เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 สำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดงานตลาดนัดการเรียนรู้ “การแก้ปัญหาที่ดินแนวใหม่” เครือข่ายที่ดิน 8 จังหวัด ภาคตะวันออก ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 89 ตำบล จากพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคตะวันออก ประมาณ 200 คนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วม หลักคิดการพัฒนาแก้ไขปัญหาที่ดินแนวใหม่ กำหนดทิศทางร่วมกันของเครือข่าย และแลกเปลี่ยนความรู้การทำผังตำบลแบบชาวบ้าน ปัญหาพื้นที่ แผนการพัฒนาของแต่ละจังหวัด ตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเครือข่าย
นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การพัฒนาใดๆ ต้องฟังเสียงประชาชน สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องสำคัญทั้งหมดตลอดระยะเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา ไม่ว่าสวัสดิการ บ้านมั่นคง สวัสดิการ ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีดิน คนจะอยู่ที่ไหน ขณะนี้เรากำลังทำเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ รักษาดินได้ก็รักษาคนได้ การพัฒนาถึงจะเป็นประโยชน์ เกษตกรหากเราไม่มีดินก็ไม่มีทางที่จะลืมตาอ้าปากได้ แต่เราต้องทำอย่างหนักแน่นต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราพยายามกันมาก หลายพื้นที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนของอุทยาน ทับซ้อนเขตรักษาพันธ์ฯ ต่อให้มีหลักฐาน เรื่องทั้งหมดก็ยังคงดองอยู่ในกระทรวง หากเราไม่สนใจตรงกลาง เพราะศูนย์กลางอำนาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เราต้องทำพื้นที่ตัวเอง ที่ดินอยู่อย่างไร มีภาวะอะไรมาคุกคามบ้าง เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้เรื่องเลย
ผช.ผอ.พอช.กล่าวต่อว่า พี่น้องต้องทำการพัฒนาแบบคู่ขนาน เสริมหนุนการจัดการตัวเองให้ยั่งยืน เพราะที่ดินเป็นเรื่องหัวใจ ขณะนี้ที่ดินอยู่ในมือเราเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำคือการตึงพื้นที่ หากตึงพื้นที่ทั้งประเทศ ประเทศไทยจะไม่เปลี่ยนหรือ ภาคตะวันออกเริ่มมาจากพื้นที่บางส่วน ทุกตำบลมีปัญหาที่ดินทับซ้อน ที่ดินหลุดมือ หรือไม่มีที่ดินของตัวเอง หรืออาจเป็นคนละปัญหาที่หลากหลาย เราจะต้องกางออกมาให้รู้ว่าปัญหามีกี่แบบกี่ประเภท เราจะแก้กันอย่างไร การขยายพื้นที่ต้องขยายโดยพวกเราชักชวนมาทำงานร่วมให้เป็นขบวนที่เข้มแข็ง หากคนทุกตำบลไปพูดกับรัฐบาล มีหรือที่รัฐจะไม่ฟังเสียง เรื่องใหญ่คือพี่น้องต้องลุกขึ้นมาจัดแจงตัวเอง เรามาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เรียนรู้และกลับไปขยายในพื้นที่ สร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ดิน เพิ่มจำนวนพื้นที่ เอาที่ดินหลุดมือกลับมาให้ทันกับปัญหา แข่งกับการสูญเสียในแต่ละวัน เราต้องพยายาม เวลานี้เราต้องแข่งกับปัญหาที่มากระทบกับเรา ยิ่งใกล้เปิดเสรีอาเซียนปัญหาจะยิ่งรุนแรง เราเริ่มจากคน 200 คน ซึงยังมีคนในตำบลอีกมาก เป็นเรื่องสำคัญจำเป็น ขาดไม่ได้ที่ต้องชวนกันมาแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน พี่น้องเจ้าของปัญหาต้องเริ่ม อย่าทำเรื่องสวัสดิการหรือสภาองค์กรชุมชนแค่นั้น เราต้องขยับในเรื่องที่ดินด้วย จำเป็นที่เราต้องรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ผช.ผอ.พอช.กล่าว
นายปรมินทร์ จันทรกาล ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้วให้ข้อมูลว่า การทำแผนที่ทำมือ ผังตำบล จะทำให้เรารู้ข้อมูลทั้งหมดของพื้นที่ทั้งด้านกายภาพ เรื่องปัญหาภัยพิบัติ เรื่องการจัดการน้ำ อย่างปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยรู้ว่าที่มาของน้ำมาจากไหน ไหลไปไหน พอทำผังตำบลทำให้เรารู้ข้อมูล เราใช้เครื่องมือจับพิกัด และภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อดูมวลน้ำที่ไหลลงจากเขาไปทิศทางใด และเราจะจัดการมวลน้ำนี้อย่างไร ประกอบกับเรามีอ่างเก็บน้ำ หากทำการขุดลอกที่ตามสันเขา จะทำให้น้ำไหลลงมาที่อ่างเก็บน้ำได้ ไม่ไหลลงไปท่วมพื้นที่นาของชาวบ้านได้ และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรได้ยาวนานขึ้นอีกด้วยต่างจากในอดีตที่ใช้ได้เพียง 3-4 เดือน อีกทั้งยังนำไปสู่การจัดการทรัพยากรในทุกๆด้าน เช่นข้าว เราสามารถรับรู้ได้ว่าพื้นที่ในตำบลแซร์ออ 16,000 กว่าไร่ สามารถผลิตข้าวได้กี่ตันต่อปี ทำให้ได้คิดไปต่อเรื่องการจัดการข้าวของตำบล หากเกิดภัยพิบัติสามารถรับรู้ได้ว่าพื้นที่ได้รับความเสียหายเท่าไหร่ เราจะขายข้าวได้เท่าไหร่ หรือทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลว่าข้าวที่เราผลิตได้ในจังหวัดสระแก้วมีจำนวนเท่าไหร่ แล้วลานที่รับซื้อรับซื้อได้มากกว่าปริมาณที่สระแก้วผลิตได้นั้น ข้าวมาจากไหน จะช่วยให้รัฐบาลไม่ถูกหลอกในการสวมสิทธิ์การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาได้อีกด้วย
นายปรมินทร์ บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังทำให้ทราบอัตราการขยายตัวของชุมชน มีลักษณะการขยายตัวอย่างไร มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานหรือไม่ ไม่ใช่อุทยานประกาศทับพื้นที่ทำกินชาวบ้านอย่างเดียว ชาวบ้านเองก็รุกที่อุทยานด้วยเช่นกัน เรื่องนี้เมื่อทำข้อมูลแล้วเราต้องยอมรับเช่นกัน และจะทำให้เรามองได้ต่อไปว่าเราจะจัดการอย่างไร พื้นที่นี้เป็นโซนที่อยู่อาศัย โซนนี้เป็นพื้นที่ทำกิน โซนนี้เป็นโซนอนุรักษ์ เพื่อไม่ให้เกิดการรุกล้ำ
“ที่สำคัญทำให้เห็นตัวเอง รู้จักตัวเอง รู้จักปัญหาในทุกด้าน ทำเห็นว่าคนแซร์ออมีที่ดินอยู่กี่ไร่ มีที่ดินหลุดมือไปอยู่กับนายทุนกี่ไร่ ใครบ้าง เป็นภาวะวิกฤตขนาดไหน แล้วลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร ในอนาคตหากเปิดเสรีอาเซียนค่าแรงบ้านเราแพงกว่าเพื่อนบ้านแล้วใครจะจ้างเรา หากตกงานแล้วจะไปทำอะไรกิน ไปอยู่ที่ไหน ทำให้เกิดการตื่นตัวในการรักษาทรัพยากร”
นอกจากนั้นอย่างป่าชุมชนจากเดิมที่เคยมีพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ ปัจจุบันเหลืออยู่กี่ไร่ ทำให้เกิดการกระตุ้นให้ชาวบ้านมาช่วยกันดูแลรักษา หรือแม้กระทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง การทำผังตำบลสามารถทำให้ชุมชนรับรู้เข้าใจได้ อีกทั้งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้ อย่างการชี้แนวเขต การลงพิกัดข้อมูลจีพีเอส เมื่อได้ข้อมูลเราสามรถไปยันกับหน่วยงาน หรือผู้ว่าฯได้ นายปรมินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
นายชัยยศ โนจิตต์ ผู้ประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดิน ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี บอกเล่าให้กับพี่น้องที่เวียนมาเรียนรู้การเคลื่องานของตำบลทุ่งโพธิ์ว่า พื้นที่นี้เรามีกลุ่มชาวบ้านที่มีปัญหาใน 4 ระดับ เพราะพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นทีราบเชิงเขาติดกับเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 1) ชาวบ้านกลุ่มนี้จะมีปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ไม่ชัดเจน 2) พี่น้องเราไม่รักษาพื้นที่ของตัวเอง ได้มาง่ายก็ถูกนายทุนกว้านซื้อ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปใช้พื้นที่ตรงไหนประกอบอาชีพการเกษตร เลยต้องหันไปทำอาชีพรับจ้างซึ่งก่อเป็นปัญหาที่ตามมาของตำบล 3) กลุ่มพี่น้องที่ที่ดินกำลังจะหลุดมือ เพราะไปจำนองกับทั้งรัฐและเอกชน 4) ลูกหลานที่เติบโตเป็นครอบครัวขยาย ไม่รู้ว่าจะมีที่ดินทำกินตรงไหน เพราะการจำกัดของที่ดิน
การทำผังตำบลของทีนี่เรามีผู้เดือดร้อนบางส่วนเข้ามาร่วมด้วย มีทางท้องถิ่น ท้องที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและหน่วยงานเข้ามาร่วม อย่างศูนย์พัฒนาสังคม พม. ทางเกษตรจังหวัด ทางปกครองเข้ามาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน ทำอย่างไรถึงจะยุติปัญหาการทับซ้อน ที่ส่งผลถึงการจับกุมชาวบ้านที่ทำเกษตรบนภูเขาได้
นายชัยยศ เล่าต่อว่า เราเริ่มต้นจากการทำข้อมูล หาหลักฐานในเชิงประจักษ์ ทำข้อมูลประวัติศาสตร์ในชุมชนให้ชัดเจนก่อน หลังจากที่ได้ข้อมูลหลักฐานในเชิงประจักษ์ทั้งวัตถุพยาน ต้นไม้ สิ่งแวดล้อมที่อ้างอิงได้ เมื่อรวบรวมได้แล้วเรามานั่งออกแบบโดยชาวบ้านทั้ง 4 กลุ่ม และมีเยาวชนที่มีทักษะเข้ามาช่วย เริ่มจากทำแผนที่ทำมือทั้ง 7 หมู่บ้านในตำบล แยกกันทำอย่างผังสาธารณูปโภค ถนนหนทาง คลอง แม่น้ำต่างๆ จากนั้นมาทำรายแปลง สถานที่สำคัญเป็นต้น ต่อจากนั้นเรียกประชุมชาวบ้านทำประชาคมทำข้อตกลงร่วมกัน เห็นร่วมกันในการใช้พื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกันในหมู่บ้าน หลังจากที่ได้ผังก็ให้แต่ละหมู่ทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน เช่นการทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดียวปลูกมันสัมปะหลังที่ทำแล้วกลับยิ่งยากจนลง แล้วออกแบบร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำอย่างไร เป็นภาพของแต่ละหมู่บ้าน
จากนั้นนำเอาภาพของทุกหมู่บ้านมาต่อกัน ทำให้เกิดภาพรวมของตำบล เห็นว่า 3 หมู่บ้านมีปัญหาทับซ้อนกับพื้นที่อุทยาน ซึ่งตอนเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเจ้าหน้าที่ก็ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อผลผลิตเก็บเกี่ยวได้แล้วแต่ไม่สามารถเข้าไปเก็บได้
“จากผังของตำบลทำให้ชาวบ้านได้คิดว่าการทำพืชเชิงเดี่ยวพื้นที่ขานดใหญ่ กับการเพาะปลูกในพื้นที่เล็กๆ ที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรใช้ดินใช้น้ำร่วมกันให้มีประสิทธิภาพดีหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ที่ตำบลทุ่งโพธิ์กำลังทำเรื่องศูนย์ไผ่ เรามีการทบทวนในอดีตทีนี่เคยเป็นพืชที่ชาวบ้านเพาะปลูกและสร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นอย่างดี แต่เมื่อไผ่ตายก็เปลี่ยนกันมาปลูกมันที่นับวันยิ่งทำยิ่งจน จึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิถีการผลิต หรือการทำปุ๋ยเองเพื่อการรักษาน้ำเพราะเราเป็นพื้นที่ต้นน้ำ”
