พิมพ์
สุธิดา บัวสุขเกษม/ รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2953

altเครือข่ายสลัม 4 ภาค ชี้งบประมาณที่บริหารจัดการโดยองค์กรชุมชนจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่า เมืองชุมแพ แสดงออมวันละบาทมีเงินกว่า 9 ล้าน ที่ดิน 66 ไร่ มีบ้าน มีที่ดิน มีทุนเป็นของชาวบ้านเอง รองอธิการบดี สถาบันอาศรมศิลป์แนะ ถ้าให้ชาวบ้านทำจะสำเร็จง่าย กระบวนการมีส่วนร่วมทำให้เกิดการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งระดับชุมชน ระดับเครือข่าย ทำให้คนจนเมืองเข้มแข็ง พอช. ตั้งหลักทบทวนการปรับรูปแบบของกองทุน เพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดความยั่งยืน เกื้อกูลภาคประชาชนองค์กรชุมชนให้มากที่สุด เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม ชาวบ้านเข้มแข็งเข้าถึงรองรับการพัฒนาได้

 

กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.55 ระหว่างเวลา 13.00-16.30 น.ที่ผ่านมา สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวทีเสวนาสืบทอดอุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 3 หัวข้อ “การพัฒนาคนจนเมืองสู่การจัดการตนเอง”  ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. เพื่อร่วมกันทบทวนเจตนารมย์ของอาจารย์ไพบูลย์ สำรวจสิ่งดีงามที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคม รวมทั้งร่วมกันมองไปข้างหน้าเพื่อสืบสานปณิธานอาจารย์ไพบูลย์ให้เป็นรูปธรรม

 

altนางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ภายหลังการจากไปของอาจารย์ไพบูลย์ ในส่วนของขบวนองค์กรชุมชนที่ทำงานพัฒนาหลายๆ ด้าน และในส่วนของ พอช.เอง ได้ปรึกษาหารือกันถึงคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของอาจารย์ไพบูลย์ ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานจวบวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งท่านอาจารย์ได้ริเริ่มในหลายๆ เรื่อง หลายเรื่องที่ทำแล้วนำไปสู่ปฏิบัติการของชุมชนซึ่งเกิดรูปธรรม ตัวอย่างดีๆ ให้ได้ร่วมกันเรียนรู้อย่างมากมาย

 

ในฐานะที่อาจารย์ไพบูลย์เป็นผู้ก่อตั้ง พอช.ที่มุ่งมั่นให้ พื้นที่เป็นตังตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา เราเองก็พร้อมที่จะสืบทอดอุดมการณ์ตรงจุดนี้ต่อไป โดยเวทีครั้งแรกเป็นเสวนาภาพรวมเรื่องการพัฒนาโดยชุมชนเป็นแกนหลัก สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ครั้งที่ 2 แผนชีวิตชุมชนและเป้าหมายตัวชีวัดความสุข ในส่วนการจัดเสวนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 หัวข้อ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนจนสู่เมืองจัดการตนเอง นอกจากการพูดถึงคุณูปการที่ผ่านมา เราคงจะช่วยกันคิดช่วยกันสร้างไปข้างหน้าในเรื่องของคนจนเมือง เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องกองทุนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งต่อไป

 

altนายพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายขบวนคนจนเมือง ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครเป็นที่รองรับคนจากชนบท อพยพเข้ามาทำงานอันเนื่องมากจากชุมชนหลายแห่งล่มสลาย มีอาชีพทำแต่ไม่มีที่อยู่อาศัย อย่างที่คลองเตยและชุมชนแออัดอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนถูกไล่ที่ ต่างคนต่างอยู่ เมื่อเกิดปัญหาใหญ่ ลำพังหนึ่งชุมชนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์คลองเตย ช่วงแรกร่วมกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาด้านกฎหมาย จึงมีการร่วมกันร่าง พ.ร.บ.ชุมชนแออัด เพื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้กับนายทุนและอำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการบริหารกองทุนทำโดยการเคหะแห่งชาติ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ กองทุนที่ดีจึงควรให้ประชาชนเป็นผู้บริหารเพราะรู้และเข้าใจปัญหาความต้องการมากกว่าภาครัฐหรือหน่วยงานราชการ

 

            “ถ้ามีงบประมาณที่บริหารจัดการโดยองค์กรชุมชนจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่า เครือข่ายชุมชนแออัดจุดเริ่มต้นเป็นกลุ่มเล็กๆ ขยายพื้นที่ออกไปในชุมชนแออัดทั่วประเทศ เช่นเชียงใหม่ โคราช มีการพูดคุยกันในเรื่องการจัดหางบประมาณเข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขบวนองค์กรชุมชน ถ้าชาวบ้านเข้มแข็งเข้าใจปัญหาก็แก้ได้ นอกจากนี้ยังต้องเชื่อมกับเครือข่ายอื่นๆที่เป็นปัญหาที่ใกล้เคียงกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม”

 

            นายพงษ์อนันต์ กล่าวต่อว่า ตัวชาวบ้านเองเข้มแข็ง เข้าใจปัญหา มีวิธีการจัดการตนเอง นี่คือพลังที่ชาวบ้านมี เพราะเราไม่มีอำนาจเงิน ไม่มีอำนาจทางหน้าที่ ไม่มีอำนาจทางการเมือง เรารวมกันได้ บริหารจัดการทั้งระบบ ไม่ว่าจะกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ นั่นคืออำนาจต่อรองที่สูงสุด เพราะเรามีการรวมคนที่มีปัญหาร่วมกัน พี่น้องอาจจะใช้เครื่องมืออื่น เช่น มีกลุ่มออมทรัยพ์ นี่คือความเป็นเครือข่ายบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน ปัญหาของเราเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นี่คือการแก้ปัญหาโดยการรวมตัวเป็นชุมชม และเครือข่าย

 

altด้านนางสนอง รวยสูงเนิน ประธานกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ กล่าวถึงรูปธรรมกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพว่ากองทุนที่อยู่อาศัย เริ่มจากพอช.เข้ามาช่วยเรื่องที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคงโดยได้รับความช่วยเหลือ และการจุดประกายความคิดจากอาจารย์ไพบูลย์ โดยเริ่มทำกองทุนออมวันละ 1 บาทวันหนึ่งมีเงินออม 30 บาท เดือนหนึ่ง 900 บาท ปีหนึ่งก็เป็นหมื่น ปัจจุบันมีเงินในกองทุนจำนวนกว่า 9 ล้านบาท จากที่ไม่เคยมีที่ดินเป็นของตนเอง เมื่อมีกองทุนจึงนำไปซื้อที่ดิน ที่นา ปัจจุบันมีนารวมแล้ว 38 ไร่ และยังนำเงินไปช่วยซื้อที่ดินสร้างบ้านใน 3 โครงการแรก 192 ครัวเรือน จำนวน 16 ไร่ ให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัย และซื้อเพิ่มเติมอีกจำนวน 6 ไร่สำหรับ 101 ครัวเรือน ล่าสุดซื้อเพิ่มเติมอีก 6 ไร่ สำหรับ 111 ครัวเรือน รวมทั้งหมด 66 ไร่ ที่ใช้เงินกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพในการซื้อ และมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จากการซื้อที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยใน 3 โครงการรวม 404 ครัวเรือน

 

           “เมืองชุมแพทำสวัสดิการ ทำเรื่องบ้านมั่นคง ส่งเสริมอาชีพ กองทุนต้องยั่งยืน ช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากนี้ยังมีการช่วยเรื่องการศึกษา สนับสนุนอาชีพ ปลดหนี้นอกระบบ รักษาบ้านรักษาดิน ทำแล้วได้ผลองค์กรปกครองท้องถิ่นก็เข้าร่วม การบริหารจัดการต้องชัดเจน คนจนต้องสร้างความเชื่อมั่นให้มาก การจัดการเป็นเรื่องสำคัญ ที่เห็นผลชัดคือตอนนี้ที่ชุมแพเกิดความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ในอนาคตข้างหน้าคาดว่าจะขยายออกไปทั่วประเทศ”

 

altส่วน รศ.ประภาภัทร นิยม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วม การที่จะให้ราชการเข้าไปแก้ปัญหา เป็นไปล่าช้าเพราะไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นดีพอ แต่ถ้าให้ชาวบ้านทำจะสำเร็จง่าย กระบวนการมีส่วนร่วมทำให้เกิดการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งระดับชุมชน ระดับเครือข่าย ทำให้คนจนเมืองเข้มแข็ง การพัฒนาต้องสร้างการบริหารจัดการเงิน ความสำเร็จขยายไปยังเรื่องอื่น ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะไม่ได้มีเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงเรื่องการทำเรื่องอาชีพซึ่งต้องมองในอนาคตถึงการเติบโตของชุมชนเมือง มีการวางแผนชุมชน วางแผนตำบล จัดการทรัพยากรพื้นฐานของชุมชนให้ดีจึงเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

            “อาจารย์ไพบูลย์ ท่านมองว่าชุมชนหรือชาวบ้านเป็นผู้ประกอบการสังคม คือ เป็นเจ้าของกิจกรรมร่วม ร่วมธุรกิจกัน แนวความคิดนี้ท่านมองไปไกลว่า สามารถพัฒนาเป็นบริษัทพัฒนาเมือง และการคิดว่าการพัฒนาที่มาจากฐาน คือ รู้จักวิธีการบริหารจัดการการเงินร่วมกัน โดยสร้างจากกองทุนร่วมกัน เป็นตัวรับประกันความสำเร็จที่จะขยายผลไปสู่กิจการอย่างอื่นต่อ ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีหลายมิติไม่ใช่แค่บ้านอย่างเดียว และอยากเห็นสิ่งเหล่านี้พัฒนาไป ตอนนี้เราก็นำสิ่งเหล่านี้มาทดลองทำเช่นกัน การที่เราลงทุนและมีกองทุนร่วมกัน มันเป็นการพิสูจน์ใจ เขาจะเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และจะลองดูว่าจะสามารถขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้หรือไม่”

 

altนายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนกลาง กล่าวถึงกองทุนพัฒนาคนจนเมือง โดยกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาพี่น้องคนจนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ คนจนต้องรวมตัวกัน คนจนไม่มีโฉนด คนใจไม่มีเสตทเมน แต่ใช้องค์กรในการต่อรอง โดยนำกองทุนที่ใหญ่ๆ มาบริหารเป็นกองทุนเล็กๆ ของชาวบ้านให้โต เมื่อก่อนชาวบ้านมักถามว่าออมแล้วกู้ได้เท่าไหร่ เพราะยังไม่เข้าใจ แต่เริ่มจะเข้าใจว่าการออมกัน เป็นการรวมกัน มีการพูดคุยกัน หาทางออกได้

 

“พี่น้องหลายคนพูดดูถูกคนจน แต่คนจน กลุ่มออมทรัพย์เป็นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสถาบันการเงินเป็นกระจกบานใหญ่ หากแตกแล้วจะทำให้แตกทั้งบาน สิ่งที่พวกเราทำอยู่นี้เป็นเศรษฐกิจเล็กๆ กระจกบานหนึ่งแตก แต่อีกบานยังเหลืออยู่”

 

           อ.ไพบูลย์เป็นผู้มีแนวคิดให้กลุ่มเป้าหมายเป็นที่ตั้ง กระทั่งเรื่องนี้ถูกเข้าไปในระบบอื่นที่เป็นงานพัฒนาด้านต่างๆ ประการที่สอง คือ การเปิดพื้นที่ให้กับพี่น้องชุมชน เช่น เรื่องบ้านมั่นคง เดิมเราเป็นผู้รับบริการจากท้องถิ่น พอเราทำบ้านมั่นคงเราเป็นหุ้นส่วนกับท้องถิ่น มีการทำโครงการมีสัดส่วนของชาวบ้านและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ชาวบ้านเป็นเจ้าของโครงการบ้านมั่นคง 100 % หากเป็นในระดับเมืองชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารเมือง การเปิดพื้นที่ของชาวบ้านคือมีคณะกรรมการที่มาจากชาวบ้านครึ่งหนึ่ง ในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน เพราะเขาเห็นตัวตน เห็นบทบาทของประชาชน จากเดิมคนจนอยู่ในที่ที่ไม่ถูกต้อง แต่เราสามารถที่จะกำหนดและบริหารจัดการพื้นที่ได้ด้วยตนเอง นายสยาม กล่าวเพิ่มเติม

 

altนายฉลอง รติโชติ ผู้แทนจากสหกรณ์เคหะสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด เสนอรูปธรรมเมืองภาษีเจริญจัดการตนเอง โดยให้ข้อมูลว่า เมืองภาษีเจริญเข้าสู่เมืองจัดการตนเองในปี 54 คือ การรวมทุน รวมคน ของเมืองภาษีเจริญ โดยการจัดสวัสดิการวันละ 1 บาท และมีกองทุนภัยพิบัติ กองทุนรักษาบ้านรักษาดิน เราจัดไว้ที่เมืองไม่ได้เก็บไว้ที่ชุมชน สำหรับชุมชนจะเป็นกองทุนสาธารณะประโยชน์เพื่อช่วยเหลือโรงเรียน ถนนหนทาง ในปี 55 เราเน้นกองทุนภัยพิบัติ หลังจากเกิดภัยพิบัติ ได้มีการรวมกัน 54 ชุมชน นำเงินมากองกันที่เมือง เพื่อช่วยเหลือไฟไหม้ ไล่รื้อ น้ำท่วม โดยมีการเริ่มจากสภาองค์กรชุมชนมาบูรณาการ มีกรรมการในระดับเมือง 15 คน และกรรมการสภาองค์กรชุมชน 32 คน รวม 47 คน มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน และทางสำนักงานเขตให้การสนับสนุนในเรื่องสถานที่จัดประชุม และมีมหาวิทยาลัยสยาม สสส. มาสนับสนุนเรื่องงบประมาณและสิ่งแวดล้อมด้วย

 

            “เมืองภาษีทำอยู่ 5 ประเด็น คือ ที่อยู่อาศัย สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม อาชีพ และสุขภาพ ประเพณีวัฒนธรรม เริ่มสู่ขบวนพัฒนาเมืองในปี 50 ครั้งแรกที่ร่วมงานกับท่านตอนเปิดชุมชนคลองลำนุ่น วันนี้มีแนวทางชุมชนจัดการตนเอง คือ รวมทุน รวมคน รวมความคิด โซนธนบุรี มีอยู่ 4 เมือง ที่เป็นเมืองและทำเรื่องที่อยู่อาศัยและพัฒนาในเรื่องอื่นๆ ด้วย มีการเวียนประชุมแลกเปลี่ยนกันทุกเดือน คิดว่าเงินของกองทุนแต่ละเมืองจะเอามาช่วยแก้ไขของเมืองร่วมกัน ซึ่งเงินอยู่ที่เมืองใครเมืองมันแต่ให้มีการยืมกันภายในโซนกันได้”

 

altนายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่า กองทุนเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ พิสูจน์ให้เห็นในหลายพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการตนเองของชาวบ้าน ให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ขยายผลไปในเรื่องการพัฒนาอาชีพ เดิมพอช.ให้สินเชื่ออย่างเดียว อาจมีการปรับรูปแบบของกองทุน สามารถทำให้เกิดความยั่งยืนเกื้อกูลภาคประชาชนองค์กรชุมชนให้มากที่สุดโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่กองทุนโดยภาคประชาชนที่กระจัดกระจาย จะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง เมื่อได้บ้านแล้วจะทำยังไงให้บ้านได้เกาะเกี่ยวเพื่อขยายไปสู่การพัฒนาอาชีพ และจะเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม

 

            สิ่งที่จะทำให้เกิดคุณูปการที่สำคัญ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเรื่องกองทุนที่อยู่อาศัย แนวทางสำคัญที่จะสานต่อคืออะไร และกองทุนที่สองคือกองทุนที่มีความสำคัญ คือ กองทุนภาคประชาชนด้วยกันเอง จะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง บ้านที่มากกว่าบ้าน กองทุนจะเป็นเครื่องมือในการทำเรื่องนี้ได้อย่างไร ด้านหนึ่งเราได้มาจากอาจารย์ไพบูลย์ แต่อีกด้านหนึ่งเราได้พิสูจน์ความสามารถของเรา เราจะทำอย่างไรให้ สินเชื่อไม่ใช่ปัญหาของสินเชื่อ แต่คนที่อยู่และบริหารสินเชื่อนั้นเป็นปัญหา บ้านเป็นสิ่งเกาะเกี่ยว จะทำอย่างไรให้บ้านเป็นตัวเกาะเกี่ยวและนำไปสู่กองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนพัฒนาอาชีพ

 

            “การพัฒนาคนจนเมืองนั้น กองทุนเป็นหัวใจสำคัญ การสร้างกองทุนที่ใหญ่ และพัฒนาให้เข้มแข็ง เป็นผลงานเชิงประจักษ์ เพื่อให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น กองทุนที่อยู่กระจัดกระจาย จะนำไปเชื่อมโยงและสามารถนำไปเปลี่ยนแปลงสังคมหรือประเทศอย่างไร ก็เช่นเดียวกันเราก้าวข้ามปัญหาของเราไปก้าวหนึ่งแล้ว เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการผลักดันกองทุนไปข้างหน้า และภารกิจที่จะผลักดันไปสู่กระทรวงการคลัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ไปเรียกร้องเงินจากตรงอื่นและมาทำลายขบวนการของเราเอง” นายสิน กล่าว

 

          ทั้งนี้ เวทีสืบทอดอุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555 ในหัวข้อเรื่อง “สวัสดิการชุมชน” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. โดยจะมีการถ่ายทอดสดออนไลน์ผ่านทาง www.codi.or.th ในวันและเวลาดังกล่าวด้วย

altalt

altalt

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter