เนื่องในโอกาสที่คณะทำงานโครงการพัฒนาพื้นที่เมืองอนุรักษ์ ในโครงการบ้านมั่นคง และสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ภาคเหนือ ได้เดินทางมาประชุมที่จังหวัดน่าน แม้จะมีวาระการประชุมต่างกันและสถานที่จัดการประชุมต่างกัน แต่ก็มาประชุมในช่วงจังหวะเดียวกันคือ วันที่ ๒๐-๒๑ เมษายน ๒๕๕๖ เครือข่ายชุมชนบ้านมั่นคงเมืองน่านและภาคีท้องถิ่นจึงได้ต้อนรับทั้งสองคณะทำงานด้วยการพาท่องเที่ยวศึกษาและชมเมืองเก่าจังหวัดน่านเพื่อให้เห็นประวัติความเป็นมาและการพยายามยืนยันอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจของท้องถิ่น ภายใต้ความร่วมไม้ร่วมมือกันของคนเมืองน่านทุกภาคส่วน
เช้าวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๖ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ได้กล่าวต้อนรับและท้าวความถึงวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาเมืองน่านให้เป็นเมืองเก่าที่มีชีวิตว่า “นับแต่มีโครงการบ้านมั่นคงที่ช่วยมาทำให้ภูมิทัศน์เมืองน่านดีขึ้นจากการพัฒนาชุมชนห้าชุมชนที่ผ่านมา (ชุมชนบ้านมหาโพธิ์ ชุมชนบ้านสถารส ชุมชนบ้านน้ำล้อม ชุมชนบ้านสวนหอม ชุมชนบ้านเชียงแข็ง) แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์ เพราะภูมิทัศน์ที่สวยงามก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญเท่านั้น แต่การให้พี่น้องเมืองน่านเป็นเมืองเก่าที่มีชีวิต เราต้องสร้างความภูมิใจผ่านตัวตนของเขา เช่น มิติการใช้ภาษา การใช้อักษรเมือง ภาษาพูดแบบน่าน การแต่งกาย เสื้อผ้าเมืองน่าน อาหารการกิน การใช้วัสดุ อาหาร มาเป็นอาหารสุขภาพของเมืองน่านเพื่อให้คนน่านทุกคนทุกระดับมามีส่วนร่วม
“อีกมิติหนึ่งคือศิลปะ สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญา ซึ่งเป็นความภูมิใจในฮีตฮอย มีอัตลักษณ์ของตนเอง มีความหวงแหนในตัวตน ซึ่งหลายๆ มิติเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่การที่จะปลุกเข้าไปในจิตวิญญาณของคนเมืองน่านเพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่านี่คือเมืองน่าน ทุกคนมีส่วนในการปกป้องอัตลักษณ์เมืองน่าน ต้องใช้มิติการจัดการตนเองอย่างมีส่วนร่วม”
นายสุรพล เธียรสูตร ยังได้ยกตัวอย่าง กรณีบริษัทมือถือแห่งหนึ่งจะไปสร้างเสาสัญญาณโทรศัพท์ใกล้วัดแช่แห้ง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนแห่งนั้น ชุมชนแช่แห้งจึงต่อต้านการตั้งเสาสัญญาณเพราะเป็นการทำลายภูมิทัศน์อีกทั้งยังอยู่สูงค้ำวัด ซึ่งคนแต่โบราณถือว่าไม่ควรมีสิ่งใดอยู่สูงกว่าวิหารอารามของวัดวัด จนในที่สุดบริษัทมือถือแห่งนั้นก็เลิกติดตั้งเสาสัญญาณ หรือการนำภาพกระซิบรัก ภาพจากฝาผนังวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังและเป็นอัตลักษณ์เมืองน่านนำไปพิมพ์ลายบนแก้วไวน์ ก็ได้รับการคัดค้าน ต่อต้าน
หรืออีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองน่านแล้วรู้สึกเหงา จึงถามกับบ๋อยโรงแรมว่ามีผู้หญิงไหม (ในความหมายผู้หญิงนั่งดริ๊งค์ หรือผู้หญิงให้บริการ) บ๋อยซึ่งเป็นเด็กหนุ่มจึงตอบว่า ถ้าคุณอยากมีผู้หญิงเป็นเพื่อน คุณไปพัทยา บางแสน ก็ได้แล้ว ไม่ต้องมาถึงเมืองน่านหรอก เพราะที่นี่ไม่มี
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความหวงแหน เมืองน่าน ไม่ต้องการให้วัฒนธรรมที่ไม่ดีงามเข้ามา ซึ่งทั้งหมดที่เรียกว่าจิตสำนึกนี้ ต้องอาศัยการเปิดมิติการจัดตนเองนั่นเอง
นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ยังได้กล่าวอีกว่า สำหรับขบวนการเชิงทางสังคมนั้น คงต้องรบกวนอาจารย์จากสาขาต่างๆ มาช่วยดูแลภูมิทัศน์ของน่านด้วย และก็เชื่อว่าเมืองน่านเมืองเล็กๆ นี้คงไม่สามารถตอบสนองทุกคน ดังนั้น ทุกวันนี้เราจึงกำลังรบกับสถานบันเทิง กำลังรบกับบริษัทเหล้าเบียร์ เรารบเราสู้ เพราะต้องการปกป้องสิ่งที่เป็นภาคภูมิใจให้กับลูกหลาน ก็เชื่อว่าไม่มีอาวุธใดที่ดีไปกว่าความรู้ ภูมิปัญญาที่หลากหลายของเรา ที่ผ่านมาเราเห็นความพยายามของนักลงทุนต่างๆ แต่ถ้าคนน่านเข้มแข็ง ผมเชื่อว่ามันจะเป็นภูมิคุ้มกันสู้กับโลกความเปลี่ยนแปลง โลกของการฉกฉวยโอกาส โลกของความไร้พรมแดน นักท่องเที่ยวก็เหมือนกัน บางคนอยากเที่ยวเชิงสถานเริงรมย์ บางคนอยากท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เราเลือกได้ว่าจะให้น่านเป็นแบบไหน
นางฑิฆัมพร กองสอน ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ จ.น่าน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนชุมชนเมืองน่านนั้นประกอบกันจากหลายขบวนหลายเรื่อง อย่างขบวนงานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้เราพยายามตรึงแผ่นดินเกิดของเรา เพราะประเทศเราเข้าสู่ประชาอาเซียนแล้ว อีกหน่อยเราจะต้องพบเจออะไรอีกมาก ที่เราจะต้องสู้ หยัดยืนในวิถีของเรา ป่าต้องปล่อยให้เป็นป่า ที่ทำกินต้องทำให้เป็นที่ทำกิน และสิ่งที่เราทำจะทำให้เกิดระบบมาสู่วิถีชีวิตของเราอย่างไรดี ไม่ว่าป่า สังคม วัฒนธรรม และอยู่เย็นเป็นสุขกันทั้งหมด ดังนั้น เมืองน่านยังต้องมีการตั้งรับและพัฒนาอีกหลายเรื่อง ซึ่งจะต้องมีการหนุนเสริมกันอีกมากเพื่อให้ท้องถิ่นจัดการตนเองได้รอบด้าน อีกอย่างตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมเมืองน่าน อย่างเช่นการตีกลองปูจา เพราะตอนเด็กๆ จำได้ว่า ยุคนั้นไม่มีไฟฟ้ามีแต่ตะเกียง ยามถึงวันพระจะมีการตีกลองบอกให้ชุมชนได้รู้ หรือวันศีลใหญ่อย่างวันเข้าพรรษา จะมีการตีกลองบอก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เหมือนว่าพอมีไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ก็หายไป ตนเองก็อยากให้การตีกลองปูจากลับมา
นายมณี มณเฑียร ประธานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองน่าน ซึ่งได้นำเสนอโครงการพัฒนาชุมชนในพื้นที่เมืองอนุรักษ์ต่อโครงการบ้านมั่นคง ได้กล่าวว่า ทางเครือข่ายมีความประสงค์จะอนุรักษ์วิถีชีวิตของคนน่านให้ฟื้นกลับคืนมาโดยเฉพาะกลองปูจา ซึ่งเป็นการตีกลองแบบคนเมืองน่าน แต่ว่าก่อนหน้านี้มันแทบหายไปเพราะรับเอาการตีกลองสะบัดชัยแบบคนเชียงใหม่มา ดังนั้น ตนและชาวชุมชนมหาโพธิ์จึงได้ริเริ่มฟื้นฟู เนื่องจากวัดมหาโพธิ์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวชุมชนได้ยกกลองปูจาลงจากหอและสร้างหอระฆังมาแทน ตนเสียดายจึงได้ขอกลองมาและนำเด็กๆ มาเริ่มฝึกซ้อม
ด้วยความที่ตั้งใจจะให้ชาวชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันและนำเงินมาเป็นค่าเช่าที่อยู่อาศัยให้กับวัด (ชุมชนมหาโพธิ์จำนวนหลายหลังอาศัยในพื้นที่วัด โดยในภายหลังได้รับงบประมาณจากบ้านมั่นคงเพื่อซ่อมแซมบ้าน พัฒนาสภาพแวดล้อม จนก่อให้เกิดชุมชนที่เหนียวแน่น และชาวชุมชนก็เห็นว่าวัดมหาโพธิ์มีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จึงพากันเข้ามาดูแลสถานที่ภายในวัด มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อนำรายได้เข้ากองทุนชุมชน และมอบให้กับวัดตามความเหมาะสม) ชุมชนมหาโพธิ์ก็ได้พัฒนาในเรื่องศิลปวัฒนธรรมทั้งเรื่องการตีกลองปูจา การฟ้อนล่องน่าน การฟ้อนแง้น ซึ่งชุมชนวัดมหาโพธิ์นั้นจึงมีทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการฟื้นฟูอาชีพ ดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิกชาวชุมชนไปด้วยในคราวเดียวกัน
นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนายการ พอช. ได้กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงที่ผ่านมาดูแลเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดิน ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งตอนหลังก็ได้สังเกตเห็นว่ามีเมืองหลายเมืองที่กลายเป็นเมืองสาธารณะหรือเป็นเมืองของโลก อย่างเชียงใหม่ หรือ ภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยวเข้าไปจำนวนมาก แต่ปรากฏว่า ชุมชนดั้งเดิมจริงๆ กลับอับเฉา เพราะการท่องเที่ยวได้นำความเปลี่ยนแปลงมาด้วย
ดังนั้น ประเด็นการพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าหรือพื้นที่เมืองอนุรักษ์นี้จึงถือว่าเป็นงานทดลองของบ้านมั่นคง ยังไม่ได้เป็นนโยบาย แต่ก็อยากให้คนในท้องถิ่นได้ทดลองทำ เพื่อให้คิดค้นการทำงานโดยเมืองจัดการตนเอง และอยากเห็นความร่วมไม้ร่วมมือในการทำงาน อยากให้ฟื้นฟูวิถีชีวิตเมือง ปะติดปะต่อวิถีชีวิตอดีตและปัจจุบัน และสามารถดำรงชีวิตได้ ไม่ใช่การอนุรักษ์โดยไม่ดูความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา เชียงใหม่หรือภูเก็ตได้ถูกจัดการจากโลกภายนอกไปแล้ว แต่ตอนนี้เรายังมีเมืองแบบน่าน แม่ฮ่องสอน เราสามารถทำให้ท้องถิ่นกลับมาได้และปกป้องได้ ซึ่งมันควรจะเป็นทิศทางที่ให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง
จากการแลกเปลี่ยนหลายฝ่ายทั้งจากนักวิชาการท้องถิ่น จ.น่าน และนักวิชาการคณะทำงานโครงการพัฒนาพื้นที่เมืองอนุรักษ์ คณะยุทธศาสตร์สอช.ภาคเหนือ ได้นำไปสู่มิติใหม่ๆ ในการพัฒนาพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองเก่า เพื่อการผลักดันให้ประเด็นการพัฒนาในพื้นที่เมืองอนุรักษ์นำไปสู่นโยบายสาธารณะ ซึ่งหลังจากการประชุมจบลงก็ได้มีการนำคณะทำงานนั่งรถรางชมรอบเมืองน่าน และแวะชมสถานท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันสำคัญ โดยประเด็นหนึ่งที่ทางเมืองน่านเน้นย้ำคือ การรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น มีการอนุรักษ์บ้านเก่า มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์โดยชุมชน (ไม่ได้ริเริ่มจากกรมศิลป์ แต่กรมศิลป์ได้เข้ามาสนับสนุนการจัดระบบ โดยวัตถุโบราณหลายอย่างได้ถูกนำมาบริจาคโดยคนเมืองน่าน) นอกจากนี้เมืองน่านไม่มีซูเปอร์สโตร์อย่าง บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส ฯลฯ ไม่มีอาคารสูงในเขตเมืองเก่า นั้นมิใช่เพราะน่านไม่เจริญ แต่เพราะเมืองน่านเลือกที่จะเจริญในวิถีที่ดีงามตามที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้ลูกหลานต่างหาก


