เครือข่ายองค์กรชุมชน อ.อุ้มผางร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนา อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ประชุมกำหนดแนวทางการเคลื่อนงานปฏิรูปพื้นที่เขตวัฒนธรรม ภูมินิเวศผืนป่าตะวันตก(อุ้มผาง) เมื่อวันที่ ๑๒ พ.ย. ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุม ตูกะสูรีสอร์ท อ.อุ้มผาง จ.ตาก
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้จัดการสำนักงานภาคเหนือตอนล่าง
กล่าวว่าการหารือเรื่องการปฏิรูปในครั้งนี้ เป็นงานที่ต่อเนื่องหลังจากที่ได้คุยกันมา ๑ ปีที่ผ่านมา จากงานสมัชชาปฏิรูปเชิงพื้นที่ ภูมินิเวศ ซึ่งมิติของพื้นที่อุ้มผางเป็นมิติในระดับอำเภอ สามารถนำเสนอเรื่องการจัดการตนเองในระดับอำเภอได้ เพราะมีทุนเดิม มีศักยภาพ มีความร่วมมือกันในการทำงาน มีประเด็นการเคลื่อนงานในพื้นที่และกิจกรรมค่อนข้างชัดเจน ได้แก่การจัดการเรื่องที่ดิน ป่าชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยรวม เป็นต้น
มีความคาดหวังว่าจะยกพื้นที่อุ้มผางเป็นรูปธรรมการจัดการตนเองในระดับอำเภอ หน่วยงานสนับสนุนได้แก่ หน่วยงานในพื้นที่ และพอช. สช. สปร. มศว. ซึ่งมีแนวทางในการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่อยู่แล้ว และต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ
นายสุชาติ จันทร์หอมหวล ที่ปรึกษาภูมินิเวศน์(อุ้มผาง) ผืนป่าตะวันตก กล่าวว่า ขบวนองค์กรชุมชนและหน่วยงานพัฒนา ควรมีการจัดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจกับ อปท. นายอำเภอ เพราะมีเรื่องที่เยอะและกว้าง เราทำยังไงให้เราฉายภาพให้พ่อเมือง อปท. พอช. และหน่วยงานอื่นๆ ถ้าเราจะทำกันเองมันจะช้า และไม่ทันสถานการณ์
การจัดงานในครั้งนั้น เราต้องการเครือข่ายก่อน แต่กลุ่มที่อยู่ภายนอกมองภาพอีกภาพหนึ่ง แต่ก็มีกลุ่มที่สนใจที่จะเข้าร่วม เพราะเราไม่ได้ต่อต้านถนนคลองลาน กลายเป็นว่าชาวบ้านก็อึดอัดว่าเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นทำไมชาวบ้านไม่รู้ ทำไมหน่วยงานท้องถิ่นไม่เข้าร่วม เป็นต้น รวมถึงในเรื่องภาคี ผู้นำ หัวหน้าส่วนต่างๆ ต้องให้เขาเห็นภาพเหล่านี้ รวมถึงงบประมาณที่หนุนเสริม เพราะไม่เคยลงมาในพื้นที่ด้วยซ้ำ
นายตะวันฉาย หงษ์วิลัย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวเพิ่มเติมว่ากระบวนการปฏิรูปคือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้เข้ามากำหนดว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เช่น อุ้มผาง มีวิถีดั้งเดิม กับเรื่องใหม่ๆ ที่เป็นแผนพัฒนา หากเหล่านี้เข้ามาแล้ว เราต้องมีการมาวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย วันนี้มีมติ ครม.ในความเป็นอุ้มผาง แต่ลงไปที่เลตองคุ แต่เลตองคุและอุ้มผางคือพื้นที่เดียวกัน มีกะเหรี่ยง มีฤาษี หากเอามติเลตองคุ และขยายไปสู่ ต.แม่จัน เพราะกลุ่มประชากรเหมือนกันทั้งหมด ทุนเดิมที่มีอยู่ วันนี้คนอุ้มผางต้องมานั่งดูว่าตนเองมีอะไร และก่อนที่คนอื่นจะหยิบยื่นให้คนอุ้มผางต้องมานั่งวิเคราะห์ให้ขาดพื้นที่อื่นถูกผลกระทบแล้ว แต่คนอุ้มผางจะรักษาและประยุกต์ของใหม่ที่เข้ามาอย่างไร คนอุ้มผางต้องคุยกัน และระบุว่าจะให้ใครเข้ามาช่วย ซึ่งภาคประชาชนต้องชัดก่อน พร้อมทั้งมีข้อเสนอต่อหน่วยงาน การเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยชุมชนท้องถิ่น เราต้องให้น้ำหนักต่อภาคประชาชน เช่น สวัสดิการชุมชน สามารถตอบโจทย์เรื่องของชุมชนได้
ด้านนางสาวสุวิมล มีแสง ผู้ชำนาญการ สำนักงาน
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติระบุว่า จากการจัดเวทีสมัชชาปฏิรูปพื้นที่จังหวัดและภูมินิเวศ “กำหนดอนาคตอุ้มผาง กำหนดอนาคตเรา จากภูผาสู่ทะเล” มีระบบการเชื่อมโยงตั้งแต่ขุนเขาสู่ทะเล เพื่อสร้างกระแสให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมากำหนดอนาคตตนเอง
ซึ่งอำเภออุ้มผาง มีพื้นที่ใหญ่มากกว่ากรุงเทพ ๓ เท่า แต่คนภายนอกจะรู้จักอุ้มผางในเรื่องท่องเที่ยวและน้ำตกทีลอซูเท่านั้น ขณะเดียวกันอุ้มผางมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีวิถีวัฒนธรรม เฉพาะที่ ประชากร ๙๐% เป็นพี่น้องกะเหรี่ยง และมีชุมชนที่นับถือฤาษีอยู่เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำแม่กลอง
ในขณะที่มีสถานการณ์การการพัฒนาจากภายนอก เช่น โครงการทำถนนสายคลองลาน-อุ้มผางเข้ามา การรุกคืบของพืชเชิงเดี่ยว เช่น กระหล่ำ ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งคนอุ้มผางเองจะต้องมีความตระหนักในเรื่องความเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม๒๕๕๓ ในแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และแผนพัฒนาของจังหวัดตากมีมติพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ
การจัดการอุ้มผางจัดการตนเองที่ผ่านมา เป็นการบอกเล่าและฉายภาพของอุ้มผางทุกมิติ ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ภูมิปัญญา หมอปฏิวัติ การศึกษา สถานพยาบาล ฯลฯ หลังจากจัดงานในครั้งนั้น ส่งผลให้สาธารณะชนทั้งภายในและภายนอกได้รับรู้ถึงกระบวนการทำงานของคนในพื้นที่ คนแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ได้ส่งเกลือมาให้จำนวน ๘ ตัน เพื่อใช้เป็นกองทุนเกลือให้กับคนต้นน้ำ เพราะมีความรู้สึกอยากขอบคุณคนอุ้มผาง ที่รักษาป่าต้นน้ำให้
การประชุมของเครือข่ายชุมชนและหน่วยสนับสนุนจึงอยากเห็นภาพการจัดการตนเองสำหรับพื้นที่อุ้มผางดังนี้
การจัดการใหม่ของระบบพื้นที่อุ้มผาง : การจัดการเชิงพื้นที่ มีเป้าหมายที่ให้การปฏิรูปมาจากความร่วมมือในพื้นที่ ๖ ตำบล ๓๖ หมู่บ้าน
ทุนเดิม
- ระบบการเกษตรยั่งยืน : ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้
- ระบบการจัดการทรัพยากร(ดิน น้ำ ป่า) พื้นที่หน้าหมู่ เหมืองฝาย/วังปลา/ป่าชุมชน
- ระบบการเชื่อมโยงขบวนผู้คน/เครือข่าย
- ระบบการศึกษา ข้อมูล ความรู้ และการสื่อสารสาธารณะ : ชุมชนท้องถิ่น วัฒนธรรมภูมินิเวศ เยาวชนคืนถิ่นการสื่อสารของคนอุ้มผางทั้งภายในและภายนอก
- ระบบสวัสดิการชุมชน : การดูแลเกื้อกูล (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) à คน และธรรมชาติ การดูแลคนเป็นมากกว่าคนตาย
- ระบบเศรษฐกิจชุมชน : การท่องเที่ยวเชิงภูมินิเวศ (การท่องเที่ยวเป็นของคนอุ้มผาง อย่างแท้จริง)การปลูกกาแฟ มะอิ
- ระบบการจัดการสุขภาพ : ประชากรมากกว่า ๘๐,๐๐๐ คน แต่ ณ ขณะที่มีการอุดหนุนจากสำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ คิดตามอัตราของประชากรที่มีการลงทะเบียน จำนวนแค่ ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งทำให้อุ้มผางรับภาระในเรื่องการรักษาพยาบาลมาก
การจัดการตนเองของเครือข่ายชุมชนอุ้มผางและทุกภาคส่วนที่สนับสนุน จะเป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกันบนฐานวัฒนธรรมนิเวศและวัฒนธรรมชุมชน ท่ามกลางสถานการณ์ภายนอกที่เข้ามาและคนอุ้มผางเองไม่สามารถปฏิเสธได้
ทั้งนี้มติที่ประชุมได้มีการระดมความคิดเห็นและมีข้อสรุปร่วมกันในการวางแนวทางการเคลื่อนงานสมัชชาสมัชชาปฏิรูปเฉพาะพื้นที่เขตวัฒนธรรม ภูมินิเวศผืนป่าตะวันตก (อุ้มผาง) คือ (๑.) มีการขับเคลื่อนใน ๒ ระดับ คือ ในระดับพื้นที่ตำบล อำเภอ และระดับนโยบาย (การเชื่อมโยงกระบวนผู้คนภายในระดับพื้นที่และภายนอก) (๒.) มีกระบวนการสร้างความร่วมมือระหว่างคนและองค์ความรู้ (๓.) มีกลไกความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทั้งระดับชุมชน ภาคีท้องถิ่น ภาคีในอำเภอ ภาคีจากภายนอก (๔.) กำหนดการทำงานเป็นช่วงพัฒนาการ เพื่อสร้างรูปธรรมในการขับเคลื่อน (๕.) กำหนดเครื่องมือที่จะนำไปใช้ในแต่ละเรื่อง โดยมีการกำหนดพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน (๖.) ค้นหาพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อนงานเด่นในแต่ละเรื่องและตั้งทีมเจ้าภาพที่ในการทำข้อมูล ส่วนกลไกการขับเคลื่อนให้ใช้กลไกของทางอำเภอเป็นหลักและดูองค์ประกอบกลไกเพิ่มเติม คาดว่าจะมีการประชุมเพื่อสร้างกลไกร่วมหรือสภากลางคนอุ้มผาง ที่มาจากตัวแทนหลายภาคส่วน อาทิ ท้องที่ ท้องถิ่น ขบวนองค์กรชุมชน อ.อุ้มผาง และหน่วยงานสนับสนุนจากภายนอก ในช่วงปลายเดือน มกราคม ๒๕๕๖ ต่อไป


