ผู้นำชุมชนบ้านมั่นคงและเครือข่ายคนจนเมืองเอเชีย-แอฟริกาแสดงความก้าวหน้างานปรับปรุงชุมชนแออัดและจัดเวทีคนจนเมืองโลกคู่ขนานที่งานเวทีเมืองโลกที่เนเปิล อิตาลี ระหว่างวันที่ ๓-๖ กันยายนที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติเพื่อที่อยู่อาศัย (UN HABITAT) จัดงานเวทีเมืองโลก (World Urban Forum) ครั้งที่ ๖ ที่เมืองเนเปิล ประเทศอิตาลี งานดังกล่าวจัดขึ้นทุกสองปีหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ เป็นเวทีการอภิปราย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นิทรรศการขององค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองในมิติต่างๆ ทั้งองค์กรของรัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชน
World Urban Forum ครั้งนี้มีการจัดนิทรรศการของประเทศและหน่วยงานต่างๆมากกว่า ๒๐๐ องค์กร มีเวทีเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากมายหลายร้อยเวที เช่น เรื่องการวางแผนพัฒนาเมือง การปรับปรุงชุมชนแออัด
การจัดการด้านสุขอนามัย สถาปนิกชุมชน ระบบการขนส่ง เยาวชนเมือง สิ่งแวดล้อมเมือง ฯลฯ มีผู้นำเครือข่ายบ้านมั่นคงไทยเข้าร่วมสองคนคือ นางสนอง รวยสูงเนิน จากชุมแพ ขอนแก่นและนางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี จากนครสวรรค์ และยังมีผู้นำเครือข่ายคนจนเมืองจากเอเชียและแอฟริกาอีกกว่า ๓๐ คนเข้าร่วม โดยการประสานงานงานของมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเซีย (Asian Coalition for Housing Right :ACHR) และเครือข่ายคนสลัมนานาชาติ (Shack/Slum Dweller International: SDI)
เครือข่ายคนจนเมืองที่เข้าไปร่วมงานได้จัดเวทีคนจนเมืองโลก (World Urban Poor Forum) เป็นเวทีคู่ขนาน มีการเดินขบวนและเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่หน้าบอร์ดนิทรรศการ และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องการปรับปรุงชุมชนแออัดในเวทีทางการขององค์การสหประชาชาติในวันที่ ๔ กันยายน มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังกว่า ๑๐๐ คน (เวทีส่วนใหญ่จะมีคนเข้าร่วมฟังประมาณ ๒๐-๕๐ คนเพราะจัดเวทีพร้อมกันประมาณ ๒๐-๓๐เวที) เนื้อหาสาระสำคัญคือการเสนอบทเรียนจากเอเชียเรื่องการปรับปรุงชุมชนแออัดทั้งเมือง (City-wide upgrading) ซึ่งมีการดำเนินการแล้วกว่า ๑๐๐ เมืองใน ๑๕ ประเทศ โดยการสนับสนุนของ ACHRโดยมีรูปแบบการทำงานที่คล้ายคลึงกับโครงการบ้านมั่นคงในประเทศไทย ซึ่งมีหลักสำคัญคือ ดำเนินการโดยคนจนเมืองเอง มีการออมทรัพย์และเป็นการดำเนินการทั้งเมือง
ผู้นำชุมชนไทยยืนยันประสบการณ์ว่าการปรับปรุงชุมชนอัด
ทั้งเมืองเป็นไปได้แน่นอน เพราะประเทศไทยมีการดำเนินการมาแล้วประมาณ ๓๐๐ เมือง การปรับปรุงทั้งเมืองจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคนจนทั้งหมดในเมือง ทำให้คนจนรู้ข้อมูลด้านต่างๆของทุกชุมชน สามารถเจรจาต่อรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น ต่อคำถามว่าที่ว่าทำไมชาวบ้านต้องดำเนินการเอง ผู้เข้าร่วมเสวนาร่วมกันตอบว่า เพราะคนไร้บ้าน ไม่ได้ไร้ความหวัง (Homeless but not hopeless) เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาของเขาเอง ต้องแก้ปัญหาเอง คนจนไม่ใช่คนพิการและการสร้างบ้านโดยคนจนเองมีต้นทุนเพียงครึ่งหนึ่งของการสร้างบ้านโดยผู้รับเหมา
ระหว่างการจัดงานมีผู้สนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงชุมชนแออัดทั้งนักวิชาการ ผู้แทนหน่วยราชการ นักศึกษาและผู้สนใจอื่นๆมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่บริเวณจัดนิทรรศการมากพอสมควร รวมทั้งผู้แทนจากสำนักงานประธานาธิบดีแทนซาเนีย ซึ่งรับผิดชอบโครงการจัดการที่ดินด้วย


