เมื่อวันที่ ๒๓-๒๔ เมษายน ๒๕ ๕๖ ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคเหนือ หรือ พอช.ภาคเหนือ ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง โดย พอช.ภาคเหนือตอนบนร่วมกับสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.หรือ IMPECT) เพื่อให้การทำงานในประเด็นต่างๆ ในพื้นที่สูงมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ทั้งสององค์กรมีมาประสานและขับเคลื่อน
นายศักดิ์ดา แสนมี่ ผู้อำนวยการ ศ.ว.ท. หรือ IMPECT ได้ กล่าวแนะนำองค์กรว่า IMPECT เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๓๔ จากการที่ ดร.อัลดึง วอล เกอเซาว์ มาทำงานวิจัยในโครงการ MPCD ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานพัฒนากับชาวอาข่า และจุดเริ่มต้นตรงนี้เองจึงทำให้งานวิจัยได้ขยับมาเป็นงานพัฒนาชุมชนเต็มรูปแบบมากขึ้น มีเจ้าหน้าที่ทำงานมากขึ้นและหลากหลายชนเผ่ามากขึ้น และเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็ได้เกิดเครือข่ายชนเผ่าและจัดตั้งสมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย ทำให้เครือข่ายชนเผ่ามีความแข็งแรง เป็นปึกแผ่นมากขึ้น
“อย่างที่รู้กันว่า ก่อนหน้านี้ชาวไทยภูเขา มักเป็นที่รังเกียจเหยียดหยาม ถูกดูถูกดูแคลน ถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่า ค้ายาเสพติด เป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้พี่น้องชนเผ่าต้องลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ปัจจุบันนี้ประเด็นที่ทางเครือข่ายพี่น้องเราทำงานจึงมีหลายอย่าง ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิสตรี การศึกษา สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เชื่อว่าการมีสภาองค์กรชุมชนน่าจะทำให้การขับเคลื่อนงานทำได้ดีขึ้น”
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการภาคเหนือตอนบน พอช. ได้กล่าวแนะนำ พอช. ให้กับคณะทำงาน IMPECT และพี่น้องชนเผ่าที่ทำงานในพื้นที่สูงได้รู้จัก ซึ่งบทบาทในการสนับสนุนงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนทั้งเมืองและชนบท รวมทั้งการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ให้เป็นเครื่องมือให้ชุมชนสามารถแสดงความเห็น ผลักดันนโยบายต่างๆ ในชุมชนของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคนท้องถิ่นจะสามารถเสนอสิ่งที่ตนเองต้องการได้ ไม่ใช่นโยบายถูกกำหนดมาจากกรุงเทพฯ
นายชัชวาล หลียา ตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนป่าตึง
จ.เชียงราย ได้นำเสนอพื้นตัวอย่างจากสภาองค์กรชุมชนป่าตึง โดยได้สะท้อนว่าตำบลป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย นั้นมีพี่น้องชนเผ่าที่หลากหลายอีกทั้งปะปนไปทั้งพี่น้องคนเมืองและพี่น้องบนดอย ดังนั้น การอยู่ภายใต้ความหลากหลายนี้ ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกัน
ตำบลป่าตึงมีประชากรประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ทั้ง ลาหู่ อาข่า จีนฮ่อ (จีนยูนนาน) เมี่ยน ไทยใหญ่ ไทยญวน คนเมือง ว้า (แต่มีน้อย) ลั้วะ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีไม่น้อยที่ทำการเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย ทั้งนี้พี่น้องที่นี่มีประเด็นในการขับเคลื่อนงานหลายประเด็น เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม สืบชะตาแม่น้ำ หรือปลูกป่า ทำแนวกันไฟ ปัญหาไฟป่า หรือการสร้างเครือข่ายปฏิรูปที่ดินตำบลป่าตึง โดยได้สร้างความเข้าใจแก่ชุมชนในการจัดทำโฉนดชุมชน และชาวบ้านได้มาเรียนรู้การจับพิกัด GPS GIS ซึ่งประเด็นปัญหาที่ทำกินนี้นับว่าเป็นปัญหาที่พี่น้องชนเผ่าส่วนใหญ่ล้วนประสบอยู่ ดังนั้น การมีสถานะเป็นสภาองค์กรชุมชนนั้นจะทำให้การเคลื่อนไหวเจรจาง่ายขึ้นเพราะเรามีสถานะที่รับรองโดยกฎหมาย
นายชัชวาล หลียา ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายหน้าทำเนียบว่านั่นก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง แม้ว่าตัวเองจะไม่ชอบเลย เพราะเหนื่อย ร้อน เปลืองเงินทอง เปลืองเวลา แต่ด้วยความจำเป็น เราก็ต้องออกไป จนกระทั่งเรามีบทบาทมากขึ้น ณ วันนี้ ทำให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มยอมรับมากขึ้น “วันนี้ หน่วยงานเริ่มมีการถามชาวบ้านว่าจะทำอย่างโน้นดีไหม จะทำอย่างนี้ได้ไหม นั่นแสดงถึงการยอมรับตัวตนของชาวบ้าน”
สำหรับการทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตึงนั้นได้ใช้แผนบันไดเก้าขั้นของโฉนดชุมชนเป็นแนวทางการขับเคลื่อนสภาฯ โดยออกแบบมาดังนี้
๑.วิเคราะห์ศักยภาพชุมชน
๒.สร้างความเข้าใจระดับชุมชน โดยมีประเด็นเชื่อมร้อยการทำงาน
๓.จัดทำแผนพัฒนาตามความต้องการและสอดคล้องกับแผนพัฒนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๔.ขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่โดยการมีส่วนร่วม
๕. พัฒนาศักยภาพแกนนำในการถ่ายทอดความรู้
๖.จัดระบบข้อมูลชุมชน ตำบล
๗. นำเสนอข้อมูลผ่านเวทีเครือข่ายต่างๆ
๘.จัดตั้งสภาองค์กรชุมชน
๙.ผลักดันให้มีแผนและเข้าสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น
นายชัชวาลยังได้กล่าวอีกว่า การมีแผนงานเหล่านี้เป็นของชุมชนจะทำให้หน่วยงานต่างๆ เวลามีโครงการหรือต้องการพัฒนาเรื่องใดก็จะได้ทำงานสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน “ยกตัวอย่างเช่น อบต.เวลาจะทำถนน เราเอาแผนของเราขึ้นเลยว่า มันตรงกับความต้องการเราไหม และมันทับเส้นทางที่ดินของใครไหม จะจัดการอย่างไร”
อีกประเด็นหนึ่งที่เขาเห็นว่าสำคัญก็คือ การทำระบบข้อมูล และที่สำคัญก็คือข้อมูลจะต้องถูกนำไปใช้ ไม่ใช้เก็บเอาไว้กับตัว เช่น การจัดทำผังข้อมูลตำบลมันจำเป็นมาก เพราะไม่อย่างนั้นจะเอาอะไรไปคุยกับเขาไม่ได้
สำหรับการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนนั้น เขาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของความยั่งยืนของคน ทำให้คนเข้าใจว่าสภาองค์กรชุมชนคืออะไร สิ่งนี้สำคัญกว่า
ในแง่การทำงานกับท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ ชัชวาลเล่าว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตึงนั้นได้ให้คนของสภาฯ ไปอยู่ในสภาอบต. เลย เพราะจะประสานงานกับท้องถิ่นได้ง่าย โดยแบ่งหน้าที่เลยว่าว่าใครจะอยู่ส่วนไหน จะทำอะไร และส่วนใหญ่ที่สภาฯ ป่าตึงจะถือเป็นภารกิจของสมาชิกทุกคนที่ต้องให้ผู้นำทุกกลุ่มเข้าใจเรื่องงานสภาองค์กรชุมชนโดยจะแจก พรบ.สภาองค์กรชุมชนให้กับคนทุกกลุ่ม ส่วนใครจะจะจัดตั้งหรือไม่จัดตั้งไม่เป็นไร แต่ให้ศึกษาไว้
หลังจากนั้นจึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อซักถามอย่างหลากหลาย และเป็นการแนะนำหลักการของสภาองค์กรชุมชนและวิธีการจดจัดตั้งโดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีความตื่นตัวสูง โดยบางพื้นที่ได้จดจัดตั้งไปแล้วแต่คนในพื้นที่ยังไม่ทราบ เช่นเดียวกับกลุ่มเครือข่ายป่า เครือข่ายลุ่มน้ำที่มีความกระตือรือร้นต่อเรื่องนี้ ทั้งนี้ทางพอช.ภาคเหนือตอนบน ได้รับปากว่าหลังจากนี้หากพื้นที่ใดสนใจจะจัดตั้งก็จะยกทีมเข้าไปช่วยกันถึงพื้นที่นั้น
นายสมพล เมืองเฉลิม หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชนภาคเหนือตอนบน ได้กล่าวสรุปว่า “จากนี้เราจะเห็นเป้าหมายของการทำงาน ซึ่งที่จริงแล้วเรามีเป้าหมายเกือบเหมือนกัน คือ นั่นคือการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องในพื้นที่ ส่วนเครื่องมือเราก็มีโครงการและกิจกรรมตามภารกิจของเรา และสามารถหนุนเสริมการทำงานของกันและกันได้ พวกเราจะทำให้พี่น้องในพื้นที่ลุกขึ้นจัดการกับปัญหา วางแผน ขับเคลื่อน นั่นเท่ากับการที่ท้องถิ่นได้ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง”
ปัจจุบัน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้จดจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนทั้งหมด ๘๒๘ ตำบล จากทั้งหมด ๙๐๒ ตำบล โดยในส่วนของพื้นที่สูงหรือพี่น้องชนเผ่าชาติพันธุ์นั้นมีประมาณ ๒๐ ตำบล ดังนั้น เพื่อจะได้ขับเคลื่อนประเด็นงานต่างๆ ที่พี่น้องชนเผ่าได้ขับเคลื่อนในพื้นที่สูงจึงได้ร่วมมือกันกับ IMPECT จัดเวทีครั้งนี้