“เอาผังมาวางจะทำให้เห็นปัญหาร่วม และเกิดการพูดคุย จนมีแนวทาง มีแผนการพัฒนาโดยที่ทุกคนเห็นร่วมกัน และจัดลำดับความสำคัญเริ่มจากแก้ปัญหาอะไรก่อนหลัง” นายชัยยศ กล่าวสรุป
ด.ต.วชิรวิชญ์ จันทรเขียว ผู้ประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดิน ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เล่าให้ฟังถึงการทำแผนที่ทำมือ ทำผังตำบลของที่นี่ว่า ช่วงแรกชาวบ้านเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร รอแต่หน่วยงานมาทำให้ พอเราขยับเรื่องการทำแผนที่ทำมือทำผังตำบล ทำให้ชาวบ้านรู้เรื่องขอบเขต รู้บริเวณที่ดินของตนเอง และนำข้อมูลของแต่ละคนมาเชื่อมโยง มาพูดมาคุยกันมาคิดร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนำไปศุ่การพัฒนาในด้านต่างๆ ตามมา
เมื่อชาวบ้านมีข้อมูลจะนำไปสู่การประสานหน่วยงานที่เกี่ยข้อง ท้องถิ่น ท้องที่ เพื่อมาวางแผนร่วมกัน พื้นที่ตรงไหนมีข้อห้ามหรือไม่อย่างไร หรือเป็นพื้นที่ผ่อนผัน เขตมิติ ค.ร.ม.อย่างไร และร่วมกันหาทางออกและการจัดการร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องใช้มาตรการทางกฏหมาย เพราะที่ผ่านมาข้อมูลจะรู้เฉพาะฝากหน่วยงานเพียงอย่างเดียว เมื่อเวลาที่ชาวบ้านเข้าไปก็ไม่รู้ขอบเขตอยู่ตรงไหน บ้างก็ถูกจับกุมดำเนินคดีเพราะไม่มีข้มูลในมือ ไม่รู้พิกัดตัวเองอยู่ตรงไหน ทำให้ชาวบ้านได้รู้ข้อมูลของตัวเอง เป็นข้อมูลที่นำไปสู่การเชื่อมโยงหาทางออกร่วมกัน
ด.ต.วชิรวิชญ์ เล่าต่อว่า “ที่ตำบลทับไทร เรากำลังทำเรื่องคนอยู่ร่วมกับป่า เพราะเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่ชาวบ้านทำมาหากินปลูกกระวาน ซึ่งกระวานต้องอยู่กับป่า ชาวบ้านตัดต้นไม่ไม่ได้เพราะกระวานต้องการร่มเงา และกำลังทำขอบเขตป่ากระวาน เริ่มจากแผนที่ทำมือ พัฒนาคน และเชื่อมโยงมหาวิทยราชภัฎรำไพพันธ์นี มาให้ความรู้ ฝึกทักษะการอ่านค่าจีพีเอส และลงข้อมูลในโปรแกรมจีไอเอส และนำมาจัดทำผังเพื่อให้เกิดการจัดการที่ยั่งยืน เพื่อให้กน่วยงานยอมรับว่าที่ชาวบ้านอยู่ทำมาหากินนั้นไม่ได้ทำลายป่า และจะไม่ขยายพื้นที่เพิ่ม อีกทั้งยังช่วยกันดูแลรักษาในแบบคนอยู่ป่ายังอย่างยั่งยืนอีกด้วย”
อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่คนภาคตะวันออกทั้ง 8 จังหวัด ได้เรียนรู้ทั้ง 9 ฐานในตลาดนัดเรียนรู้การจัดการที่ดินแนวใหม่ ที่ประชุมได้จัดกลุ่มย่อยเพื่อสรุปการเรียนรู้จากทั้ง 9 ฐานเป็นรายจังหวัด และนำมาเสนอในวงใหญ่ ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ดังนี้
ความเข้าใจต่อเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินแนวใหม่
เป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาของตนเอง ที่ต้องดึงผู้เดือดร้อนขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเอง จัดทำข้อมูลพื้นที่ ผังการเชื่อมโยงแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน โดยแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ข้อมูล และการทำแผนที่ทำมือ ทำผังตำบล สู่แผนชัวิตชุมชนในทุกเรื่องทุกมิติมาแก้ไขปัญหา ซึ่งเริ่มจากเรื่องที่ดินทำกิน เชื่อมโยงไปสู่เรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังให้ชาวบ้านกำหนดการใช้ประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ในพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่เป็นการสร้างกระบวนการทำงาน กระบวนการเรียนรู้ของทุกฝ่ายในพื้นที่ ชาวบ้าน หน่วยงาน เจ้าของที่ดินมาเห็นข้อมูลร่วมกันที่สำคัญคือเราต้องอาศัยข้อมูล เชื่อมโยงคน สร้างการเรียนรู้ ลงมือทำจริง ประสานหน่วยงานท้องถิ่นท้องที่ เพราะปัญหามีอยู่จริง คนไร้ที่อยู่อาศัยที่ทำกินจริง ปัญหาแก้ไขได้จริง และมองที่ดินต้องมองในเรื่องคุณค่ามากกว่ามูลค่า
สภาพปัญหาที่พบเห็นในภาคตะวันออก
ความไม่เป็นหนึ่งเดียวในการไขปัญหา เพราะความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และผลกระทบจากอาเซียน การแย่งชิงทรัพยากร หรือพื้นที่ทับซ้อนกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เขตอุตสาหกรรมที่ก่อมลภาวะทางอากาศ พื้นดิน น้ำ กับการกว้านซื้อที่ดิน อีกทั้งปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้ง ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ดินติดจำนองธนาคารและนายทุน ผู้เดือดร้อนไม่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ชาวบ้านไม่รู้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพของชาวบ้าน จนกะทั้งที่ดินหลุดมือในที่สุด
ข้อดีที่ได้รับ
ได้เรียนรู้บริบทแต่ละพื้นที่ทั้งโซนบก โซนเขา โซนทะเล และรู้จังหวะก้าวที่จะไปทำงานต่อ ได้เพื่อนเครือข่ายใน 8 จังหวัด เกิดการรวมพลังเพื่อไปผลักดันนโยบายการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันเป็นขบวนเดียวกัน ได้ซึมซับปัญหา วิธีการแก้ไข เกิดแรงจูงใจในการเสริมพลังในการทำงานต่อ ได้เรียนรู้เครื่องมือต่างๆ นำไปปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่ รู้เป้าหมาย ทิศทางกระบวนการจังหวะก้าวการขับเคลื่อนงานร่วมกันทั้งขบวน
กระบวนการ/วิธีการที่ได้รับ
พี่น้องในภาคตะวันออกตระหนักว่าจะนำเรื่องที่ดินไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานในท้องถิ่น สร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านต่อ และจะใช้ความรู้ที่ได้จาก 9 ฐานไปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เห็นความสำคัญเรื่องเครื่องมือแผนชุมชน สภาองค์กรชุมชน รู้วิธีการทำงาน แผนที่ทำมือ บันได 9 ขั้น ต้องประสานแผนปัญหาที่ดินกับแผนชุมชน โดยเชื่อมโยงระบบข้อมูล สร้างความเข้าใจการแก้ไขปัญหาที่ดิน จัดตั้งทีมทำงานเชื่อมโยงผู้เดือดร้อนขึ้นมาทำงานอย่างไรต่อไป
จะกลับไปทำอะไรต่อ
ทั้งนี้บางจังหวัดจะขยับทำแผนตำบลทั้งจังหวัด เพื่อสร้างศักยภาพคนทำงาน สร้างคนใหม่ โยอาศัยการหารือทบทวน พัฒนาระบบข้อมูล ประสานหน่วยงาน บอกต่อพื้นที่มีปัญหา เสนอเข้าแผนต่อผู้ว่า ใช้การลงสำรวจพื้นที่ ทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง โดยสานต่อของเดิม นำความรู้ใหม่ต่อยอด มุ่งสร้างพื้นที่รูปธรรมต้นแบบ เพื่อขยายผล อีกทั้งจะกลับไปแลกเปลี่ยน ชักชวน เชื่อมโยงหน่วยงานให้มากขึ้นในการทำแผนปฏิบัติการ แผนการหนุนเสริมต่อไป


