พิมพ์
สำนักสื่อสารสาธารณะ บันทึกเวที
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 3064

 

 

         pv1-120256 เมื่อวันที่ ๗  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ศ.นพ.ประเวศ  วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรพิเศษ ในเวทีเปิดโลกทัศน์คนทำงาน พอช.ในหัวข้อ “พอช.กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” ณ ห้องประชุมไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

      ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เริ่มต้นบรรยายว่า เรามาอยู่ในห้องที่เรียกว่าไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งคุณไพบูลย์ เป็นกัลยาณมิตรของเรา และเป็นจิตวิญญาณของพอช.ก็ว่าได้ เป็นผู้ก่อตั้ง และได้สืบทอดเจตนารมณ์มาจาก อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้ว่าแบงค์ชาติ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นนักเศรษฐศาสตร์เยอะ อ.ป๋วย มองว่าหากมีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว มันจะเกิดปัญหาช่องว่างทางสังคมมาก จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชน ท่านเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชนบทขึ้น ซึ่งคุณไพบูลย์ ได้เป็นประธานที่นั่น ท่านเคารพอาจารย์ป๋วยมาก และถ้าใครรู้จักท่าน อ.ป๋วย จะรู้ว่าท่านเป็นคนสุจริตที่สุดในโลกก็ว่าได้ เป็นคนที่หวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ ดังที่ท่านใช้คำว่า จากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ว่าชีวิตคนเราตั้งแต่ครรภ์มารดา ควรมีศักดิ์ศรี มีสวัสดิภาพ คุณไพบูลย์ ได้มาสืบต่อ และเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ได้สืบต่อคุณไพบูลย์อีกที แม้คุณไพบูลย์จะล่วงลับไปแล้ว แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่ เรามาสืบต่อกันที่ตรงนี้ ว่าทำอย่างไรให้เพื่อนมนุษย์ได้มีชีวิตที่มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ มีความมั่นคง เกิดความยุติธรรมในสังคม เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข เป็นหน้าที่ (Mission) ของเรา ที่เราจะเดินไปข้างหน้า และ พอช. เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด ที่อ.ไพบูลย์ได้สร้างไว้ และพวกเราได้มาเป็นสมาชิกอยู่ที่นี่ เป็นโอกาสของเรา เพราะเราทุกคนนั้นลึกๆ แล้วมีความใฝ่ฝันอยากมีเรื่องดีๆ อยากทำเรื่องดีๆ กับเพื่อนมนุษย์

          อย่างท่านทั้งหลายที่มาอยู่ใน พอช. ก็ต้องใช้ พอช. เป็นเครื่องมือ และทิศทางการทำงานก็ชัดเจน ว่า พอช. จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม นี่คือทิศทางที่จะเดินไป ถ้าทิศทางถูกต้องเราเดินไป ถึงจะช้าหรือเร็ว ก็จะมีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าทิศทางผิด ถึงไปเร็วก็จะนำไปสู่ทิศผิดที่เร็วขึ้น ถ้าทิศทางเราถูก แม้จะผ่านอุปสรรคอะไรบ้าง พบเจอภูตผีปีศาจก็ไม่เป็นไร เราก็ไปไกลสู่จุดหมาย

สังคมเข้มแข็ง คือ กุญแจที่จะไปสู่เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี

          ถามว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้อง คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำไมพูดเช่นนี้ เพราะ สังคมเข้มแข็ง คือ กุญแจที่จะไปสู่ เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี เราจะสังเกตว่าบ้านเมืองเรามีการพัฒนาเศรษฐกิจและอย่างอื่นเยอะ มีการพัฒนาการเมืองพัฒนาประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะสร้าง เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี เพราะว่า การที่เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี จะอยู่ที่สังคมเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของ พอช. เราไม่ต้องไปหาที่อื่นเลย ทำไมถึงกล่าวอย่างนี้ เพราะมีการศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว โดย โรเบิร์ต พุตนัม (Prof. Dr.Robert D.Putnam) จากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาไปวิจัยที่อิตาลี  เรื่องในประเทศเดียวกันแต่เหมือน ๒ ประเทศ คือตอนเหนือของอิตาลี เช่น เมืองมิลาน มีลาโน ทอริโน กับภาคใต้ คือ เมืองซาดิเนีย และซิซิลี  มีการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกัน  แต่ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือนั้นเศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี ภาคใต้ตรงข้าม คนยากคนจน มีขโมย ขีดบัตรหัวคะแนน มาเฟียก็มาจากซิซิลี ซึ่งเป็นใจกลางเมืองนิวยอร์ก ก็ไปเป็นมาเฟียที่อยู่ในนั้น ผมเคยไปประชุมวิชาการแล้วหาที่พักไม่ได้ ก็ไปอยู่ซิซิลี พอเจ้าภาพรู้บอกให้ออกไปเลย ว่าอยู่นั้นมันอันตรายและโรเบิร์ต พุตนัม (Prof. Dr.Robert D.Putnam)ได้ไปทำการศึกษาวิจัยที่นั่น โดยตั้งโจทย์ว่าอะไรนำมาก่อน เป็นเพราะการเมืองดี จึงทำให้เศรษฐกิจดีและศีลธรรมดี หรือเศรษฐกิจดีทำให้การเมืองดีและศีลธรรมดี จากการศึกษาพบว่า เป็นเพราะสังคมภาคเหนือเข้มแข็ง เรียกว่า ประชาสังคม (Civil Society) เข้มแข็งคือคนมีความเสมอภาค มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ภาคใต้สังคมอ่อนแอ เป็นสังคมทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี ต่อให้เคร่งศาสนา ศีลธรรมก็ไม่ดี เช่น ภาคใต้เคร่งศาสนาคาทอลิค แต่ศีลธรรมก็ไม่ดี ถึงเคร่งศาสนา แต่ทำไม่ดี เหมือนรักพระเจ้านั่นคือทางดิ่ง แต่ไม่รักเพื่อนบ้าน เหมือนประเทศไทยเป็นสังคมแนวดิ่ง คนรักในหลวง ในหลวงท่านเป็นคนดี แต่เป็นสังคมทางดิ่ง ศีลธรรมก็ไม่ดี เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นความดี แต่ศีลธรรมเสื่อมเสียเยอะ แล้วเราจะอธิบายอย่างไร ต้องไปดูตัวเลขต่างๆ เช่น การลักขโมย การฆ่ากันตาย เพราะเราเป็นสังคมทางดิ่งมาตั้งแต่โบราณกาล เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจคือคนข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจด้านล่าง

