เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศรีวรา โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ กรุงเทพฯ มีเวทีประชุมทำความเข้าใจหลักคิด และความสำคัญของการทบทวนตนเองของสภาองค์กรชุมชน เพื่อการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองโดยร่วมกันออกแบบกระบวนการ วิธีการ กำหนดแผนงานโดยใช้แบบคำถามเป็นแนวทางในการทบทวนตนเอง มีผู้เข้าร่วมประมาณ 350 คน ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองสายสภาองค์กรชุมชน ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชน นักวิชาการ/ประชาสังคม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
นายพรมมา สุวรรณศรี ประธานกรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชนกล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนได้ทำงานผ่านมาถึง 4 ปีแล้ว มีจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนแล้ว 3,630 กว่าตำบลถึงเวลาที่จะต้องนำบทเรียนต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย มาใช้ในการทบทวนตัวเอง ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่คนในสภาองค์กรชุมชน จะได้ทบทวนคุณภาพของสภาองค์กรชุมชนที่จะนำไปสู่ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”สภาองค์กรชุมชนควรยึดอุดมการณ์เจตนารมณ์และพรบ.สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการทำงานร่วมกับทุกคน ทุกหมู่บ้านบอกเล่าถึงสิ่งที่ดี หรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคมีความเข้มแข็งอย่างไรบ้าง เป็นการทบทวนทั้งขบวน ในสิ่งที่ชาวบ้านได้ผลักดันให้มีพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
การทบทวนตนเองเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพใหม่ของสภาองค์ชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พอช. กล่าวว่า กว่าจะมีการจัดประชุมในวันนี้ได้มีการประชุมหารือเพื่อเตรียมกระบวนการนานถึง 3-4 เดือน เพื่อตั้งหลักตั้งความคิด วิธีการเนื่องจากงานของขบวนชุมชนเป็นศาสตร์ที่ไม่มีอยู่ในตัวหนังสือ ต้องคิดต้องพูดคุยหาสภาองค์กรชุมชนเป็นสภาของชาวบ้านที่มีกฎหมายมารองรับ เป็นกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดก็ว่าได้ดำเนินงานครบ 4 ปีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นอย่างไร
การประเมินทั่วโลกหรือทั่วไปเวลาประเมินมักจะหาทีมอาจารย์หรือมืออาชีพมาประเมิน แต่ผลที่ออกมากลายเป็นการประเมินที่ตีค่าชาวบ้าน และการที่จะหาสถาบันที่เข้าใจชาวบ้านจริงๆ มาประเมินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถึงจะมีก็ไม่สามารถทำการประเมินครอบคลุมได้ทั้งประเทศ จึงมีแนวคิดว่าแทนที่จะใช้วิธีการประเมินจากสถาบันหนึ่งสถาบันใด น่าจะเปลี่ยนมาเป็นวิธีการทบทวนเพื่อมองไปข้างหน้าของขบวนทั้งขบวน การประเมินจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทำให้การประเมินเป็นเรื่องของคนทำงานทั้งขบวนการ และไม่ใช่ให้ผู้นำตอบแบบสอบถาม แต่ควรให้คนในชุมชนทั้งหมดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินนี้ด้วย เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์เรื่องการประเมินแบบใหม่จากที่เคยเป็นเพียงผู้ที่ถูกประเมินมาเป็นผู้ที่ประเมินตนเอง
การประเมิน คือ ทบทวนสิ่งที่เป็นมา วิเคราะห์วิจัยทำความเข้าใจเพื่อที่จะเดินไปข้างหน้า แต่ถ้าจะไปข้างหน้าอย่างที่เป็นอยู่นี้โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจจุดอ่อน จุดแข็ง แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร การประเมินในครั้งนี้จึงเป็นการเรียนรู้ร่วมกันขนานใหญ่เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้า หากกระบวนการนี้สามารถลงลึกได้สร้างความคิดใหม่ที่มีคุณภาพลงไปถึงรากลึก จะเป็นการสร้างกระบวนการประเมินยุคใหม่ แล้วคนที่ประเมินก็คือ พวกท่านที่ทำงานสภาองค์กรชุมชนมาแล้ว 4 ปีนั่นเอง
การทบทวนยังถือเป็นการสร้างความเข้าใจกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขบวนชุมชนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมได้เข้าใจเรื่องของสภาองค์กรชุนชนต่อไปเมื่อสภาองค์กรชุมชนขยายจนมีการจัดตั้งสภาฯ เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัด สภาฯ ก็จะช่วยสร้างสถานภาพของขบวนองค์กรชุมชน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงขบวนองค์กรชุมชนในประเทศไทย หลังจากที่ดำเนินงานกันมาแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง คราวนี้ก็จะถือว่าเป็นการเรียนรู้ว่าสถานภาพของสภาองค์กรชุมชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความสัมพันธ์ขององค์กรชุมชนเปลี่ยนหรือไม่ ชาวบ้านรู้จักสภาองค์กรชุมชนหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสภาองค์ชุมชนกับจังหวัดเปลี่ยนไปหรือไม่ คุณภาพของการเปลี่ยนแปลงคืออะไร และอยากให้การเรียนรู้ในครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในแนวราบด้วย เป้าหมายของการทำงานอาจจะเริ่มทำจากสัดส่วนของสภาองค์กรชุมชนที่มีอยู่จำนวน2 ใน3 แต่ต้องทำทุกจังหวัด ทุกภาค ต้องดูว่าจะขยายการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่ที่อื่นได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของการประเมินตนเองเพื่อมองไปข้างหน้า เปลี่ยนจากเรื่องการประเมินเป็นการจัดการขบวนการทั้งขบวน
มีการสรุปรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ระดับตำบล จังหวัด และภาค เป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะมาจากความรู้ของชาวบ้าน ความรู้ของนักวิชาการ ความรู้ของภาคประชาสังคม และความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ เป็นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ อ้างอิงได้ นำไปเสนอที่ใดก็ได้ดังนั้นการประเมินจึงไม่ใช้การปล่อยให้ขบวนองค์กรขุมชนทำแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีภาคีเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินด้วย การประเมินในระดับจังหวัดเป็นจุดที่สำคัญมากที่สุด เพราะเป็นการประเมินแบบมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย เป็นคณะประเมินร่วมที่รวมทั้งขบวนชุมชนระดับจังหวัด ภาควิชาการที่มีความเข้าใจ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องฉะนั้นการประเมินก็จะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันไปในตัวด้วยเป็นการประเมินที่เปลี่ยนจากการประเมินโดยคนอื่นมาสู่การประเมินตนเองที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีแบบฟอร์มกลางเป็นคำถามหลักซึ่งคิดว่าเป็นคำถามที่คนอยากจะตอบ
มีการทำการประเมินทุกตำบล จังหวัด และภาค อาจจะมีการสุ่มได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละจังหวัด แต่การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างควรยึดหลักตามประชาธิปไตยคือ ให้คนเลือกมีส่วนร่วม และการคัดเลือกต้องไปอย่างเปิดเผย เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน มีความสมัครใจ และไม่ว่าสภาองค์กรชุมชนนั้นจะมีลักษณะอย่างไร เช่น มีปัญหาล้มลุกคลุกคลานก็ต้องนำมาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน คำว่า “สภาที่เป็นของประชาชน” น่าจะหมายถึง การเปลี่ยนคุณภาพของขบวนองค์การชุมชน ทุกคนมีความรู้สึกว่าสภาที่เป็นของคนในชุมชน ทำให้คนมีเสรีภาพมากขึ้น มีความรู้มากขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิต มีสถานภาพที่ดีขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น มีแผนพัฒนาของท้องถิ่นที่เชื่อมโยงไปถึงจังหวัด เป็นสภาของคนจากฐานราก การประเมินครั้งนี้จะเป็นการประเมินเพื่อเพิ่มคุณภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อของขบวนองค์กรชุมชนทั้งจังหวัดทั้งภาค
นายแก้ว สังข์ชู ประธานร่วมคณะประสานงานองค์กรชุมชนกล่าวว่า:เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนในการพัฒนาแนวใหม่จากที่เคยถูกประเมินมาเป็นการประเมินตนเอง ตั้งโจทย์ย้อนกลับไปที่องค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชนทั้งตำบลและจังหวัด และชวนให้นักวิชาการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในบางเรื่องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ ทั้งเรื่องที่ดินหรือเรื่องที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ทบทวนสิ่งที่ไปข้างหน้าว่าจะเป็นไปอย่างไร ถ้าทำได้จะเป็นการสืบทอดอุดมการณ์ไปสู่คนรุ่นหลังอย่างเป็นระบบ
การทำให้สภาองค์กรชุมชนมีคุณภาพนั้นเป็นโจทย์ที่ท้าทาย จะนำไปสู่การจัดการในรูปแบบใหม่อย่างไรเป้าหมายที่สำคัญคือ การเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนาโดยชุมชนการทบทวนก็เหมือนกับการสร้างความชัดเจนและทบทวนตัวเอง ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนในท้องถิ่นไม่เข้าใจ การประเมินระดับจังหวัดถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
นายจินดา บุญจันทร์ กรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชน กล่าวว่า : สภาองค์กรชุมชนเกิดขึ้นจากเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการให้องค์กรภาคประชาชนแนวราบ ที่ไม่มีสถานะได้รับการยอมรับจากสังคม ทำให้กลุ่มองค์กรที่ไม่เคยถูกเปิดเผย ได้รับการยอมรับมีการสะสมความรู้และเกิดพลัง สามารถเชื่อมโยงหน่วยงานราชการต่างๆ ให้เข้ามาทำงานร่วมกันสภาองค์กรชุมชนต้องเป็นของทุกคนไม่ใช่สมาชิกที่มาจดแจ้งเท่านั้น ไม่ใช่เวทีของผู้ชนะอย่างเดียวแต่เป็นเวทีของผู้แพ้ด้วยที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนมีข้อเสนอที่ไปสู่ระดับชาติและรัฐบาลแล้วเช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน นั่นหมายความว่าสถานะของสภาองค์กรชุมชนไม่เหมือนเดิม
กระบวนการ ขั้นตอน และเครื่องมือในการทบทวนตนเอง
นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช.กล่าวว่า การทบทวนตนเองของสภาองค์กรชุมชน ต้องเป็นการดำเนินการโดยคนของขบวนสภาองค์กรชุมชนเอง และเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม ในการตั้งคำถาม ช่วยทบทวนด้วย เพื่อให้เกิดมุมมองหลายมุมมอง ไม่ใช่การมองเพียงด้านเดียวของสภาฯ หรืออาจจะมีบางแง่มุมที่สภาเองอาจจะมองไม่เห็น เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีความตั้งใจ เห็นความสำคัญมาร่วมกันทบทวนตนเอง มองไปข้างหน้า ถือเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้น เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และขับเคลื่อนงานต่อไป ทั้งในระดับตำบล และระดับจังหวัด
นางศิริวรรณ บุตราช คณะประสานงานองค์กรชุมชน กล่าวว่า: ในช่วง4 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสที่ขบวนองค์กรชุมชน จะใช้เครื่องมือในการรับรองสถานะองค์กรชุมชน คือ สภาองค์กรชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของขบวนองค์กรชุมชนที่ยิ่งใหญ่มาก มีความภาคภูมิใจ มีความถูกต้องตามกฎหมาย ได้เรียนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำงาน โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่าจะจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครบทั้ง 77 จังหวัด
แนวทางสำคัญและบทบาทของกลไกการทำงานระดับตำบล/จังหวัด
|
แนวทางสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย |
บทบาทของกลไก |
|
|
ระดับตำบล |
ระดับจังหวั |
|
|
|
|


