ม.อ.จับมือราชการ หน่วยงานพัฒนาและขบวนชุมชน ลงนามความร่วมมือวิจัยเพื่อป้องกันน้ำท่วม พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนหาดใหญ่โมเดลที่บูรณาการงานป้องกันน้ำท่วม เพื่อขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งขณะนี้ภาครัฐเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนที่กำลังมาถึงนี้ ขณะที่ชลประทานสงขลาชงงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท ปรับปรุงคลองระบายน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการรับมือสถานการณ์น้ำมากในอนาคต
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2555นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการสัมมนา “หาดใหญ่เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” ครั้งที่ 4 ถอดบทเรียนจากการปฏิบัติสู่การจัดการและการขยายผลเป็น Songkhla Model ณ ห้องประชุมทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงลานครินทร์ , คณะกรรมการเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานภาคใต้ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 8 กรมชลประทาน , สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ตัวแทนภาคประชาชน อาทิ สภาองค์กรชุมชน และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมกว่า 200 คน
ทั้งนี้สำหรับการจัดสัมมนา “หาดใหญ่เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” นั้น ได้เริ่มขึ้นในปี 2554 จำนวน 3 ครั้ง ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแทนภาคประชาชน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ Hatyai Model ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมตลอดระยะเส้นทางของลุ่มน้ำอู่ตะเภา ตั้งแต่ อ.สะเดา ไปจนถึงทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยแผนปฏิบัติการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ การปรับปรุงคลองระบายน้ำ การให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์เมื่อเกิดอุทกภัย และฝึกการวิเคราะห์ข่าวลือต่างๆนานา ก่อนที่จะเสนอให้ทางจังหวัดสงขลาแต่งตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนร่วมดำเนินงานในแต่ละหน้าที่อย่างเป็นระบบ
นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาประธานพิธีเปิดกล่าวว่า อ.หาดใหญ่ ที่เป็น
ศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัด และในภาคใต้ตอนล่างต้องประสบปัญหาน้ำท่วมมาโดยตลอดเนื่องจากตั้งอยู่ในแนวลุ่มน้ำ จึงต้องมีการเรียนรู้การป้องกัน และแก้ปัญหาซึ่งที่ผ่านมา ได้ทำหาดใหญ่โมเดลที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ที่ผ่านมาได้มีการจัดการประชุมเพื่อถอดบทเรียนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตามแผนปฎิบัติการของหาดใหญ่โมเดลมาแล้ว 3 ครั้ง และแลกเปลี่ยนความรู้กับพื้นที่อื่นๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนางานวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการขยายผลเป็นสงขลาโมเดลครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่บริหารป้องกัน และจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ
รศ.ดร.เกริกชัย ทองหนู รองอธิการบดีฝ่ายระบบสารสนเทศและโครงสร้างกายภาพมอ.หาดใหญ่ เปิดเผยว่า ในส่วนของการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม มอ.ได้เตรียมในเรื่องสถานที่จอดรถในหลักพันคันพร้อมทั้งปรับปรุงในระบบการดูแลความปลอดภัยที่จะมีการลงทะเบียน และเข้าดูแลความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้นโดยปีนี้ ได้อาคารศูนย์กีฬามาเพิ่ม ทำให้มีพื้นที่จอด และพื้นที่สำหรับผู้อพยพเพิ่มจากอาคารกิจการนักศึกษา
ส่วนนายสุรศักดิ์ คันธา ผอ.โครงการชลประทานสงขลา กล่าวว่า ในภารกิจของกรมชลประทานได้ดูแลการขุดลอกคูคลองบางช่วงแล้วพร้อมกับดูแลน้ำในอ่างเก็บน้ำ จำนวน 3 แห่ง คือ ที่อ่างเก็บน้ำสะเดา คลองหลา และคลองจำไหรโดยการพร่องน้ำจาก 84 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เหลือเพียง 27 ล้านลูกบาศก์เมตรรับมือหน้าฝนนี้ ขณะเดียวกันก็ได้ของบประมาณในการปรับปรุง และขยายคลอง ร.1 ให้สามารถรับและระบายน้ำได้มากขึ้น รวมถึงการติดตั้ง และเพิ่มสถานีสูบน้ำให้ระบายลงทะเลสาบสงขลาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นภายใต้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทส่วนการแก้ปัญหาจากต้นน้ำที่คลองพะตงที่ทุ่งลุง อ.สะเดา นั้น ก็ได้ของบแยกอีก 300 ล้านบาท ในอีกโครงการให้ระบายน้ำลงสู่คลองแทงแม่ และเข้าคลองอู่ตะเภาไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งขณะนี้ การเจรจาเวนคืนที่ดินบางส่วนเป็นไปด้วยดี
ด้านนายพิรสิญจ์ พันธุ์เพ็ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และประธานคณะทำงานวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ จ.สงขลา กล่าวเพิ่มเติมแก่ผู้สื่อข่าวว่า ในส่วนของการวางแผนป้องกันน้ำท่วมนั้น มีการซักซ้อมแผนและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ก่อนที่จะกระจายข่าวสารข้อมูลอย่างถูกต้องแม่นยำไปให้สื่อมวลชน และประชาชน แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วง คือ สถานการณ์รับมือภัยพิบัติดินภูเขาสไลด์ และดินโคลนถล่ม ซึ่งมีพื้นที่เฝ้าระวังใน 4 อำเภอ ได้แก่ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี และรัตภูมิ ในกรณีที่เกิดน้ำฝนตกติดต่อกัน 3 วัน ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ไม่ไหว และอาจสไลด์ลงมา หรือมีน้ำป่าทะลัก ที่ต้องยอมรับว่ายังไม่มีประสบการณ์แก้ไข และป้องกันได้ดีเท่ากับน้ำท่วม
โดยการจัดสัมมนาครั้งที่ 4 ในวันนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆเพิ่มมากขึ้นจากเดิม อาทิ คณะกรรมการเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานภาคใต้ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 8 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งทำงานกับภาคชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กิจกรรมที่น่าสนในวันนี้ คือ การเสวนาเรื่อง กลไกการจัดการของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแก้ปัญหาพิบัติภัยน้ำท่วม โดยถอดบทเรียนจากลุ่มน้ำอู่ตะเภาในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อช่วงต้นปี 2555 ที่ผ่านมา ตามแผนปฏิบัติการ Hatyai Model ซึ่งในเวทีเสวนาได้มีการอภิปรายขยายผล รวมทั้งต่อยอดแนวความคิด เพื่อนำไปปรับใช้ในแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ Songkhla Model ต่อไป