        pv3-120256 อ.อคิน ระพีพัฒน์ เคยทำการวิจัยปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล เรื่อง ลักษณะสังคมไทย ที่เป็นลักษณะสังคมแนวดิ่ง จะมากำหนดพฤติกรรมของคน เพราะคนในสังคมทางดิ่งจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ คือ คนมีอำนาจจะโกงมาก คนไม่มีอำนาจก็จะแสวงหารูปธรรม จะเฉื่อยงาน จะนินทาว่าร้าย จะออกใบปลิว มีแทงข้างหลัง ถ้าเราเข้าใจเราจะไม่กลุ้มใจเกินไป เราทำงานเราอยู่ในสังคมแบบนี้ เราอยู่ในหน้าที่เราจะสร้างสังคมเข้มแข็ง คือสิ่งที่เราจะเดินไป แล้วในอนาคตถ้าเราทำสำเร็จ จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เปลี่ยนจากสังคมทางดิ่ง เป็นสังคมทางราบ ที่ทำให้เราต้องมองเป้าหมายใหญ่ของเราเอาไว้ ถ้าเรามองเป้าหมายใหญ่ อะไรที่มากระทบเราจะได้มีความอดทนสูง ไม่เดือดร้อนกับมันมาก เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องฝ่าความเสียดทาน อะไรที่มีความเคลื่อนไหวก็จะมีความเสียดทาน ถ้าอะไรอยู่กับที่ก็ไม่มีแรงเสียดทาน นี่เราเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ก็ย่อมมีความเสียดทาน

          ถ้าเราระลึกรู้อยู่เสมอว่า หน้าที่ของเราเป็นหน้าที่ที่ใหญ่ เหมือนพวกมิชชันนารี ต้องฝ่าความลำบาก ที่ต้องจากบ้านจากเมืองมา มาอยู่ในที่เขาไม่เคยอยู่ อยู่ในป่าในดง แต่เขามีหน้าที่ พวกเราก็เหมือนมิชชันนารี  ต้องฝ่าความเสียดทานต่างๆ ได้ ถ้าเรารู้ว่าเรื่องที่เราจะไปเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นการเปลี่ยนแปลง ไปสู่ความดีงามต่างๆ เราต้องมีความอดทนสูงขึ้น ปลายเดือนนี้เองมีวันมาฆบูชา เป็นวันเพ็ญเดือน ๓ เป็นเวลา ๙ เดือน หลังจากวันที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้แล้วมีพุทธดำเนินไปเมืองพาราณสี ไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   ไปโปรดปัญจวัคคีย์ และจำพรรษาอยู่ที่นั่น และเดินทางย้อนกลับมาเมืองราชคฤห์ เพื่อไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายป่าไผ่ เรียกว่า เวฬุวัน เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา มาถึงช่วงวันเพ็ญเดือน ๓ ก็ยังไม่ครบปี พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวัน ตั้งอยู่ชานเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองเบญจคีรีนคร มีภูเขาล้อมรอบอยู่ ๕ ลูก ซึ่งแปลกมากผ่านทุ่งนาและเจอกับภูเขา ๕ ลูก พระพุทธเจ้ามีโอวาทปาติโมกข์เป็นครั้งแรก เป็นโอวาทที่ให้กับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ประโยคแรกที่ปราชญ์ขึ้นว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา แปลว่า ขันติคือความอด ปรมัง คือ อย่างยิ่ง ตะโป เป็นตะบะ นั่นคือ ความอดทนเป็นตะบะอย่างยิ่ง จะชนะทุกอย่างไป ทีนี้ขันติมี ๒ ระดับ คือ ขันติระดับแรก เป็นเรื่องปัญหาที่เราต้องเผชิญลำดับแรก อาศัยการข่มใจไว้ เรียกว่า อธิวาสนขันติ  ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง แต่ถ้าเรามีปัญญาแล้ว ไม่ต้องข่มใจ สบายๆ เพราะเข้าใจว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง อะไรที่เป็นยังไงย่อมมีเหตุปัจจัย มันเป็นปัญญา ที่เขาเรียกว่า ตีติกขาขันติฉะนั้นประโยคแรกที่ว่า ขนฺติ ปรมํ โป ตีติกฺขา แปลว่าเราเข้าใจเรื่องราวทั้งหลายว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นธรรมดา เราไม่ต้องไปเครียด ที่สำคัญเราต้องดูแลตัวเองอย่าให้มันเครียด ถ้าเครียดแล้วเราไม่สบายโรคภัยไข้เจ็บจะมา เป็นความดัน เป็นเบาหวาน เป็นภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นสารพัด ต้องมีศิลปะที่เป็นปัญญา ถ้าเราเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้นเอง ในเมื่ออ๋อมันเป็นเช่นนั้นเอง อ๋อเป็นธรรมดาของมัน เรื่องอะไรเราจะให้มันเป็นอย่างอื่น เพราะมันเหตุปัจจัยอย่างนั้นมันจึงเป็นอย่างนั้น แต่เราอยากให้มันเป็นอย่างอื่น เราก็เลยเกิดความทุกข์ในตัวเอง เราต้องทำอย่างสบายๆ เราจะได้ทำงาน นั่นคือหน้าที่ของเรา เหล่านั้นมันเป็นตัวมารที่คอยมากวน อันนี้ต้องฝึก

