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกันได้อ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองหาดทราย จนเป็นเรื่องราวฟ้องร้องกันยังไม่จบสิ้นคดีความ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพื้นที่สาธารณะริมชายหาดที่เคยกว้างใหญ่มีเนื้อที่หลายสิบไร่ได้ถูกกระแสน้ำกัดเซาะ รวมทั้งถูกนายทุนบุกรุกออกเอกสารสิทธิ์ทับที่สาธารณะจนเหลือพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ชาวบ้านในตำบลชิงโคจึงช่วยกันรักษาพื้นที่ดังกล่าวเอาไว้ แล้วปลูกต้นไม้เพื่อให้เป็นป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2551
วันเพ็ญ นิลวงศ์ ผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโค กล่าวว่า หลังจากมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว สภาฯ จึงได้หยิบยกเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในตำบลมาคุยกัน โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะริมชายหาดที่เรียกว่า “เนินสันทราย” ที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้วมีมติร่วมกันให้ชาวบ้านช่วยกันรักษาพื้นที่สาธารณะเนินสันทรายเอาไว้ โดยช่วยกันปลูกต้นไม้เพิ่มเติม เพื่อให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน และยังเป็นแนวป้องกันคลื่นลมหรือกระแสน้ำกัดเซาะชายหาด มีการปลูกต้นไม้ต่างๆ เช่น ชงโค มะขามเปรี้ยว มะพร้าว ไผ่ ขี้เหล็ก ยาร่วงหรือมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ
และในช่วงต้นปี 2553 สภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชน อบต. และอำเภอสิงหนคร นำชาวบ้าน เด็กนักเรียน และสมาชิกเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนปลูกต้นไม้เพิ่มเติมอีกประมาณ 400 ต้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 4-5 ปีมานี้ ชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกต้นไม้ต่างๆไปแล้วไม่ต่ำกว่า 4,000 ต้น โดยเน้นต้นไม้ที่กินได้ เช่น มะขามเปรี้ยว ขี้เหล็ก ฯลฯ


นอกจากจะช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะเนินสันทรายให้เป็นป่าชุมชนดังกล่าวแล้ว สภาองค์กรชุมชนยังมีบทบาทในการทำแผนรับมือและป้องกันภัยพิบัติ ด้วยสภาพพื้นที่ของตำบลชิงโคที่อยู่ติดกับอ่าวไทยจึงทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับลมมรสุมเกือบจะทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม หนักบ้าง เบาบ้างสลับกันไป
เช่นในเดือนพฤศจิกายน 2553 ได้เกิดลมพายุจากท้องทะเลอ่าวไทยพัดถล่มคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งตำบลชิงโคก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน บ้านเรือนของชาวบ้านถูกลมพายุพัดพังเสียหายหลายสิบหลังคาเรือน รวมทั้งต้นไม้และพืชผลต่างๆ ได้รับความเสียหายเช่นกัน และในช่วงต้นปี 2554 ตำบลชิงโคก็ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมอีก ชาวบ้านจึงได้เอาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติมาปรึกษาหารือกัน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคเป็นเวทีพูดคุย
วันเพ็ญ นิลวงศ์ กล่าวว่า ผลจากการปรึกษาหารือกัน ทำให้ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติตำบลชิงโค พร้อมกับการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมาด้วย แผนภัยพิบัติดังกล่าวประกอบด้วย 1.การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ 2.การฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดทำข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภับพิบัติ เช่น การสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุ คนป่วย คนพิการ และเด็ก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก อสม.ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน มีการจัดเตรียมสถานที่ปลอดภัยเพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิงของชาวบ้าน เช่น วัด ศูนย์เรียนรู้ โรงเรียน ฯลฯ มีการจัดเตรียมอาหารแห้ง น้ำดื่ม และยาสามัญที่จำเป็น มีการประกาศแจ้งเตือนภัย
“หากเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมา เช่น ลมพายุ อาสาสมัครในตำบลซึ่งมีทั้ง อสม. อปพร.(อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) และผู้นำในชุมชน จะช่วยกันดูแลชาวบ้านให้อพยพไปอยู่ในสถานที่ๆปลอดภัย ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านได้เตรียมเอาไว้แล้ว โดยอาสาสมัคร 1 คนจะดูแลเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจำนวน 10 ครอบครัว” ผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคกล่าว
ส่วนแผนในการฟื้นฟูชุมชนหลังจากเกิดภัยพิบัตินั้น จะมีการสำรวจและรวบรวมความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น บ้านเรือนและทรัพย์สินที่เสียหาย พืช ผักต่างๆ ที่ปลูกเอาไว้ ตลอดจนสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อให้หน่วยงานในท้องถิ่นและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือหรือซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย
ด้านการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมาในปี 2554 มีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ให้งบประมาณสนับสนุนเบื้องต้นและใช้ผลกำไรจากเงินกองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งเงินสมทบจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล กองทุนละ 5 % นำมาสมทบรวมเป็นกองทุนภัยพิบัติตำบลชิงโค ซึ่งปัจจุบันมีเงินกองทุนฯ ประมาณ 35,000 บาท
“กองทุนภัยพิบัตินี้ยังรวมไปถึงการช่วยเหลือชาวบ้านในกรณีที่เกิดไฟไหม้บ้านเรือนด้วย แต่ในช่วงแรกนี้จะช่วยเหลือชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน และสมาชิกกลุ่มต้นกล้าอาชีพก่อน โดยจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์พืชก่อน เนื่องจากกองทุนฯ ยังมีงบประมาณไม่มาก” วันเพ็ญกล่าว
เกษตรปลอดสารพิษชีวิตพอเพียง
ตำบลชิงโคแต่เดิมชาวบ้านทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป มีสิ่งก่อสร้างปิดกั้นทางเดินของน้ำ เช่น เขื่อน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี ทั้งยังขาด คูคลองส่งน้ำเข้านา ทำให้ชาวบ้านเลิกทำนาแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น ทำงานรับจ้างในโรงงาน ประมงพื้นบ้าน ปลูกผัก เช่น ผักบุ้ง แตงกวา พริก ข่า ตะไคร้ และผลไม้ เช่น แตงโม มะม่วง โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์พิมเสนเบาถือว่าเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ตลาดมีความต้องการสูง และมีพ่อค้ามารับซื้อถึงในสวน จึงทำให้ชาวบ้านใช้ทั้งปุ๋ยและฉีดเร่งสารเคมีเพื่อให้ออกดอกผลได้ตลอดทั้งปี
ผลที่ตามมาก็คือ ปัญหาสุขภาพของชาวบ้านที่ต้องสูดดมสารเคมีเข้าไปทุกๆ วัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ สัตว์เลี้ยง เช่น วัวเจ็บป่วยและล้มตายเพราะกินหญ้าที่ปนเปื้อนสารเคมี นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำใช้ของชาวบ้าน เพราะสารเคมีลงไปปนเปื้อนกับแหล่งน้ำใต้ดิน เมื่อสูบน้ำเอามาใช้รดต้นไม้หรือผักที่ปลูกเอาไว้ พืชผักก็จะตาย
เรืองวิทย์ ศรีสุวรรณ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโค กล่าวว่า การปลูกมะม่วงพันธุ์พิมเสนเบาปลูกกันมากในหมู่ที่ 10 บ้านวัดเลียบ โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 800 ไร่ มีต้นมะม่วงประมาณ5,000 ต้น ครอบครัวที่ปลูกประมาณ 80 ครอบครัว หรือคิดเป็น 60 % ของจำนวนครัวเรือนในหมู่ที่ 10 จากการสำรวจข้อมูลในปี 2553 พบว่าชาวบ้านมีรายได้จากการขายมะม่วงรวมกันประมาณ 13 ล้านบาท และอาจจะมีรายได้สูงกว่านั้นหากเปิดเผยตัวเลขจริงๆ ออกมา
จากปัญหาดังกล่าว เรืองวิทย์จึงเป็นแกนนำในการจัดทำโครงการ “หมู่บ้านเกษตรปลอดสารพิษ ชีวิตพอเพียง” ขึ้นมาในปี 2553 โดยใช้ชุมชนบ้านวัดเลียบ หมู่ที่ 10 เป็นหมู่บ้านนำร่อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรปลอดสารพิษ เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ ฯลฯ โดยมีครัวเรือนเป้าหมาย 65 ครัวเรือน
“แม้ว่าปัจจุบันนี้ชาวบ้านยังไม่เลิกการใช้สารเคมีทั้งหมด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทรายจึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 65 ครัวเรือนก็เลิกใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด เพราะรู้ว่ามีผลกระทบต่อแหล่งน้ำและสัตว์เลี้ยง แล้วใช้วิถีตัดหรือถางหญ้า ส่วนการใช้ยาฆ่าแมลงก็ยังมีอยู่บ้างแต่ลดลงจากเดิมมาก นอกจากนี้เวลามีงานประเพณี ชาวบ้านก็จะไม่เลี้ยงกาแฟหรือน้ำอัดลม แต่จะทำน้ำสมุนไพร เช่น รางจืด หรือน้ำตะไคร้มาเลี้ยงแขก” เรืองวิทย์กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากดำเนินโครงการไปได้ 1 ปี
แม้ว่าโครงการ “หมู่บ้านเกษตรปลอดสารพิษ ชีวิตพอเพียง” หมู่ที่ 10 บ้านวัดเลียบในช่วงแรกจะจบสิ้นโครงการลงไปแล้ว แต่ในส่วนของชาวบ้านก็ยังดำเนินวิถีชีวิตเกษตรพอเพียงต่อไป โดยมีสภาองค์กรชุมชนตำบลชิงโคมารับบทบาทในการสนับสนุนโครงการต่อ ด้วยการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องเกษตรพอเพียงขึ้นมา ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนนวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตอาหารปลอดภัย” มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์สาธิต เป็นสถานที่ฝึกอบรมและให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวีภาพ การทำน้ำส้มควันไม้ไล่แมลง การเพาะเห็ดนางฟ้า การปลูกพืชในพื้นที่จำกัด เช่น พริก และข้าว ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มองค์กรชาวบ้านทั้งในตำบลและต่างอำเภอ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษามาฝึกอบรมและดูงานตลอดทั้งปี โดยมีเป้าหมายให้ชุมชน “ทำ กิน อยู่ ใช้ ด้วยปัญญา” พึ่งพาตัวเองได้ และผลิตอาหารที่ปลอดภัย เพื่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม


