๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ สำนักงานโครงการบ้านมั่นคง พอช. ร่วมกับ สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) มูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย เครือข่ายคนจนเมืองภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก จัดงาน “สานพลังเครือข่ายองค์กรชุมชนคนจนเมืองในภูมิภาคเอเซีย และแปซิฟิก” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พอช. ซึ่งมีผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนจากภูมิภาคอาเซี่ยน ๑๙ ประเทศ ประกอบด้วย มองโกเลีย อินโดนีเซีย เนปาน มาเลเซีย ฟิจิ เกาหลี ศรีลังกา บังกาลาเทศ เวียตนาม อินเดีย ฟิลิปินส์ สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย พม่า ปากีสถาน กัมพูชา และประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนองค์กรชุมชนจากเมืองต่างๆ หน่วยงานภาคีเข้าร่วมประมาณ ๕๐๐คน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของคนจนเมือง โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในงานสัมมนาครั้งนี้
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ และขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาจากประเทศต่างๆ ที่ให้เกียรติมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของคนจนเมือง ณ กรุงเทพมหานครในวันนี้
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีภารกิจหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ปัญหาความยากจน และปัญหาที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม เพราะที่อยู่อาศัยเป็นรากฐานสำคัญ เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม เนื่องจากที่อยู่อาศัยที่มั่นคง จะนำไปสู่การมีสาธารณูปโภค และสภาพแวดล้อมที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ที่จะทำให้คุณภาพของชีวิตดีขึ้น
นายสันติ กล่าวต่อว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนและที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา แนวทางหนึ่งที่ประเทศไทยได้พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อเป็นแกนหลักในการสำรวจปัญหาของตนเอง ออกแบบ วางแผน และดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ เพราะชาวชุมชนมีจำนวนมากกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าเราสามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตนเองได้ เราจะมีกำลังจำนวนมากที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาพร้อมๆ กัน แทนที่จะรอให้หน่วยงานภาครัฐ เข้าไปช่วยแก้ปัญหาทีละชุมชน ซึ่งจะต้องใช้เวลานานมาก และไม่สามารถดำเนินการได้ทันกับปริมาณปัญหา ซึ่งสะสมมาเป็นเวลานาน เช่น ในกรณีของโครงการบ้านมั่นคง ขณะนี้เรามีชาวบ้านที่ร่วมในขบวนการแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง ประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน ทำให้เราทำงานได้พร้อมๆกันมากว่า ๓๐๐ เมืองทั่วประเทศ
ผมเข้าใจว่า แต่ละประเทศมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และสังคมที่ต่างกัน มีภูมิศาสตร์แตกต่างกัน มีสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจแตกต่างกัน ดังนั้น แต่ละประเทศย่อมมีแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน ตามสภาพปัญหาและบริบทของแต่ละประเทศ จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เครือข่ายชุมชนจากประเทศต่างๆ ได้มาพบกัน และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวทางการพัฒนากับเพื่อนๆ จากประเทศต่างๆ ๑๙ ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ของพวกเรา เพราะการเข้าถึงความรู้ของชาวชุมชน อาจแตกต่างจากคนอื่นๆ คือเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์มากกว่าการเรียนรู้จากตำราในห้องเรียน
ดังนั้นผมหวังว่าทุกท่าน จะได้ใช้โอกาสนี้ ศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ อย่างเต็มที่ และผมขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังทุกประการ นายสันติ กล่าว
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ กล่วว่า ในนามของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีภารกิจที่สำคัญในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกชุมชนเมืองและชนบท โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม หรือบูรณาการ บนหลักการพัฒนาที่สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญ รวมถึงการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่องค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน ตลอดจนส่งเสริม และสนับสนุนการสร้างความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับท้องถิ่น
นางทิพย์รัตน์ กล่าวต่อว่า ในการจัดงานครั้งนี้ก็เพื่อให้เครือข่ายคนจนเมืองในภูมิภาคเอเชียได้ร่วมแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน และร่วมกันกำหนดแนวทางการทำงานของเครือข่ายคนจนภูมิภาคเอเซียร่วมกัน โดยในประเทศไทยได้จัดให้มีการสัมมนา “๑๐ปี บ้านมั่นคง ผนึกพลังคนจนเมืองชนบท สู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น” เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย เพื่อนำข้อสรุปมาร่วมแลกเปลี่ยนในวันนี้ ซึ่งวันนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างเครือข่ายคนจนเมืองในภูมิภาคอาเซีย เพื่อนำข้อสรุปเสนอต่อเลขาธิการ UN ESCAP ต่อไป
นางสมหมาย วงศ์นคร มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สปป.ลาว เล่าให้ฟังว่า ที่สปป.ลาว เราอยากเห็นประชาชนหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ขบวนการประชาชนจะช่วยหนุนการพัฒนา แต่ก็มีหลายเรื่องที่เรายังฝากความหวังภาครัฐอย่างเรื่องประชาคมอาเซียน ที่ต้องเตรียมความพร้อมให้กับชุมชน ถ้าชาวบ้านมีเครือข่ายที่เข้มแข็งรวมกับรัฐที่หนุนเสริม หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลขบวนการประชาชนก็จะไปได้ยาก
สปป.ลาวเริ่มจาก การรวมกลุ่มช้อนเงิน และสหพันธ์แม่หญิงลาว ซึ่งแม่หญิงจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา อย่างการเข้าเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อร่วมตัดสินใจ หรือแม้กระทั้งเข้าไปมีบทบาทด้านวิชาการ ความรู้ ทักษะฝีมือ หรือในแขวง ในเมือง ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วนมาร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาไปพร้อมกัน อย่างการแก้ปัญหาหนี้สิน เราจะมีคนหลายภาคส่วนทั้งตำรวจ หน่วยงาน ฯลฯ มาช่วยกันแก้ปัญหา เพราะพลังแม่หญิงไม่อาจแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เราต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน
การแก้ไขตนเองของชาวบ้าน สปป.ลาว ที่ผ่านมารัฐพูดเรื่องนโยบายใหญ่ๆ แต่ที่ทำจริงๆกับชุมชนนั้นน้อย ซึ่งบางคนก็ไม่เห็นความทุกข์ยากของพี่น้อง แต่ชาวบ้านก็ลุกขึ้นแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง อยากให้รัฐสนับสนุนชาวบ้านตามความสามารถของแต่ละชุมชน อย่างกลุ่มช้อนเงินก็มีการพัฒนาด้านต่างๆด้วยตนเอง แต่ยังไม่ได้มีการประกอบส่วนการทำงานจากภาครัฐแต่อย่างใด
Mr.Semiti Qalowasa : National Coordinator People Community Network Fiji กล่าวว่า ที่ประเทศฟิจิ ชุมชนชาวบ้านเริ่มปรับปรุงพัฒนาชุมชนด้วยตนเองก่อนโดยที่มีภาครัฐเข้ามาหนุนเสริมภายหลัง สิ่งที่พวกเราอยากเห็นคือ การพัฒนาสลัมทั้งเมืองไม่ใช่แก้เฉพาะจุด เฉพาะชุมชน ที่บ้านเราเริ่มจากการทำผังชุมชน การสำรวจข้อมูล แล้วนำมาวิเคราะห์ และนำข้อมูลมาทำผังและแผนได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีความสำคัญมากที่โดดเด่นยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องการออมทรัพย์ การออมเงินของชุมชน เราไม่สามารถไปขอรับการสนับสนุนได้หากชุมชนไม่มีการเริ่มต้นในการระดมทุนของตนเอง รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนกับเรียนรู้ระหว่างชุมชนต่างๆทั้งเมือง
Mr.Phan Xuan Ha : Community leader in Hung Binh ward-Vinh City ผุ้แทนจากประเทศเวียตนาม กล่าวว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้งในประเทศและภูมิภาคมีความสำคัญมาก ที่ประเทศเวียตนามชุมชนเริ่มจากการจัดลำดับความต้องการตามความสำคัญในแต่ละชุมชน เพราะมีความต้องการการพัฒนาที่หลากหลาย จากการหารือบ่อยครั้งทำให้ชุมชนมีความกล้าที่จะแสดงออกถึงความต้องการต่างๆ ที่ชุมชนต้องการปรับปรุงมากขึ้น นอกจากนั้นชุมชนยังมีการเจรจากับทางภาครัฐด้วย
การทำงานที่ผ่านมาทำให้ชุมชนเข้าใจเรื่องการรวมกลุ่มออมทรัพย์ ก่อเกิดความเข้าใจกัน ทำให้เราสามารถทำแผนของชุมชนร่วมกัน อย่างกลุ่มสตรีในเวียดนาม มีการประชุมหารือกัน โดยเชิญตัวแทนหน่วยงานรัฐท้องถิ่นมาหารือร่วม ซึ่งชุมชนต้องการให้รัฐช่วยเรื่องงบประมาณ ส่วนชุมชนจะช่วยด้านแรงงาน ออกมาเป็นแผนชุมชนเมืองวิง เราได้รวมตัวกันจัดทำแผนความต้องการเสนอภาครัฐ ที่นี่ถือว่าเป็นเมืองตัวอย่างความร่วมมือของชุมชนได้ดี
นางแสงเดือน ศรีไพวัลย์ บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ เล่าให้ฟังว่า ที่เมืองชุมแพ เราเริ่มจากการลงทะเบียนผู้เดือดร้อน แบ่งกลุ่มปัญหาความเดือดร้อนไม่ว่าเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องอาชีพ เรื่องสาธารณูปโภค จากนั้นจัดกลุ่มแบ่งโซนตามความเดือดร้อน และในภาพรวมได้แบ่งออกไปตามโซนของประเทศที่แบ่งเป็น ๗ ภาค
นอกจากนั้นเมืองชุมชนแพ มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์อยู่ ๑๓ องค์กรชุมชน มีสมาชิก ๙๕๐ ครัวเรือน มีการเชื่อมโยงเงิน คน และหน่วยงาน เป็นเครือข่ายที่หนุนเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน ซึ่งมีการรวมกองทุนทุกชุมชน มีการประสานงานท้องถิ่น มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ภาคีรับรู้ถึงการทำงาน ทั้งนี้มีระดมเงินทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นที่รวมทุกภาคส่วนของเมืองชุมแพมามีส่วนร่วมก็สามารถช่วยพี่น้องได้มากขึ้น สำคัญคือเมืองชุมแพสามารถดึงคนทั้งเมืองมาร่วมแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดนโยบายในระดับท้องถิ่นได้
การแก้ไขบ้านมั่นคง บางส่วนต้องใช้ที่ดินของภาครัฐ พี่น้องรวมตัวกันขอเช่าที่จากธนารักษ์ หรือที่สาธารณะอื่นๆ เพื่ออยู่อาศัย บางพื้นที่ต้องซื้อที่ดินโดยใช้เงิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพี่น้อง และขอรับสินเชื่อจาก พอช. ซื้อที่ดินทำนารวม ๓๘ ไร่ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารในอนาคตข้างหน้า
ด้วยเมืองชุมแพเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว ในอนาคตข้างหน้าเราอาจถูกความเจริญไล่รื้อเราออกจากเมือง แต่เราก็กำลังสร้างความเข้มแข็งเพื่อเตรียมการรับต่อไป
ทั้งนี้ที่ประชุม มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีการจัดตั้งกองทุนในระดับภูมิภาค ซึ่งเริ่มจากการลงขันรับริจาคจากผู้เข้าร่วมเป็นจุดเริ่มในวันนี้ โดยที่แต่ละประเทศจะกลับไปพัฒนากองทุนของประเทศตนเอง หรือจับกลุ่มคุยภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนไปแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นๆ และจะนำมารวมกันในอนาคตข้างหน้า ซึ่งกองทุน UPCA จะเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการ กระตุ้นให้ชาวบ้านเข้ามาทำงาน เสริมศักยภาพให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยแต่ละประเทศจะไปพัฒนากองทุนเมืองระดับประเทศของตัวเองซึ่งจะเชื่อมเป็นระดับภูมิภาคในอนาคต