          ถ้ามีการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน จะช่วยได้ ผมอายุ ๘๐ กว่าปี ยังคงออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น ทำให้ระบบร่างกายของเราดี และภูมิคุ้มกันของเราเพิ่ม สารเอ็นโดรฟินออกมา ถ้าฝึกเจริญสติได้ดีสารเอ็นโดรฟินออกมา จิตใจสงบสารเอ็นโดรฟินออกมา การทำงานที่สำคัญเราต้องฝึกตัวเราเอง ต้องฝึกวิทยายุทธ์เป็นวิทยายุทธ์ของนักพัฒนาสังคม ทั้งกาย ใจ เราต้องบริหารกาย บริหารจิต คิดเรื่องดีๆ เราก็มีความสุข อยู่ในเนื้อในตัว เราจะได้สามารถทำงานไปได้นานๆ เพราะงานของเราเป็นงานระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น ไม่ใช่ขายขนมครก ขายวันนี้กำไรวันนี้ทันที แต่กำไรจะมหาศาลมาก เวลามันเกิดผลดีในระยะยาว ถ้าสังคมเข้มแข็งบ้านเมืองก็จะดีขึ้นอันนี้เป็นหน้าที่ของเรา

ยิ่งมีเสรีภาพประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเท่านั้น!!

          เพื่อให้เห็นความสำคัญในเรื่องที่เราทำ มีนักระบาดวิทยาอังกฤษ ๒ คน ชื่อ Wilkinson & Pickett ได้รวบรวมตัวเลขจากประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศ ด้านหนึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้(ในแนวนอน) จากน้อยไปหามาก และอีกด้านหนึ่งที่ขึ้นเป็นแนวดิ่ง เป็นปัญหาทางสุขภาพ และสังคม จากน้อยไปหามาก

       pv6-120256 เขาพบว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำรายได้สูงสุด คือ อเมริกา อังกฤษ ยูเคน ทั้ง ๒ ประเทศนี้เป็นต้นแบบของเสรีภาพประชาธิปไตย แต่บัดนี้มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด คือ ญี่ปุ่น และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ปัญหาที่สัมพันธ์กันคือ ดูจากอัตราของเด็กทารก อายุขัยเฉลี่ยของประชากร การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และปัญหาสังคมต่างๆ เรื่องอาชญากรรม การลักขโมย ความรุนแรง ความขัดแย้ง การจับคนไปติดคุก อเมริกาเป็นประเทศที่มีคนติดคุกมากที่สุด จำนวน ๒ ล้านคน เช่น เหตุการณ์พายุเฮอริเคน แคทรีนา เข้านิวออร์ลีน เกิดจราจลมีการปล้นสะดมทั้งเมือง แต่ที่ญี่ปุ่นเกิดสึนามิ โรงงานนิวเคลียร์ถล่ม ไม่เกิดจราจล ถ้ามีความเหลื่อมล้ำมากจะก่อให้เกิดการจราจลง่าย เราสามารถพยากรณ์ได้เลยว่าหากเกิดจราจลจะเกิดอะไรหลายๆ อย่าง ประเด็นอยู่ที่อังกฤษ และอเมริกาเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย แต่มีความเหลื่อมล้ำมาก เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยแบบ One Man One Vote มันไม่พอ มันไม่ได้สร้างประชาธิปไตยแบบเศรษฐกิจ เพียงแต่ไปเลือกผู้แทน ผู้แทนในวอชิงตันมีการวิ่งเต้น (ระบบ lobbying)เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ของกลุ่ม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ประชาธิปไตยเท่าไหร่ เป็นธนาธิปไตย ฉะนันตรงนี้จำเป็นที่เราทำ สมมติชุมชนเข้มแข็งแล้ว เขาสามารถจัดการตนเองได้ ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง นั่นหมายถึง เขาสามารถจัดการระบบเศรษฐกิจของเขาเอง  จะไม่ตกเป็นเหยื่อแบบนี้ เพราะคิดว่าระบบเศรษฐกิจคือระบบบริษัทเท่านั้น ประชาชนไม่มีอำนาจกำหนดอะไรเลย กำหนดเพียงแค่เมื่อไหร่จะมีการจ้างงาน แต่งานที่เรากำลังทำที่ว่าชุมชนจัดการตนเอง แปลว่าประชาชนมีอำนาจในการสร้างเศรษฐกิจของตนเอง ฉะนั้นงานที่เราทำสำคัญที่ว่า ประชาธิปไตยที่ต่อสู้จนจะฆ่ากันตายมันไม่พอ เราต้องทำเรื่องชุมชนเข้มแข็ง และชุมชนสามารถจัดการตนเองได้  

 

การรวมศูนย์อำนาจ บ่อเกิดทุกปัญหาในสังคม

          เพื่อให้เราเข้าใจความสำคัญของงานที่ชาว พอช. ควรทำ เราต้องเข้าใจภาพรวมปัญหาของประเทศเรา ทำยังไงก็ไม่ดีขึ้น คือ ปัญหาคอรัปชั่น นั่นคือการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕ เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะผู้ถืออำนาจการเมืองข้างบนเท่านั้น เปลี่ยนแปลงจากพระมากษัตริย์ ไปเป็นคณะราษฎร ไปเป็นกองทัพ ไปเป็นนักธุรกิจ การเมือง แปลว่าการรวมศูนย์อำนาจการปกครองไม่ได้เปลี่ยน เปลี่ยนเพียงข้างบน ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยมีกฎหมายรองรับเป็นร้อยฉบับ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาต่างๆ อย่างน้อย ๖ เรื่อง คือ

          ๑.ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ถ้าชุมชนท้องถิ่นแข็งแรง เขาจัดการปัญหาของตนเองไป ๘๐-๙๐ % เขาสามารถแก้ไขปัญหาเขาได้เอง ไม่ต้องมารวมที่ส่วนกลาง ประเทศที่เขาเริ่มกระจายอำนาจไปหมด เช่น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เราไม่ได้ยินว่าใครอยากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เพราะมีการกระจายอำนาจไปหมดแล้ว

           ๒. ความขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญ หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ฉะนั้น วัฒนธรรมปัตตานี เชียงใหม่ นครราชสีมา มันไม่เหมือนกันเลย จึงมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อม ไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่น และคนเราถ้าได้อยู่วัฒนธรรมของเขามันมีความสุข หมายถึง ความเชื่อ ในคุณค่าร่วมกัน เหมือนคนไทยไปอยู่เมืองฝรั่งได้กินข้าวกับไข่เจียวมีความสุข แต่อำนาจรวมศูนย์จะให้มันเหมือนกัน มันย่อมขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้เสียเงินไปหลายหมื่นล้าน คนล้มตายไปไม่รู้เท่าไหร่

      pv4-120256 ๓. ระบบราชการอ่อนแอ เพราะว่าใช้อำนาจสั่งการ ระบบราชการจะเข้มแข็ง ต่อเมื่อใช้ปัญญา เมื่อสั่งการไปเรื่อยเพราะใช้อำนาจก็จะอ่อนแอ ก็มักทำอะไรไม่เป็น ผู้นำมักมาบ่นเรื่อยว่าราชการมีอำนาจ   แต่ไม่มีความรู้เรื่องราวอะไรต่างๆ พูดผิดสั่งผิด ผู้นำชุมชนเขาจะรู้ภูมิประเทศ ฯลฯ ระบบราชการแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ มีความอ่อนแอ แก้ความยากจนไมได้ แก้ปัญหาเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรและสามารถใช้ได้อย่างเป็นธรรมได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะการอนุรักษ์ทรัพยากรกับการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมนั้นสำคัญ และราชการไปเอาอำนาจมา ซึ่งเมื่อก่อนชาวบ้านเขาจัดการเอง เราดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณ มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะใช้ทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เป็นสิทธิ์ที่มีตามธรรมชาติ ต่อมาเพื่อรัฐเข้มแข็งขึ้นก็มาใช้สิทธิ์ประชาชนเป็นสิทธิ์ของรัฐ มีสิทธิ์ที่จะให้ใครใช้ ไม่ให้ใครใช้ มันดูวุ่นวายไปหมด มีคนถูกดำเนินคดีเพราะบุกรุกในที่ดินของตนเองที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนก็เดือดร้อนจากการจัดการ เพราะรัฐไม่สามารถจัดการอย่างเป็นธรรมได้ คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกมาก คนจนเข้าไม่ถึงความยุติธรรม เป็นต้น ราชการอ่อนแอ เพราะเข้าไม่ถึงปัญหาของประชาชน มัวแต่ใช่อำนาจที่รวมศูนย์ หลายคนก็กลัวว่าจะเข้าสู่สภาวะรัฐล้มเหลว

       ๔.คอรัปชั่นสูง เพราะอำนาจรวมศูนย์ อำนาจเข้มแข็งที่ไหน คอรัปชั่นก็เกิดที่นั่น เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อก่อนรวมศูนย์มีการคอรัปชั่นสูงมาก กระทั่งมีการกระจายอำนาจไปสู่ ๒๖ ท้องถิ่น คนเขามีถึง ๖-๗ ล้านคน และประชาชนเข้ามามีส่วนควบคุมโดยตรง

         ๕.การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ใครได้อำนาจทางการเมืองก็กินรวบหมดทั้งประเทศ มีการเดิมพันสูง มีการลงเงิน ลงทุน ลงความรุนแรง เพื่อให้ได้อำนาจ ถ้าอำนาจกระจายไปสู่ท้องถิ่นทั้งหมดก็จะไม่มีใครอยากลงทุน

         ๖.เกิดรัฐประหารง่าย เพราะมีการรวมศูนย์ ใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็รัฐประหารได้ เช่น อินเดีย จะทำอย่างไรกับรัฐบาลก็ไม่ได้ เพราะอำนาจถูกกระจายไปหมด

 สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การกระจายอำนาจ

          การกระจายอำนาจจะทำให้คนไม่มีอำนาจ เขาก็ไม่อยากกระจาย สิ่งที่ขับเคลื่อนตรงนี้คือไม่รอ นั่นคือ

      ๑) ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป็นแนวคิดที่สำคัญ ที่มาจากข้างล่าง แนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง ตอนนี้ไปไกลกว่าที่เรียกว่าการปฏิวัติ หากประชาชนจะรวมตัวกันล้มรัฐบาล หากล้มแล้วประชาชนจัดการตนเองไม่ได้ก็จะเป็นคนอื่น เช่น ประวัติศาสตร์จีน จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าจักรพรรดิ์ไม่มีความเป็นธรรม ก็จะมีโจรโพกผ้าเหลืองที่รวมตัวกันต่อต้านอำนาจรัฐ ส่วนใหญ่จะถูกปราบ ส่วนน้อยมักสำเร็จ คือ สามารถล้มจักรพรรดิ์ได้ หรือ ๑๔ ตุลา นักศึกษาล้มล้างรัฐบาลทหาร แต่ก็ไม่สามารถปกครองได้  ปัจจุบันเรื่องจัดการตนเองไปไกลกว่านั้น ทำอย่างไรให้ทุกชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ ขึ้นมาเป็นลำดับ หลายชุมชนเป็นท้องถิ่น มากขึ้นก็เป็นจังหวัด นำไปสู่การจัดการเป็นอำนาจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (๑) การจัดการอำนาจ เป็นการจัดการอย่างบูรณาการ จัดการสังคมได้ จัดการเศรษฐกิจได้ จัดการสิ่งแวดล้อมได้ การจัดการนโยบายได้ คือการจัดการสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ประเทศไทยแสนจะขาดภูมิปัญญาทางการจัดการ เพราะระบบการศึกษาไทยที่มีมา ๑๐๐ กว่าปี มีการศึกษาเป็นวิชาๆ มีการท่องวิชานั้นมาสู่วิชานี้เพื่อสอบ แต่จัดการไม่เป็น ด้วยการศึกษาแบบท่องจำ ทำให้ภูมิปัญญาการจัดการขาดไปจากสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เรียกว่า “อิทธิปัญญา” คือ ปัญญาทำให้สำเร็จ ไม่มีอะไรทานการจัดการได้ ซึ่งภาคธุรกิจมีอำนาจมาก เช่น เรื่องการตลาด ไม่มีอะไรทานระบบการตลาดได้เลย เป็นอำนาจทางการจัดการ เป็นการคิดจากข้างล่าง ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง เป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะเกิดความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว ทำไปพร้อมกันหมดอย่างพอดี จึงมีความสมดุล ความสมดุลคือการทำให้เกิดความปกติ การเจ็บป่วยทุกวันนี้ทำให้เสียสมดุล การพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนเป็นมะเร็ง ถ้าจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว สังคมไม่เอา จิตใจไม่เอา สิ่งแวดล้อมไม่เอา สังคมไม่เอา ก็สังคมเหมือนมะเร็งที่เสียสมดุล มันก็จะเป็นทั้งโลก เสียสมดุล ชุมชนสามารถจัดการตนเองอย่างบูรณาการจึงจะเกิดสันติสุขขึ้น ไม่ใช่ไปเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง และ (๒) มีการจัดการนโยบาย ทำให้เกิดพลัง ถ้าชุมชนทั้งหมดจัดการตนเอง ท้องถิ่นทั้งหมดจัดการตนเอง จังหวัดทั้งหมดจัดการตนเอง มันจะเกิดพลัง ที่นโยบายดีๆ มันไม่เกิด เพราะนโยบายอยู่ในมือคนส่วนน้อย ถ้านโยบายดี เช่น นโยบายพลังงานมันดี แต่ตอนนี้มันไม่ดี เพราะผลประโยชน์ไปอยู่ที่คนส่วนน้อย ตัวนี้จะเป็นตัวสะสมพลัง เกิดผู้นำชุมชนขึ้นมา  หากเราลองนึกภาพทั้งชุมชนทั้งหมดจัดการตนเอง เกิดพลังเพื่อกำหนดนโยบาย การกระจายอำนาจมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ทำได้โดยนโยบาย กับไม่รอนโยบาย ให้นักการเมืองกระจายอำนาจ ไม่กระจาย เขารวมอำนาจได้ นี่คือหน้าที่ของ พอช. เป็นงานเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยสันติวิธี ด้วยการมีพลัง ยากๆ อย่างนี้ถึงแม้ยกกองทัพสมัชชาคนจน ยกมาหลายครั้งก็ไม่ได้ผล ตรงนี้ทำเองและสะสมกำลังไว้ ต้องสะสมเสบียงก่อนถึงจะมีแรงถึงวันข้างหน้า

          ๒) นโยบาย ถ้าไปอ่านประวัติศาสตร์จีน มันผ่านสมัยที่มีการแบ่งก๊กเป็นร้อยๆ ก๊ก สมัยชุนชิว สมัยเลียดก๊ก ต่อสู้กันเยอะมาก จนเหลือ ๔ ก๊กใหญ่ และก๊กฉินชนะทั้งหมด ก็ได้รวบรวมก๊กทั้งหมด กระทั่งได้จักรพรรดิองค์แรกของจีนในนามจิ๋นซีฮ่องเต้ ก่อนหน้านั้นใครเคยไปเที่ยวเสฉวน มีเขื่อนอยู่เขื่อนหนึ่งชื่อ เขื่อนตูเจียงเอี้ยน สร้างมาหลายพันปี พอสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาทำให้แว่นแคว้นตรงนั้นผลิตอาหารได้เยอะ มีพืชผลทางการเกษตร ตรงนั้นเลยมีกำลังมากขึ้น ที่ไปทำให้รัฐฉินมีกำลังทางทหารมากขึ้น รัฐฉินจึงมีพลังมาก ซึ่งแท้จริงแล้วต้องมีพลังการกินก่อน จึงมีพลังทางการเมือง นี่คือคนจนต้องมีกิน ต้องสามารถจัดการตรงนี้ได้ก่อน ไม่งั้นจนเกิน มาชุมนุมอยู่ได้ไม่นานหรอกเพราะไม่มีกิน และต้องใช้แรง ในเรื่องยากๆ ก็ไม่ได้ผล เพราะต้องใช้ปัญญา เพราะฉะนั้นเรื่องที่ พอช. กำลังทำ ที่ไปหนุนพื้นที่ในการจัดการตนเอง จึงเป็นเรื่องใหญ่ไปหนุนแผ่นดินไทยให้จัดการตนเองในพื้นที่ เพราะการพัฒนาอย่างบูรณาการทำโดยกรมไม่ได้ เพราะกรมแบ่งเป็นเรื่องๆ เช่น  กรมดิน กรมน้ำ กรมไม้ ขณะที่ผ่านมาเราใช้กรมเป็นตัวตั้ง ก็เลยไม่สามารถพัฒนาอย่างบูรณาการได้ การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง จึงเป็นชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง จะได้จัดการอย่างบูรณาการได้

 กระบวนการชุมชน : การพัฒนาคือการเชื่อมโยง สู่สังคมศานติสุข

          ตรงนี้เข้าใจว่าพวกเราทุกคนจะเข้าใจ และชำนาญเรื่องดีๆ เพราะเป็นกระบวนการที่สำคัญ เป็นหัวใจในการสร้างความเข้มแข็งของการจัดการตนเองของชุมชน โดยมีกระบวนการชุมชน ดังนี้ (๑.) มีสภาผู้นำชุมชน มีผู้นำตามธรรมชาติ ๔๐-๕๐ คน รวมตัวกัน (๒.) การสำรวจข้อมูลชุมชน (๓.) ทำแผนชุมชน (๔.) มีสภาประชาชน คือให้คนทั้งชุมชนดู นี่เป็นเป็นประชาธิปไตยทางตรง เพราะหมู่บ้านมีขนาดเล็ก ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน เป็นประชาธิปไตยทางตรง ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ ไม่ได้ผ่านการซื้อเสียงและเลือกตั้ง หากเป็นเหมือนพรรคการเมือง ลงไปที่ชุมชนและไปกำหนดชุมชนว่าฉันเป็นพรรคนี้ มาเลือกพรรคฉัน ฉันจะให้ประโยชน์อะไร อันนี้ทำให้ชุมชนแตกแยก ผมมีเพื่อนเป็นนักสังคมวิทยาชาวอินเดีย ชื่อเบญเนจี เขาเขียนหนังสือ ถ้าการเมืองแบบเลือกตั้ง ลงไปสู่พื้นที่ จะไปกำหนดชุมชน ทำให้ชุมชนแตกแยก เพราะชุมชนเขาเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ควรใช้การเมืองแบบเลือกตั้งแบบพรรคการเมืองมากำหนด ฉะนั้นชุมชนเข้มแข็งล้วนสำคัญ สามารถกำหนดเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้ เพราะเขารวมตัวกัน เขาอยากได้ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน อยากได้ใครเป็นนายก อบต. เขาก็ตกลงกัน ส่วนการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม ไม่เกิดการแตกแยก

          (๕.)  คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมกันทำแผน เขาเข้าใจมัน เขาก็ขับเคลื่อนไปได้ ถ้าแผนที่ราชการทำเขาไม่เข้าใจมัน ก็ขับเคลื่อนไปไม่ได้ ถ้ามีการตกลงกันทั้งชุมชน เขาช่วยการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน และแผนที่ว่าจะเป็นแผนการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง เชื่อมโยงกัน คือ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย ในเนื้อในตัวของมันคือประชาธิปไตย และเป็นการสร้างประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดโดยฐาน ถ้าเรามีอย่างนี้ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เราก็จะเข้มแข็งถึงฐาน ถ้ามีผู้นำชุมชนหมู่บ้านละ ๕๐ คน เราก็จะมีผู้นำชุมชนประมาณ ๔ ล้านคน ฉะนั้นฐานตรงนี้จะกว้างมาก และผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ จะมีคุณภาพมากกว่าผู้นำตามพิธี เขาจะมองเห็นถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นคนสุจริต เป็นคนฉลาด เป็นคนที่ติดต่อสื่อสารและรู้ลึก เขาจะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับโดยคนทั้งหมด ผู้นำโดยการเลือกตั้ง ไม่แน่ว่าจะเป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ไม่แน่ว่าจะเป็นคนสุจริต ไม่แน่ว่าจะฉลาด ผู้นำโดยแต่งตั้งก็เช่นกันไม่แน่ใครแต่งตั้งหรือแต่งตั้งใคร แต่นี่เป็นผู้นำทางธรรมชาติ ที่มีอยู่จากการทำงานร่วมกัน นี่จึงเป็นฐานที่ใหญ่มาก

          ถ้าเราเข้าใจกระบวนการตรงนี้ ซึ่งต้องมั่นคงตรงนี้มาก ไม่งั้นเราจะหลุดไปสู่การพัฒนาเฉพาะเรื่องได้ง่ายๆ ต้องมั่นคงในการพัฒนาอย่างบูรณาการ และชวนคนเข้ามาเป็นภาคีและสนับสนุนได้ เช่น มหาวิทยาลัย นักศึกษา นักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยมีเยอะแยะมาก เขาควรมีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ พอช. ควรมีนโยบายว่ามหาวิทยาลัยทั้งหมด มีนโยบายให้นักศึกษาไปทำงานในชุมชน ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการศึกษาที่เราผ่านมา ๑๐๐ กว่าปี โดยท่องหนังสือ ทำให้คนไทยทั้งหมดขณะนี้ ไม่รู้จักประเทศไทย เพราะท่องแต่วิชา จึงทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจความจริงของความเป็นไทย นักศึกษาควรไปเรียนรู้เรื่องชุมชน เพราะชุมชนเป็นฐานความรู้ที่สำคัญที่สุด ศีลธรรมไม่มีที่อยู่ข้างบน ศีลธรรมจะอยู่ในชุมชน เพราะศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม ข้างบนไม่ได้คิดเรื่องการอยู่ร่วมกัน คิดเพียงว่าทำอย่างไรจึงจะได้กำไรสูงสุด ข้าราชการก็คิดแต่เรื่องข้อบังคับใช้ กฎหมาย กฎระเบียบ เป็นต้น นักศึกษาควรเรียนรู้จากการทำงานจากชุมชน เข้าใจประชาชน เข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจไปร่วมการทำแผนชุมชน สมมติเรียนจุฬาหรือธรรมศาสตร์ ก็ไม่เข้าใจว่าชาวบ้านมีกระบวนการเหล่านี้ที่ไหนอย่างไร แต่ว่าเวลานักศึกษาไปร่วมทำแผนกับชุมชน เขาได้เรียนรู้ แต่ด้านหนึ่งเขามีความรู้บางอย่างที่ชุมชนไม่มี ในมหาวิทยาลัยมีเทคโนโลยีเยอะ แต่ไม่เคยเอามาเชื่อมโยงกับชุมชน ซึ่งชุมชนต้องการเทคโนโลยีที่เหมาะสมเยอะ

          ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ต้องดึงเรื่องการศึกษา มาเชื่อมโยงกับเรื่องชุมชน ภาคธุรกิจมีความชำนาญเรื่องการจัดการ ชุมชนเวลาผลิตอะไร ราคาที่ออกมาก็ถูก ไม่มีความชำนาญเรื่องการตลาด เรื่องการส่งออก หากได้มีการเชื่อมโยงในการทำบรรจุภัณฑ์(packaging) การตลาด(marketing) การส่งออก(shipping) ก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เช่น ประเทศญี่ปุ่น เขานำวัสดุที่เราทิ้งมาทำบรรจุภัณฑ์สวย เพิ่มมูลค่าได้ เป็นต้น บริษัทต่างๆ มีเยอะมาก เขาชำนาญเรื่องการจัดการ ก็ชวนมา ตอนนี้มีมูลนิธิสัมมาชีพ เขาก็จะจัดการเชื่อมโยงภาคธุรกิจเข้ามา โดยชูว่า ๑ บริษัท ๑ ตำบล แต่ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาคือการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่การเอาเงินมาให้ และเข้าใจกระบวนการ และจะเอาสิ่งที่แต่ละฝ่ายมีมาหุ้นกัน เช่น มหาวิทยาลัยมีความรู้ ชาวบ้านมีกระบวนการมีชีวิต ธุรกิจมีการบริหารจัดการ เพื่อการพัฒนา ถ้าเราเข้าใจกระบวนการตรงนี้แม่นยำเข้มแข็ง หน่วยงานที่อยากมาช่วยตรงนี้มีเยอะมาก จากที่ต่างคนต่างทำต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงและเรียนรู้กัน

          การพัฒนาคือการเชื่อมโยง คือการทำให้มีชีวิต ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ทำให้หมดชีวิต เหมือนการชำแหละโคหรือสุกรเป็นส่วนๆ ก็หมดชีวิตลง และทรัพยากรของเรามีอย่างมหาศาล อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนธรรม ทรัพยากรภาครัฐ ทรัพยากรภาคธุรกิจเอกชน ทางปัญญา ทางการสื่อสาร เราต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ ต้องทำ mapping นักพัฒนาต้องทำ mapping แล้วเราจะเห็น และเราต้องไปต่อเชื่อมโยงกับองค์ประกอบต่างๆไปสู่ความส้ำเร็จ ซึ่งการจัดการมีอำนาจมาก เพราะเป็นการเชื่อมโยงนำส่วนต่างๆ มาประกอบกัน ก็จะเกิดสังคมสันติสุขขึ้น

 เป้าหมาย พอช. เปลี่ยนสังคมทางราบ สร้างสังคมทางดีต้องรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สร้างชุมชนเข้มแข็ง

          pv5-120256เป้าหมายของ พอช. คือ การทำงานกับชุมชน ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน และชุมชนเมือง ซึ่งชุมชนในเมือง โดยเฉพาะชุมชนกรุงเทพ ทำงานยากมาก ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีรากเหง้าร่วมกัน เหมือนในชนบท แต่ต้องพยายามทำให้ได้ แต่จะทำอย่างไรต้องหาวิธีทำ เพราะแต่ละคนยุ่งทำมาหากิน  ขอเสนอว่า ในเรื่องชุมชนเมือง เรามีมหาวิทยาลัย มีนักศึกษาปริญญาโทมาก และไม่รู้จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร นึกไม่ออก คิดว่าวิธีหนึ่ง คือให้นักศึกษาปริญญาโทเหล่านี้ น่าจะไปศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชน เพราะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนมารวมตัวกัน และนำตัวนี้ไปหาทางดึงคนเข้ามารวมตัวกัน ผมเคยเจอนายกสมาคมสถาปนิกสยาม เขาอยากเอาเรื่องงานออกแบบมาเป็นการรวมตัวของชุมชน ขอให้ชุมชนบอกมาว่าอยากสร้างอะไร เช่น สะพาน ศาลา และอยากให้ชุมชนร่วมออกแบบ เป็นต้น ผมมีลูกชายคนหนึ่งไปอยู่ที่ห้องแถวห้องเดียว บริเวณชุมชนใกล้วัดราชบพิตร อีกด้านเป็นเสาชิงช้า อีกด้านหนึ่งเป็นคลองหลอด เริ่มไปคุยไปถาม เรื่องรากเหง้าของคน พอไปคุยก็เริ่มมีคนสนใจขึ้น ถ้าให้นักศึกษาปริญญาโทไปทำๆ เป็นหย่อมๆ ดู และไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่นั่น แล้วชวนให้คนมาดูร่วมกัน เพื่อหาทางสร้างความเป็นชุมชนเมือง พอช. อาจจะลองดู หรือร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม

          นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายของ พอช. จริงๆ แล้วควรเป็นโจทย์สำหรับ ผู้ว่า กทม. ด้วยซ้ำ พอช. มีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร ทำทุกเรื่อง เป็นการเปลี่ยนสังคมแนวราบ จากสังคมทางดิ่ง จะได้ช่วยสร้างความเข้าใจ เพราะคนไทยความคิดเชิงโครงสร้างไม่มี คิดแบบปัจเจกบุคคล และสรรเสริญธรรมะไปเรื่อย บอกแค่ว่าดีอย่างไร และไม่ตั้งคำถามว่าธรรมะดีจริง แต่ทำไมศีลธรรมมันเสื่อม

วิธีทำงานของ พอช. มีข้อเสนอดังนี้

๑.      สร้างนักยุทธศาตร์ชุมชน เป็นกองทัพของคนเช่น ๓๐๐ คน หากใหญ่กว่านี้ก็ลำบากที่จริงน่าจะได้มากกว่านี้  ถ้าจะทำงานให้ได้มาก ด้วยคนที่น้อย เราต้องสร้างพวกเราเป็นนักยุทธศาสตร์ ซึ่งจะต่างจากขุนพล เช่น เล่าปี่มีขุนพลคิดเก่งคือกวนอู จู่ล่ง อย่างเล่าปี่ก็ไม่ฉลาดหลังจากมีนักยุทธศาสตร์เข้ามาอย่างขงเบ้ง ที่มีความเข้าใจภูมิศาสตร์ ซึ่งเครื่องมือของนักยุทธศาสตร์คือ mapping ทำให้เห็นการเชื่อมโยง จริงๆ แล้วการใช้ทรัพยากรของคนอื่น ที่สามารถไปวางแผน และไปใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดได้ เราต้องพัฒนาพวกเราบางคนที่สนใจ และนักยุทธศาสตร์จะทำงานได้เยอะ  การพัฒนานักยุทธศาสตร์ได้ ควรมี สถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรชุมชน ไม่ต้องทำขนาดใหญ่ ทำขนาดเล็ก ทำอย่างต่อเนื่อง พัฒนาคนให้เป็นนักยุทธศาสตร์ชุมชน อาจจะมีส่วนหนึ่งทำเรื่องนี้ จะได้ทำเรื่องความรู้ ข้อมูล หาความรู้มาประมวลทั้งโลก เราจะทำอะไรเราต้องรู้จบสิ้นดินฟ้ามหาสมุทร มีความรู้ที่ไหนต้องดึงมาใช้ให้เหมาะสมกับเราเพราะเรามีเงินไม่มาก

๒.      สร้างขุนพลหรือแกนนำพัฒนาองค์กรชุมชน

๓.      สร้างภาคีและเครือข่าย ทำให้เพิ่มทรัพยากร เช่น สสส. สปสช. ทำให้ทรัพยากรงอกขึ้น และประหยัด มีการตกลงร่วมกัน

๔.      ระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารองค์กรชุมชน ต้องดูว่ามีอยู่ที่ไหนบ้าง เรื่องการสื่อสารคงมี

pv2-12-256ความก้าวหน้าไม่น่าเป็นห่วง มีการเชื่อมโยงถึงกันหมด แต่ข้อมูลข่าวสารคืออะไรที่จะนำไปสู่ช่องทาง ที่ไปแล้วมีเสน่ห์ คนอยากรับรู้และเกิดปัญญา ตรงนี้น่าจะมีคนมาทำอย่างจริงจัง เพราะเรื่ององค์กรชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ และสื่อมวลชนไม่ค่อยเข้าใจ มักสนใจแต่นักการเมือง เรื่องดีๆ มักไม่รู้เรื่อง ซึ่งข้างล่างมีเรื่องดีๆ เยอะ แต่มีการสื่อสารน้อย เช่น เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องสุขภาพ ต้องเขียนเรื่องดีๆ กับข้อมูลรวมกัน ซึ่งเรื่ององค์กรชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้คนข้างบนมารู้เรื่องข้างล่าง ด้วยการศึกษาที่ผ่านมา ๑๐๐ กว่าปี ทำให้คนไทยไม่เข้าใจในความเป็นไทย มีผู้นำ ๕ ประเภท คือ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และ สื่อมวลชน ล้วนไม่เข้าใจเรื่องราวของคนข้างล่างทั้งสิ้น ทิศทางหนึ่งของ พอช. คือการนำคนเหล่านี้เข้ามาให้รู้เรื่อง

          เมื่อชุมชนทำเรื่องท่องเที่ยวดีๆ หรือเรื่องอื่นๆดี เอาคนมีชื่อเสียงไปดูบ้าง เอานักข่าวไปดูบ้าง เอานักวิชาการที่รู้เรื่องไปฟังบ้าง ทำให้เกิดความหมายในพื้นที่มากขึ้น ถ้าจัดไปแบบนี้เขาก็กลับมาเขียน ก็ได้ความรู้ ได้ประโยชน์ที่เขียนด้วย ถ้าทำเรื่องสื่อสาธารณะต้องหาเงินสักกล่อง ไปขอการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ทำให้หาเงินไม่ยาก เพราะเราทำงานมามากพอสมควร เราไม่จำเป็นต้องทุ่มกำลังไปทำทุกตารางนิ้ว ปล่อยให้ตัวที่ทำแล้วมันขยายตัวของมันไปเอง เราก็ทำส่วนประกอบอื่นๆ ที่ช่วยทำให้เหล่านี้ขยายตัว

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter