ตำบลนาขา เป็น ๑ ใน ๑๓ ตำบลของอำเภอหลังสวน จังหวัด มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๘๑ ตารางกิโลเมตร หรือ ๕๐,๘๗๖ ไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาสูง มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ มีประชากรทั้งหมดประมาณ ๗,๘๐๐ คน จำนวน ๒,๐๗๐ ครัวเรือน ประกอบด้วย ๑๓ หมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน เงาะ ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู วัวขุน กบ ฯลฯ รับจ้างทั่วไป และค้าขาย
นอกจากนี้ในอดีตตำบลนาขาก็มีการทำเหมืองแร่ดีบุก โดยเอกชนมาขอสัมปทานทำเหมืองแร่ดีบุกในเขตป่าสงวนฯ จากทางราชการ ต่อมาในระยะหลังเมื่อราคาแร่ดีบุกตกต่ำ การทำเหมืองจึงเลิกไปในราวปี ๒๕๓๔ ส่วนพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ในเวลาต่อมาได้มีบุคคลมาอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินและขอยื่นออกเอกสารสิทธิ์จากทางราชการ ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของรัฐไม่ชอบธรรม เพราะชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนฯ มานานแต่ก็ไม่มีใครได้รับเอกสารสิทธิ์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ได้จุดประกายให้ชาวบ้านรวมตัวกันลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่ดิน
จากกลุ่มออมทรัพย์เหมืองงามสู่กองทุนสวัสดิการชุมชน
สุดาภรณ์ ปัจฉิมเพ็ชร เลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาขา เล่าความเป็นมาของกองทุนสวัสดิการฯ ว่าในช่วงต้นปี ๒๕๔๓ ชาวบ้านในเหมือง หมู่ที่ ๑๐ จำนวน ๘ คน ซึ่งไปเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางจากเกษตรกรอำเภอท่าตะโกได้รวมกลุ่มกันเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม ต่อมาจึงได้เปิดให้ชาวบ้านที่สนใจเข้ามาร่วมลงหุ้นเพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียน หุ้นละ ๑๐๐ บาท และให้สมาชิกที่ร่วมลงหุ้นออมเงินเข้ากลุ่มเป็นรายเดือนๆ ละ ๑๐ บาทขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน ๕๐๐ บาท
ต่อมาในปี ๒๕๔๔ เมื่อมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น มีเงินทุนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มจึงนำเงินมาให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อนำไปประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๒ บาทต่อเดือน ชำระคืนภายใน ๑ ปี จากสมาชิกกลุ่มเพาะเห็ดจึงค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มออมทรัพย์ โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มออมทรัพย์เหมืองงาม” และในเวลาต่อมากลุ่มออมทรัพย์เหมืองงามจึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก “เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์หลังสวน” ซึ่งเป็นเครือข่ายของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพร มีบทบาทในการเชื่อมประสานกลุ่มองค์กรชาวบ้านให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง
ในช่วงปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพรได้ขับเคลื่อนงานเชิงประเด็น เช่น เรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ บ้านมั่นคง กองทุนสวัสดิการ ฯลฯ เพื่อหนุนเสริมให้กลุ่มองค์กรชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ เชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน กลุ่มออมทรัพย์เหมืองงามจึงได้ขยายแนวความคิดเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนไปยังกลุ่มต่างๆ ในตำบลนาขา ต่อมาในเดือนมกราคม ๒๕๕๑ กลุ่มออมทรัพย์เหมืองงามจึงเป็นแกนนำในการจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาขา” ขึ้นมา มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน ๑๐๒ คน มีเงินสมทบเข้ากองทุนรวมกันจำนวน ๓๗,๒๓๐ บาท
การขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน
หลังจากจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาขาขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ยังได้เป็นแกนนำในการรวบรวมกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลมาจดแจ้งและจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขาขึ้นมาในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ โดยมีกลุ่มที่ร่วมจดแจ้งจำนวน ๑๗ กลุ่ม มีผู้แทนจำนวน ๒๓ คน เมื่อมีสภาองค์กรชุมชนแล้ว สภาฯ จึงได้นำเรื่องกองทุนสวัสดิการฯ มาชี้แจงต่อสมาชิก เพื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในหมู่ต่างๆ เข้าร่วมสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการฯ หลังจากนั้นจึงมีชาวบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มเติม รวมมีสมาชิกในปี ๒๕๕๑ จำนวน ๕๐๑ คน โดยกำหนดให้สมาชิกสมทบเงินเป็นรายปีๆ ละ ๔๐๐ บาท
สำหรับสวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกในช่วงแรกมีดังนี้ ๑.เจ็บป่วย กรณีนอนโรงพยาบาล ชดเชยรายได้คืนละ ๒๐๐ บาท และจะเพิ่มขึ้นปีละ ๑ คืนตามอายุการเป็นสมาชิก ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์สามารถนำวันสะสมไปรวมในปีต่อไป ได้ ๒.สมาชิกที่เจ็บป่วย แต่ไม่ได้นอนรักษาตัว จะได้รับค่าเดินทางไปสถานพยาบาลตามระเบียบที่กำหนดเอาไว้ ๓.เสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ ๑ ปี ช่วยเหลือ ๔,๐๐๐ บาท, ครบ ๒ ปี ช่วยเหลือ ๘,๐๐๐ บาท, ครบ ๓ ปี ช่วยเหลือ ๑๒,๐๐๐ บาท และครบ ๔ ปี ช่วยเหลือ ๑๖,๐๐๐ บาท
๔.สวัสดิการด้านอาชีพและแก้ปัญหาหนี้สิน จะให้กรรมการในแต่ละหมู่กู้ยืมเพื่อไปบริหารจัดการเอง โดยจัดสรรให้สมาชิกคนละ ๓๐๐ บาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ บาทต่อเดือน ชำระคืนไม่เกิน ๓ ปี เช่น หมู่ที่ ๑ มีสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน ๑๐๐ คน จะได้รับเงินจัดสรรจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท สมาชิกที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมก็จะมายื่นเรื่องที่คณะกรรมการในแต่ละหมู่เพื่อพิจารณาให้กู้ยืมตามความจำเป็น
๕.สวัสดิการผู้สูงอายุ ๖.สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ๗.สวัสดิการด้านประเพณีและวัฒนธรรม (สนับสนุนการแข่งขันเรือโหนด) สนับสนุนตามความเหมาะสม และ ๘.สวัสดิการคนทำงาน (ให้ค่าตอบแทนคณะกรรมการในวันทำงานวันละ ๒๐๐ บาท หากมีการเดินทางไปอบรม ประชุม สัมมนา ฯลฯ จะมีค่าเดินทาง ที่พัก และอาหารต่างหาก)
ภีรนันท์ เพชรสุวรรณ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาขา กล่าวถึงการขยายสมาชิกว่า นอกจากจะใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีชี้แจงให้สมาชิกสภาฯ แต่ละหมู่บ้านไปช่วยประชาสัมพันธ์กองทุนสวัสดิการแล้ว คณะกรรมการกองทุนฯ ยังใช้วิธีประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานต่างๆ ในตำบล เช่น สถานีอนามัย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยเฉพาะ อสม.ส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว จึงช่วยขยายสมาชิกกองทุนฯ ได้มาก เพราะมี อสม.อยู่ทุกหมู่บ้าน
ปัจจุบัน (มิถุนายน ๒๕๕๖) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาขามีสมาชิกทั้งหมดจำนวน ๒,๗๘๕ คน มีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ ๒,๙๐๗,๕๑๓ บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินสมทบจากสมาชิกรวม ๒,๑๔,๖๐๐ บาท ที่ผ่านมาได้รับการสมทบงบประมาณจากรัฐบาลในปี ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๔ รวม ๖๘๔,๗๔๐ บาท และได้ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๕) จำนวน ๑,๔๕๙ ราย รวมเป็นเงิน ๒,๖๐๒,๘๑๔ บาท
ส่วนการหารายได้เข้ากองทุนนั้น ในปี ๒๕๕๑ กองทุนสวัสดิการฯ ได้นำเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาทไปร่วมลงทุนในโรงงานผลิตน้ำดื่มชุมชน และจะได้รับเงินปันผลจำนวน ๑๒-๑๔ % ของผลกำไร ซึ่งที่ผ่านมาได้รับเงินปันผลแล้วประมาณปีละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท นอกจากนี้กองทุนฯ ยังนำเงินไปลงทุนในวิสาหกิจชุมชนร่วมกับเครือข่ายออมทรัพย์อีกประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาท
สำหรับแผนงานต่อไปของกองทุนสวัสดิการฯ นั้น กองทุนฯ
มีแผนในการหารายได้เพิ่มเติม ด้วยการเปิดบริการรับทำ พ.ร.บ.ประกันภัยรถยนต์ ในลักษณะของตัวแทนของบริษัทเอกชน และจะได้รับค่านายหน้าจำนวน ๓๐ % ของอัตราค่าบริการ นอกจากนี้ยังมีแผนงานในการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน จากเดิมที่ส่งเสริมการแข่งขันเรือโหนด เช่น หนังตะลุง ระบำท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในชุมชนโดยผ่านกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
การแก้ไขปัญหาที่ดินและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ตำบลนาขามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๕๐,๘๗๖ ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่ติดต่อกับเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีเอกชนเข้าไปขอสัมปทานพื้นที่ทำเหมืองแร่ดีบุก นอกจากนี้ยังมีเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว (เดิมอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองเพรา มีพื้นที่ ๔๑๗,๕๐๐ ไร่ ครอบคลุมจังหวัดระนองและหลายอำเภอในจังหวัดชุมพร ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี ๒๕๔๒) และพื้นที่ราชพัสดุ ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองจึงเข้าไปทำมาหากินอยู่ในที่ดินเหล่านี้มานานหลายสิบปี ต่อมาในช่วงปี ๒๕๓๔-๒๕๓๕ เมื่อแร่ดีบุกราคาตกต่ำ การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าสงวนฯ จึงยุติลง แต่ปรากฏว่ามีนายทุนนำที่ดินสัมปทานเหมืองนับร้อยไร่ไปขอออกเอกสารสิทธิ์จากทางราช เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวความไม่ชอบมาพากลจึงได้จับกลุ่มวิพากย์วิจารณ์ เพราะชาวบ้านก็อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนฯ มานาน แต่ทางราชการกลับไปอออกโฉนดให้นายทุน อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นชาวบ้านในตำบลนาขายังไม่มีการรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาที่ดิน
ต่อมาในช่วงปี ๒๕๔๘ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพรและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานพัฒนาในประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมทั้งปัญหาเรื่องที่ดินด้วย แกนนำพัฒนาชุมชนในตำบลนาขาในขณะนั้นจึงได้นำปัญหาเรื่องที่ดินในตำบลมาพูดคุยกัน จากนั้นจึงเริ่มมีการสำรวจข้อมูลผู้ที่เดือดร้อน สภาพการถือครองที่ดิน การทำผังที่ดิน เพื่อจะใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำท้องถิ่นการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินจึงไม่มีการสานต่อ
วิระ ปัจฉิมเพ็ชร ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขา กล่าวว่า หลังจากมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขาในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ แล้ว ชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนจึงได้นำปัญหาเรื่องที่ดินมาพูดคุยกันสภาฯ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งในเวลาต่อมาสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขาจึงได้จัดทำ “โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินแนวใหม่” มีการสำรวจข้อมูลชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยมีการสำรวจไปบ้างแล้ว สำรวจการครอบครองการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สำรวจแนวเขตป่าสงวนฯ และพื้นที่ที่เป็นปัญหา จากนั้นในช่วงปลายปี ๒๕๕๕ จึงได้เสนอโครงการไปยังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และต่อมาในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ จึงได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
“ขณะนี้เราให้ตัวแทนแต่ละหมู่บ้านทำการสำรวจข้อมูลที่ดินเพิ่มเติมทั้งตำบล เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะนำมาลงรายละเอียดในแผนที่ GIS. เพื่อให้เห็นข้อมูลรายแปลงและสภาพการถือครองที่ดินทั้งตำบล ว่าที่ดินแปลงไหนใครครอบครองบ้าง หรือเป็นที่ดินของหน่วยงานใด หลังจากนั้นจะจัดเวทีให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับกฎหมายที่ดินแต่ละประเภทที่ชาวบ้านเข้าไปทำกินและสิทธิของชาวบ้าน โดยจะเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้ง อบต.เข้ามาร่วมด้วย เพื่อช่วยกันระดมความเห็นในการแก้ไขปัญหา และตรวจสอบข้อมูล ความถูกต้องของแผนที่ GIS. เพื่อนำไปสู่การรับรองข้อมูล แล้วนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” ประธานสภาองค์กรชุมชนฯ กล่าว
จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีชาวบ้านที่มีความเดือดร้อน
เรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยประมาณ ๒๐๐ ครัวเรือน เช่น ชาวบ้านในหมู่ที่ ๘, ๙, ๑๐ และ ๑๓ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว และพื้นที่เขตป่าสงวนฯ ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่มั่นคงในที่ดิน เกิดความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับไล่ออกจากที่ดินในวันใด ดังนั้นการรวบรวมและจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกับชาวบ้าน เช่น การให้ชาวบ้านเช่าที่ดินของรัฐในระยะยาวจึงเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม นอกจากการสำรวจข้อมูลความเดือดร้อนเรื่องที่ดินของชาวบ้านแล้ว ประธานสภาฯ กล่าวว่า ขณะนี้ในตำบลนาขามีการซื้อขายที่ดินเปลี่ยนมือกันมาก ดังนั้นสภาฯ จึงให้ชาวบ้านในแต่ละหมู่สำรวจการถือครองที่ดินด้วย เพื่อนำข้อมูลมาปรึกษาหารือกับ อบต.ว่าจะมีช่องทางในการออกข้อบัญญัติเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินทำกินของชาวบ้านหลุดมือได้หรือไม่ เพราะเกรงว่าที่ดินทำกินของชาวบ้านจะถูกนายทุนกว้านซื้อเพื่อนำไปทำอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา
นอกจากการสร้างความมั่นคงในเรื่องที่ดินให้แก่ชาวบ้านแล้ว ประธานสภาฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านฟื้นฟูการทำนาขึ้นมาเพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากในอดีตตำบลนาขาบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบเคยมีการทำนามาก่อน แต่การทำนาเพิ่งจะหมดไปเมื่อประมาณ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ เพราะทางราชการได้มาส่งเสริมใช้ชาวบ้านปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอาชีพแทน สวนปาล์มจึงผุดขึ้นมาแทนนาข้าว ชาวบ้านเมื่อขายปาล์มแล้วก็ต้องไปซื้อข้าวมากิน เวลาปาล์มราคาตกชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะกินปาล์มแทนข้าวไม่ได้
โดยสภาฯ ได้สนับสนุนให้มีการฟื้นฟูการทำนาขึ้นในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เป็นการทำนาในลักษณะการปลูกข้าวไร่ ใช้พื้นที่ในสวนปาล์มหรือยางพาราที่เพิ่งมีการตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้จะสามารถปลูกข้าวได้ประมาณ ๓ ปีก่อนที่ต้นปาล์มจะโต ใช้วิธีแทงดินให้เป็นหลุมแล้วเอาพันธุ์ข้าวหยอดลงไป บำรุงด้วยปุ๋ยคอก ไม่ใช้สารและปุ๋ยเคมี ใช้เวลาประมาณ ๕ เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านมาร่วมฟื้นฟูการทำนาร่วมกันแล้วประมาณ ๓๐ ราย ใช้วิธีเอาแรงหรือลงแรงร่วมกัน มีพื้นที่รวมกันประมาณ ๒๐ ไร่
“แม้ว่าตอนนี้จะได้ผลผลิตไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการทำนานำร่อง เพื่อให้ชาวบ้านเห็นว่าเราสามารถใช้พื้นที่ว่างในสวนปลูกข้าวไร่เพื่อเอาไว้กินในครอบครัวได้ เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่จะปลูกปาล์มหรือยางพาราเพียงอย่างเดียว และต่อไปสภาองค์กรชุมชนจะเสนอให้ อบต.ทำข้อบัญญัติเพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกข้าวเอาไว้กิน เช่น ส่งเสริมเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกข้าวไร่ เช่น ข้าวพันธุ์มะลิไร่ ข้าวสังข์หยด และเล็บนก” ประธานสภาฯ กล่าวในตอนท้าย


